
การบินไทย ยันตั๋วบินยุโรป ชั้นประหยัดไม่ถึง 7 หมื่นบาท สงครามทำยอดจองใหม่ชะลอตัว
การบินไทย ชี้ ตั๋วเครื่องบินเส้นทางบินยุโรป ชั้นประหยัด ราคาไม่ถึง 7 หมื่นบาท แจงสาเหตุแล้ว เผยสงครามยืดเยื้อ กระทบยอดจองใหม่ชะลอตัว ทั้งเตรียมแผนรัดเข็มขัด รับมือต้นทุนพุ่ง จากราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น หลังปรับค่าตั๋ว 10-15% ชดเชยผลกระทบได้ระดับหนึ่ง
วันนี้ (วันที่ 23 มีนาคม 2569) นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดกระแสข่าวในโซเชียล ต่อกรณีราคาตั๋วเครื่องบินเส้นทางบินตรงยุโรป ในเที่ยวบินชั้นประหยัดของการบินไทย มีราคาสูงถึง 70,000 - 100,000 บาทต่อเที่ยวนั้น การบินไทยยืนยันว่า ระดับราคาชั้นประหยัด (Economy Class) สูงสุดอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 50,000 บาทเศษเท่านั้น
ส่วนราคาที่ปรากฏในระบบการค้นหาอย่าง Google Search ที่สูงถึง 70,000 บาท มักเกิดจากกรณีที่ที่นั่งชั้นประหยัดเต็ม ระบบจึงดึงราคาเริ่มต้นของชั้นธุรกิจ (Business Class) มาแสดงผลแทน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด
สำหรับแนวโน้มการเดินทางในระยะสั้น (มีนาคม - เมษายน) ยังไม่พบผลกระทบที่รุนแรง โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่มียอดการจองที่นั่งอยู่ในระดับที่น่าพอใจ หรือบางเส้นทางอาจเต็มเกือบ 100% อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวหลังเดือนเมษายนเป็นต้นไป เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของยอดจองใหม่ เนื่องจากผู้โดยสารเริ่มเฝ้ารอดูสถานการณ์ความไม่แน่นอน
สถานการณ์ปัญหาตะวันออกกลางในปัจจุบัน ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันอากาศยานซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการดำเนินธุรกิจ โดยราคาได้ดีดตัวสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล พุ่งสูงขึ้นไปกว่า 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว
ทั้งนี้ การบินไทยได้มีการทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging) ไว้ที่ประมาณ 50% จนถึงช่วงกลางปีนี้ แต่อาจไม่เพียงพอต่อการรับมือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทต้องใช้มาตรการรัดเข็มขัดและเตรียมแผนปรับราคาค่าขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่สูงขึ้น
การบินไทยจำเป็นต้องปรับราคาค่าตั๋วโดยสาร ขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 10-15% อย่างไรก็ตาม การปรับราคาไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมดทันที เนื่องจากมีตั๋วเครื่องบินจำนวนมากที่ถูกขายล่วงหน้าไปก่อนที่ต้นทุนจะขยับขึ้น
ทำให้เกิดช่วงว่าง (Lag time) ของส่วนต่างราคา แต่โชคดีที่การทำ Fuel Hedging (การประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน) ที่ระดับ 50% จนถึงช่วงกลางปีนี้ได้เข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง
ทั้งนี้เพื่อรับมือกับความผันผวน การบินไทยได้นำมาตรการ "รัดเข็มขัด" มาใช้ โดยจะชะลอการลงทุนในโครงการที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทยืนยันว่าสภาพคล่องหรือกระแสเงินสดในปัจจุบันยังไม่มีปัญหา โดยมีกระแสเงินสดสะสมเพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ประมาณ 120,000 ล้านบาท
นายชาย กล่าวต่อว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกยังคงยืดเยื้อ คาดว่าบริษัทฯ อาจต้องทบทวนปรับเป้ารายได้ของบริษัท ซึ่งเดิมตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถทำรายได้รวมในปี 2569 ประมาณ 2 แสนล้านบาท เติบโตประมาณ 5%
รวมถึงเป้าหมายปริมาณผู้โดยสาร ที่เดิมตั้งเป้าหมายว่า ขนส่งผู้โดยสารประมาณ 20 ล้านคน อย่างไรก็ตามเป้าหมายใหม่จะเป็นอย่างไร คงต้องรอดูสถานการณ์ในตะวันออกกลางอีกสักระยะ
แต่เรื่องการรับมอบเครื่องบินเข้าประจำฝูงบินเพิ่มเติมในปี 2569 อีก 28 ลำ เพื่อให้สิ้นปีนี้มีจำนวนเครื่องบิน 102 ลำ และการลงทุนโครงการพัฒนาศูนย์บำรุงอากาศยาน(MRO) ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ยังคงดำเนินการตามแผน ไม่มีการชะลอ






