
ส่องเทรนด์ซากุระปี 69 “เมืองรอง” พุ่งรับกระแสซีรีส์ดัง
ปรากฏการณ์ “Screen Tourism” การท่องเที่ยวตามรอยซีรีส์และภาพยนตร์ ทำนักท่องเที่ยวมากกว่า 70% ตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางจากสิ่งที่ชมผ่านหน้าจอ
KEY
POINTS
- นักท่องเที่ยวชมซากุระปี 2569 มีแนวโน้มเดินทางไป "เมืองรอง" มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดและแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ นอกเหนือจากเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม
- อิทธิพลจากซีรีส์และภาพยนตร์ (Screen Tourism) เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางตามรอยไปยังสถานที่ถ่ายทำ เช่น เมืองคามาคุระในญี่ปุ่น และคยองจูในเกาหลีใต้
- เทรนด์การชมซากุระขยายตัวไปยังเกาหลีใต้และจีน ซึ่งกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยมีเมืองรองที่น่าสนใจและได้รับการจองเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อก้าวย่างเข้าสู่ฤดูกาลชมดอกซากุระในปี 2569 ข้อมูลล่าสุดจาก Trip.com Group ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนผ่านจากการไปเยือนจุดหมายปลายทางยอดนิยมระดับไอคอน (Iconic Destinations) ไปสู่การแสวงหาความแปลกใหม่ใน “เมืองรอง” (Secondary Cities) ที่ยังคงความงดงามแต่ให้ความเป็นส่วนตัวที่มากกว่า
เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากความต้องการหลีกเลี่ยงความแออัดในช่วงพีคซีซัน และถวิลหาประสบการณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สะท้อนผ่านข้อมูลการจองที่พบว่า แม้เส้นทางหลักอย่างโตเกียว โอซาก้า และเกียวโต หรือที่รู้จักกันในนาม Golden Route จะยังคงครองส่วนแบ่งการจองมากกว่า 2 ใน 3 แต่ทว่าพื้นที่นอกเส้นทางหลักกลับเริ่มมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเกือบ 1 ใน 3 ของการจองเริ่มกระจายออกไปสู่พื้นที่ใหม่ๆ ทั่วญี่ปุ่น
พลังแห่ง Screen Tourism เมื่อซีรีส์กำหนดทิศทางการเดินทาง ปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในปีนี้คือปรากฏการณ์ “Screen Tourism” หรือการท่องเที่ยวตามรอยซีรีส์และภาพยนตร์ ซึ่งรายงาน Momentum Report ของ Trip.com Group ระบุไว้อย่างน่าสนใจว่า นักท่องเที่ยวมากกว่า 70% ตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางจากสิ่งที่พวกเขาได้รับชมผ่านหน้าจอ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคืออิทธิพลจากซีรีส์ยอดนิยมบนแพลตฟอร์ม Netflix เรื่อง “Can This Love Be Translated?” ซึ่งได้นำเสนอภาพลักษณ์ที่สวยงามของเมืองคามาคุระ (Kamakura) และ เอโนชิมะ (Enoshima) ในจังหวัดคานากาวะ ส่งผลให้เกิดกระแสการเดินทางตามรอยอย่างถล่มทลาย โดยสถิติระบุว่านับตั้งแต่ซีรีส์ออกฉาย ยอดการจองตั๋วรถไฟมุ่งหน้าสู่คามาคุระพุ่งสูงขึ้นถึง 66% ต่อเดือน ขณะที่การจองที่พักและยอดการค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้น 55%
แม้ญี่ปุ่นจะเป็นผู้นำในตลาดชมดอกไม้ แต่ “เกาหลีใต้และจีน” กำลังเร่งเครื่องขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมระดับโลก โดยทั้งสองประเทศติดอันดับ 5 จุดหมายที่มีการค้นหาคำว่า “ซากุระ” มากที่สุดในโลก
ในเกาหลีใต้ อิทธิพลของ K-Drama ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เช่น ซีรีส์ในตำนานอย่าง Winter Sonata ที่สร้างชื่อให้เกาะนามิ หรือซีรีส์ยุคใหม่อย่าง Squid Game และ The King: Eternal Monarch ที่ส่งให้สวนยออีโดในโซล กลายเป็นจุดเช็คอินยอดฮิต
อย่างไรก็ตาม เมืองรองอย่าง คยองจู (Gyeongju) กลับเป็นม้ามืดที่มียอดการจองตั๋วเครื่องบินพุ่งสูงถึง 207% ต่อปี ด้วยภาพลักษณ์ของเมืองหลวงโบราณที่มีถนนสายซากุระเลียบทะเลสาบอันงดงาม ขณะที่ เกาะเชจู มียอดจองเติบโต 143% จากภูมิทัศน์ธรรมชาติที่โดดเด่น
ส่วนประเทศจีน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผสมผสานธรรมชาติกำลังมาแรง โดยเฉพาะ กุ้ยโจว ที่ก้าวขึ้นมาเป็นฮอตสปอตใหม่ด้วย “อุทยานซากุระผิงป้า” ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในทัวร์ที่ถูกจองมากที่สุดบนแพลตฟอร์ม Trip.com นอกจากนี้ เมืองอู่ฮั่น ยังคงความเข้มแข็งด้วยจุดชมซากุระในมหาวิทยาลัยและสวนซากุระอีสต์เลค ขณะที่ เซี่ยงไฮ้ นำเสนอความแปลกใหม่ด้วยการผสมผสานงานศิลปะสมัยใหม่เข้ากับดอกซากุระที่สวนประติมากรรมจิ้งอัน
พฤติกรรมนักท่องเที่ยว ผู้หญิงและกลุ่มครอบครัวคือเป้าหมายหลัก ข้อมูลเชิงลึกจาก Trip.com Group เผยให้เห็นโปรไฟล์ของนักท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โดยพบว่า ผู้หญิง เป็นกลุ่มผู้ตัดสินใจและจองทริปชมซากุระมากถึง 62.9% โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 25-49 ปี
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการเติบโตของกลุ่ม ทริปครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ซึ่งมียอดการจองพุ่งสูงถึง 150% ต่อปี สะท้อนว่ากิจกรรมชมซากุระถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ก็ยังมีการเติบโตที่ 29.5% ต่อปี แสดงให้เห็นว่าตลาดนี้มีความหลากหลายของช่วงอายุมากขึ้น
บทสรุปและทิศทางในอนาคต เทรนด์การท่องเที่ยวชมซากุระปี 2569 คือภาพสะท้อนของการผสมผสานระหว่าง “ความงามของธรรมชาติ” “อิทธิพลจากสื่อบันเทิง” และ “พลังของโซเชียลมีเดีย” จนกลายเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Travel) ที่ทรงพลัง






