thansettakij
thansettakij
ททท.ชูท่องเที่ยวเชิงอาหาร ดึงนักท่องเที่ยวตามรอยร้าน มิชลิน ไกด์ ดันรายได้พุ่ง 20 %

ททท.ชูท่องเที่ยวเชิงอาหาร ดึงนักท่องเที่ยวตามรอยร้าน มิชลิน ไกด์ ดันรายได้พุ่ง 20 %

30 มี.ค. 69 | 08:47 น.
อัปเดตล่าสุด :30 มี.ค. 69 | 09:21 น.

ททท. ชู "มิชลิน ไกด์" ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร Gastronomy Tourism เผยนักท่องเที่ยว 70% ปักหมุดตามรอยร้านดัง ช่วยดึงดูดเม็ดเงินสะพัดเพิ่มกว่า 20% เผย 8 ปีนี้ดันรายได้จากการใช้จ่ายด้านอาหารที่ได้รับการแนะนำโดยคู่มือมิชลิน ไกด์ กว่า 3 พันล้านบาท ขณะที่ 2 เชฟดัง และ Food Styling สะท้อนกลยุทธธุรกิจ รวมถึงเทรนด์อาหารไทย

วันนี้ (วันที่ 30 มีนาคม 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมเสวนา "เสน่ห์รสชาติอาหารไทยกับการยกระดับการท่องเที่ยวผ่านมิชลิน ไกด์"  ชูศักยภาพของวัฒนธรรมอาหารในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

พร้อมตอกย้ำความสำเร็จของโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องกับ “มิชลิน ไกด์” เป็นปีที่ 9 พร้อมเผยกลยุทธ์การใช้ Soft Power ด้านอาหารในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นการใช้จ่ายท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ได้เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ กับ ‘มิชลิน ไกด์’ มานานกว่า 9 ปี จากคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ปีแรกที่มีร้านอาหารได้รับการคัดเลือกเพียง 100 กว่าแห่ง ปัจจุบันมีร้านที่ได้รับเลือกเพิ่มขึ้นเกือบ 500 แห่ง และ

ที่สำคัญมีร้านอาหารในไทยที่คว้า 3 ดาวมิชลินได้ถึง 2 ร้าน สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของบุคลากรในวงการอาหารไทย ทั้งเชฟชาวไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาเปิดร้านในประเทศ

อาหารไทย เป็นแม่เหล็กสำคัญดึงดูดนักท่องเที่ยว จากการสำรวจพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า นักท่องเที่ยว 70 % ให้ความสำคัญกับการค้นหาร้านอาหารในมิชลิน ไกด์ เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจเดินทางมายังประเทศไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวยุคใหม่เน้นการแสวงหาประสบการณ์ (Experience) และเรื่องราว (Storytelling) ทั้งในแง่ของวัตถุดิบและไลฟ์สไตล์ของร้านอาหาร

นิธี สีแพร

ในด้านเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มถือเป็น 1 ใน 5 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของนักท่องเที่ยว โดยร้านอาหารที่ได้รับสัญลักษณ์มิชลินไม่เพียงแต่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แต่ยังช่วย กระตุ้นยอดการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้นประมาณ 15-20 %  อย่างเห็นได้ชัด

การท่องเที่ยว ที่มีส่วนช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดย 74% ของนักเดินทางใช้การมีร้านอาหารใน ‘มิชลิน ไกด์’ เป็นปัจจัยในการเลือกจุดหมายปลายทาง และ 76% มีแนวโน้มขยายระยะเวลาการพำนักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหาร

ด้านเศรษฐกิจ ที่ร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลินมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 32% หลังได้รับดาวแรก ขณะที่ 60% มีการจ้างงานเพิ่ม และ 58% มีการลงทุนปรับปรุงร้าน และ ด้านวงการอาหาร ที่มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของอาหารสู่ระดับสากล

นายนิธี ยังกล่าวต่อว่า ภายใต้บริบทของสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนและการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความเข้มข้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “Thailand Heals What the World Hurts” ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าและช่วยฟื้นฟูทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์

ททท.ชูท่องเที่ยวเชิงอาหาร ดึงนักท่องเที่ยวตามรอยร้าน มิชลิน ไกด์ ดันรายได้พุ่ง 20 %

โดย “วัฒนธรรมอาหารไทย” ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความพิถีพิถัน และภูมิปัญญาท้องถิ่น และสามารถต่อยอดเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

ททท. ดำเนินการจัดจ้างในฐานะที่ปรึกษาดำเนินการศึกษา พบว่า รายได้ส่วนเพิ่มของการใช้จ่ายด้านอาหารในร้านอาหารที่ได้รับการแนะนำโดยคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย

ปี 2568 รวมเป็นเงิน 822.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45 % จากปี 2567 (586.57 ล้านบาท) มูลค่าส่วนเพิ่มของการใช้จ่ายด้านอาหารจากการดำเนินโครงการ The MICHELIN Guide Thailand รวม 8 ปี (พ.ศ. 2561-2568) รวมทั้งสิ้น 3,182.4 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณสนับสนุนโครงการรวม 8 ปี มีความคุ้มค่าถึง 14.7 เท่า

มิชลิน ไกด์

ในปี 2569 ททท. มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผ่านนโยบาย “ก้าวใหม่ท่องเที่ยวไทย” (Thailand Tourism Next) ที่เน้นการยกระดับสู่ความยั่งยืนตามแนวคิดการเน้น “คุณค่า” มากกว่า “ปริมาณ” (Value over Volume)

โดยวัฒนธรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ขณะเดียวกัน ‘มิชลิน ไกด์’ ยังคงเป็นพันธมิตรที่สนับสนุนนโยบายของ ททท. โดยช่วยตอกย้ำความเป็นเลิศและมาตรฐานสากลของวงการอาหารในประเทศไทยบนเวทีโลก

ททท.ชูท่องเที่ยวเชิงอาหาร ดึงนักท่องเที่ยวตามรอยร้าน มิชลิน ไกด์ ดันรายได้พุ่ง 20 %

ขณะที่ เชฟ “แทน” ภากร โกสิยพงษ์ จาก ‘โกท’ ร้านอาหารรางวัล ‘หนึ่งดาวมิชลิน’ และ ‘ดาวมิชลิน รักษ์โลก’ กล่าวว่าทางร้านยึดมั่นในการใช้ วัตถุดิบไทย 100% (Local Ingredients) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ 2 ประการ คือ ความสม่ำเสมอของรสชาติ (Consistency) และ ระบบโลจิสติกส์ เนื่องจากคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรมักขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศที่ไม่แน่นอน

เชฟ “แทน” ภากร โกสิยพงษ์

เชฟแทนระบุว่า เขาเปลี่ยนวิธีคิดจากการขอให้เกษตรกรควบคุมธรรมชาติ มาเป็นการ “ปรับตัวที่ตัวเราเอง” ในฐานะร้านอาหาร หากวัตถุดิบที่ได้มามีรสชาติเปลี่ยนไปจากเดิม ทีมงานจะใช้ความสามารถในการปรับเทคนิคการปรุงหรือใช้วิธีการถนอมอาหารเข้ามาช่วย

เช่น การนำ “ตะลิงปลิง” ที่เน่าเสียง่ายมาผ่านกระบวนการ R&D ด้วยการหมักดองเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและรักษารสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เอาไว้

อานิสงส์จากมิชลิน ไกด์ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เชฟแทนยอมรับว่าการได้รับดาวมิชลินมีผลกระทบเชิงบวกอย่างมาก ทำให้มีงบประมาณเพิ่มขึ้นในการพัฒนาส่วนอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากอาหาร โดยเฉพาะเรื่อง ความยั่งยืน (Sustainability)

เช่น การจัดการขยะ ทางร้านได้ลงทุนซื้อเครื่องย่อยขยะเพื่อทำปุ๋ย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมการพัฒนาบุคลากร โดยพาทีมงานไปลงพื้นที่จริงเพื่อพบปะเกษตรกร ทำความเข้าใจอุปสรรคในการปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้คนในทีมมีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับวัตถุดิบ

ททท.ชูท่องเที่ยวเชิงอาหาร ดึงนักท่องเที่ยวตามรอยร้าน มิชลิน ไกด์ ดันรายได้พุ่ง 20 %

สำหรับอนาคตของอาหารไทย เชฟแทน ต้องการให้คนไทยและนักท่องเที่ยวเข้าใจถึง ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ของประเทศไทยที่มีมากกว่าเพียงแค่ทะเลหรือเกาะ เขาตั้งเป้าที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของวัตถุดิบที่เชื่อมโยงกับพื้นที่และวัฒนธรรม เช่น เนื้อวากิวจากสุรินทร์

หรือพืชท้องถิ่นที่เริ่มเลือนหายไปอย่าง “หมาน้อย” ของภาคอีสาน เมืองไทยมีความหลากหลากทั้งพืชพันธุ์และวัฒนธรรมทางเชื้อชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่สนุกมาก การรวบรวมข้อมูลและการสร้างความเข้าใจในวัตถุดิบเหล่านี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการอนุรักษ์มรดกทางอาหารของไทยให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

ด้านเชฟ “โก๋” ไพศาล ชีวินศิริวัฒน์ จาก ‘แก่น’ (Kaen) จังหวัดขอนแก่น ได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การเปลี่ยนผ่านจากการทำงานในโรงแรมและร้านอาหารระดับนานาชาติ สู่การกลับมาพัฒนาบ้านเกิดภายใต้แนวคิด “Home Coming” เพื่อสร้างหมุดหมายใหม่ทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารให้กับภาคอีสาน

เชฟ “โก๋” ไพศาล ชีวินศิริวัฒน์

จุดเปลี่ยนจาก “หรูหรานำเข้า” สู่ “เสน่ห์ท้องถิ่น” เชฟโก๋เล่าว่า ในอดีตเขามักเสิร์ฟวัตถุดิบระดับโลก เช่น คาเวียร์จากอิหร่าน ล็อบสเตอร์จากเมน หรือหอยนางรมจากฝรั่งเศส แต่กลับพบความจริงจากลูกค้ากลุ่มคุณภาพว่า พวกเขาต้องการสัมผัส “รสชาติท้องถิ่น (Local)”

สิ่งนี้ทำให้เชฟโก๋หันมาใช้ “ไข่มดแดง” ที่ดีที่สุดแทนคาเวียร์ หรือใช้ “กุ้งแม่น้ำกาฬสินธุ์” และ “หอยนางรมสุรินทร์” ที่มีความอ้วนและรสสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ จนสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างมาก

เชฟโก๋ได้รวบรวมแนวคิดหลักในการบริหารร้าน “แก่น” ไว้ 5 ประการสำคัญ ได้แก่

  1. วัตถุดิบท้องถิ่น : การใช้ทรัพยากรในพื้นที่เป็นหัวใจหลัก
  2.  แก่นไม้ : การสะท้อนตัวตนผ่านการตกแต่งร้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้จากที่บ้าน
  3. แก่นซน: การคิดนอกกรอบ (Think out of the box) โดยเชื่อว่า “ข้อจำกัดคือแรงผลักดันให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ (Limitation forces creativity)”
  4. แก่น (ความสบาย): ภาษาอีสานที่แปลว่าอยู่ดีมีสุข มุ่งเน้นเรื่อง Wellness และการฟื้นฟูสุขภาพ
  5. ขอนแก่น: การสร้าง Sense of place เพื่อบอกเล่าว่าเรามาจากไหนและโปรโมทความเป็นท้องถิ่น

เชฟโก๋เน้นย้ำว่า การมาถึงของ มิชลิน ไกด์ ช่วยกระตุ้นให้ขอนแก่นกลายเป็นหมุดหมายของการกิน (Dining Destination), ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเที่ยวแบบฉาบฉวย มาเป็นการ “เที่ยวอย่างลึกซึ้ง” เช่น การเดินตลาดท้องถิ่น หรือดูการเก็บไข่มดแดง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยสร้าง ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ ที่กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ เชฟโก๋ยังได้ร่วมกับ ททท. ในโครงการ Locallicious (Local Creation) เพื่อช่วยชุมชนพัฒนาเมนูอาหารและ Coffee Break สำหรับงานประชุมสัมมนา (MICE) ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชาวบ้าน โดยเชฟย้ำว่าหัวใจสำคัญคือการ “เป็นเจ้าบ้านที่ดี” และจับมือกันพัฒนาภาพรวมของจังหวัด

สำหรับทิศทางในอนาคต เชฟโก๋มองเห็นเทรนด์ Wellness ที่นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพเริ่มหันมาบริโภคอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ (Plant-based) มากขึ้นเพื่อลดการอักเสบของร่างกาย, เขาตั้งใจจะยกระดับสมุนไพรไทย เช่น ตะไคร้ หรือขมิ้นชัน เข้ามาอยู่ในมิติของอาหารเพื่อสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของ วิทยาศาสตร์อาหาร (Food Science) ที่ต้องมีความชัดเจนในเรื่องปริมาณการบริโภคเพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพจริง ๆ ไม่ใช่เพียงการกล่าวอ้าง

โดยเป้าหมายสูงสุดคือการเห็นร้านอาหารทั้งในเมืองหลักและเมืองรองร่วมกันพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้การเดินทางท่องเที่ยวในไทยสมบูรณ์แบบในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ส่วน “กอล์ฟ” เอกรินทร์ อยู่สุขสมบูรณ์ นักออกแบบและตกแต่งอาหาร หรือ Food Stylist จาก ‘แก่นกรุง’ โดยสองร้านหลังติดอันดับร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected กล่าวว่าในอุตสาหกรรมอาหารยุคปัจจุบัน ก้าวข้ามผ่านเพียงแค่ความสวยงามไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับผู้บริโภค

“กอล์ฟ” เอกรินทร์ อยู่สุขสมบูรณ์

คุณกอล์ฟ ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Food Stylist รุ่นแรก ๆ ของเมืองไทยที่ประกอบอาชีพนี้อย่างจริงจัง ได้นิยามหน้าที่ของตนว่าคล้ายกับช่างภาพแฟชั่นหรือช่างแต่งผม แต่เปลี่ยนมาจัดการกับอาหารแทน

โดยหัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การทำให้ "อาหารสวย" เท่านั้น แต่ต้องทำให้ "น่ากิน" ด้วย เพื่อทำหน้าที่เป็น "เครื่องขยายเสียง" (Amplifier) ให้กับเชฟและอาหารจานนั้น ๆ เพื่อบอกเล่าถึงปรัชญาของเชฟและที่มาของวัตถุดิบแก่ผู้บริโภค

วิวัฒนาการจาก "ตกแต่ง" (Decoration) สู่ "เล่าเรื่อง" (Storytelling) จากเดิมที่คนไทยมัก "กินเพื่ออยู่" และให้ความสำคัญกับการตกแต่งเพียงเล็กน้อย เช่น การใช้ผักชีโรยหน้า หรือการทำวอฟเฟิลเป็นรูปทรงต่าง ๆ

แต่ในยุคปัจจุบันที่ผู้คน "อยู่เพื่อกิน" ประสบการณ์การรับประทานอาหารได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คุณกอล์ฟชี้ให้เห็นว่าเทรนด์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากการตกแต่งเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ Storytelling หรือการเล่าเรื่องราวผ่านจานอาหาร

การเข้ามาของ มิชลิน ไกด์ (Michelin Guide) มีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานนี้ โดยเน้นการ โชว์คุณค่าของวัตถุดิบ มากขึ้น การจัดจานในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่เพื่อให้ถ่ายรูปสวย แต่ต้องมีความหมายซ่อนอยู่ เพื่อสื่อสารว่าวัตถุดิบนั้นมาจากที่ไหนและมีความสำคัญอย่างไร

คุณกอล์ฟเน้นย้ำว่าในฐานะนักออกแบบ ประสบการณ์การกินครอบคลุมถึงระบบนิเวศทั้งหมด (Food Ecosystem) ไม่ใช่แค่สิ่งที่ตาเห็นบนจาน

แต่รวมถึง “เสียง” เช่น เสียงของช้อนที่กระทบกับจานเซรามิกควรมีความกังวานระดับใด “สัมผัส” ความนุ่มของผ้าเช็ดปากที่สื่อถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น “บรรยากาศ” กลิ่น เพลง และการตกแต่งโต๊ะอาหารที่สอดคล้องกับตัวตนของร้าน

ททท.ชูท่องเที่ยวเชิงอาหาร ดึงนักท่องเที่ยวตามรอยร้าน มิชลิน ไกด์ ดันรายได้พุ่ง 20 %

นอกจากมิติเชิงสุนทรียภาพแล้ว คุณกอล์ฟยังเปิดเผยข้อมูลเชิงธุรกิจที่น่าสนใจว่า ภาพถ่ายอาหารที่สวยและสามารถสื่อถึงความน่ากินได้ สามารถเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการได้จริงถึง 20% โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ เคล็ดลับสู่การเป็น Food Stylist และทิศทางในอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจก้าวเข้าสู่สายงานนี้ คุณกอล์ฟให้คำแนะนำว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ "ต้องกินอาหารให้เป็นและรู้ว่าอร่อยคืออะไร" นักออกแบบต้องสามารถจับ "โมเมนต์ที่อร่อยที่สุด" ของอาหารมานำเสนอเป็นภาพให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นความฉ่ำ (Juicy) ความกรอบ ความนุ่ม หรือควันจากอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ ๆ

สำหรับความคาดหวังถึงทิศทางอาหารไทยในอนาคตว่า อยากเห็นร้านอาหารในทั้งเมืองหลักและเมืองรองมีภาพลักษณ์ที่ชัดเจน เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวว่าเมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางแล้วควรจะรับประทานอะไร ซึ่งจะช่วยสร้างระบบนิเวศทางอาหารที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างยั่งยืน