
คิงเพาเวอร์ รุกขยายธุรกิจในจีน จ่อประมูลดิวตี้ฟรี เทอร์มินัล 3 สนามบินเซี่ยงไฮ้
คิงเพาเวอร์ กระจายความเสี่ยงธุรกิจสู่ต่างประเทศ ปักหมุดขยายธุรกิจในจีน จ่อเข้าร่วมประมูลดิวตี้ฟรี เทอร์มินัล 3 สนามบินเซี่ยงไฮ้ พร้อมเดินหน้าปรับโมเดลธุรกิจในประเทศ จากดิวตี้ฟรีสู่มิกซ์ยูส ปรับโมเดลดิวตี้ฟรีในไทยสู่มิกซ์ยูส บุกตลาดอีคอมเมิร์ซ
วันนี้ (วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569) นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิงเพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของ คิงเพาเวอร์ ในปี 2569 ว่า ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก คิง เพาเวอร์ (King Power) ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยวของไทย จะเน้นปรับตัวอย่างมีกลยุทธ์ ทั้งในด้านการขยายฐานสู่ต่างประเทศ
การใช้เทคโนโลยียกระดับองค์กร และการปรับโมเดลธุรกิจในประเทศเพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงกลยุทธ์เชิงรุกในการออกไปหาลูกค้ากลุ่มเป้าหมายโดยตรง หากนักท่องเที่ยวจีนยังไม่กลับมาไทยในปริมาณที่คาดหวัง
ปักหมุดดิวตี้ฟรีเซี่ยงไฮ้ ชิงเค้ก Terminal 3
หนึ่งในก้าวสำคัญ คือ การขยายอาณาจักรไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีน คิง เพาเวอร์ ได้เริ่ม โครงการนำร่องที่ “สนามบินเซี่ยงไฮ้ผู่ตง” ซึ่งปัจจุบันเปิดร้าน ภายใต้ชื่อร้าน "สมบัติไทย" เพื่อจำหน่ายอาหารไทยและสินค้าอาหารแปรรูป (Packaged Food)
การเลือกเปิดร้านอาหารและสินค้าของกินถือเป็นการทดลองตลาดในสิ่งที่ "ยาก" ที่สุดก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านใบอนุญาต (อย.) ระบบสต็อก และการเงิน
โดยมีเป้าหมายใหญ่ที่สำคัญ คือ การเตรียมเข้าประมูลดิวตี้ฟรี ณ อาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 (Terminal 3) ของสนามบินเซี่ยงไฮ้ ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดประมูลในช่วงปี 2571-2572 และเปิดให้บริการในปี 2573
โดยอาจเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตร (Joint Venture) ซึ่งการก้าวเข้าสู่ตลาดจีนครั้งนี้เป็นการกระจายความเสี่ยงและเข้าหาลูกค้ากลุ่มเป้าหมายโดยตรง หากนักท่องเที่ยวจีนยังไม่เดินทางมาไทยเท่าที่ควร
ปรับโมเดลธุรกิจรับมือความท้าทาย
สำหรับสถานการณ์และอุปสรรคของดิวตี้ฟรีในปัจจุบัน แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นตัว แต่ธุรกิจดิวตี้ฟรีในสนามบินยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น
1.กำลังซื้อต่อหัวลดลง แม้ปริมาณ (Volume) นักท่องเที่ยวจะกลับมาเกือบเท่าปี 2562 แต่ยอดใช้จ่ายต่อหัว (Spending per Head) ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกและความผันผวน
2.ผลกระทบจากค่าเงินบาท ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ราคาสินค้าในดิวตี้ฟรีไทย เสียเปรียบเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ทำให้นักท่องเที่ยวเลือกกลับไปช้อปปิ้งที่ประเทศต้นทางแทน
3.การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนไทยและต่างชาติ ซึ่ง คิง เพาเวอร์ สังเกตเห็นการเปลี่ยนผ่าน ของค่านิยมในกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่มีผลต่อยอดขายสินค้าแบรนด์เนมในสนามบิน
ทำให้เราต้องปรับกลยุทธสินค้าให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายรักษาฐานลูกค้า เพื่อกระตุ้นยอดขาย และดึงกำลังซื้อคนไทยไม่ให้ไปช้อปต่างประเทศ คิง เพาเวอร์ ต้องยอมลดกำไร (Margin) เพื่อจัดแคมเปญโปรโมชั่นและรักษาความรู้สึก (Perception) ของลูกค้าว่าราคายังคุ้มค่าอยู่
- เทรนด์ Art Toy มาแรง
เด็กกลุ่ม Gen Z และ Gen Alpha เริ่มให้ความสำคัญกับสินค้าที่สะท้อนคาแรคเตอร์ส่วนตัว (Functional & Character) เช่น Labubu หรือ Crybaby ที่เริ่มให้ความสำคัญกับสินค้าที่สะท้อนคาแรคเตอร์ส่วนตัว (Functional & Character) มากกว่าการซื้อแบรนด์เนมราคาแพงเพียงอย่างเดียว
ปัจจุบันเริ่มเห็นเทรนด์การใช้เงินไปกับ Art Toy อย่าง Labubu หรือ Crybaby แทนกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพง นอกจากนี้ในจีนเองยังมีกระแสการรณรงค์ให้ใช้แบรนด์หรูน้อยลง ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทต้องเฝ้าระวังและปรับพอร์ตสินค้าให้เท่าทันเทรนด์
- ทัศนคติต่อแบรนด์หรูในจีน
ปัจจุบันในจีนเริ่มมีกระแสการมองคนใช้แบรนด์เนมหรูๆ ในแง่ลบ (คล้ายกับธุรกิจสีเทา) ทำให้ยอดขายแบรนด์เนมลดลง และบริษัทต้องระมัดระวังในการคัดเลือกสินค้ามาจำหน่ายมากขึ้น
ปรับโมเดลธุรกิจในไทยสู่มิกซ์ยูส-อีคอมเมิร์ซ
นายนิตินัย กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย คิง เพาเวอร์ กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ โดยจะปรับโฉม ดิวตี้ฟรีในเมือง Downtown Duty Free ที่จะรีโนเวตดิวตี้ฟรีในเมือง ให้กลายเป็นรูปแบบ มิกซ์ยูสส (Mixed-use) เพื่อสร้างความหลากหลายและดึงดูดกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น
รวมถึงบุกตลาดอีคอมเมิร์ซ E-commerce โดยมุ่งเน้นการเติบโตผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อสอดรับกับพฤติกรรมการช้อปปิ้งยุคใหม่
ยกระดับองค์กรด้วย AI -Lean พนักงาน
นอกจากนี้ คิง เพาเวอร์ ยังได้ปรับปรุงโครงสร้างภายในเพื่อรองรับการทำงานยุคใหม่ ซึ่งในด้านการบริหารจัดการภายใน คิง เพาเวอร์ ได้ดำเนินโครงการ VSP (Voluntary Separate Program) ทำให้ปัจจุบันมีพนักงานเหลือประมาณ 6,000 คน จากเดิม 8,000 คน
โดยมีการนำ AI เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน (Working Process) กว่า 80-90% เพื่อลดงานในส่วนที่ซ้ำซ้อน (Work about work) และเพิ่มประสิทธิภาพในการวัดผล KPI ของพนักงานแต่ละส่วนให้ชัดเจนขึ้น
บริษัท ไม่ได้ใช้ AI ไม่ได้นำมาเพื่อแทนที่คน แต่เข้ามาช่วยให้พนักงานทำงานได้เร็วขึ้น โดยมีการอัพสกิลพนักงานในการเขียนคำสั่ง (Prompt) และเพิ่มทักษะด้านการจัดการให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในด้านข้อเสนอของรัฐบาลใหม่ ผมมองว่าเสถียรภาพคือหัวใจสำคัญ ดังนั้นสิ่งที่ภาคการท่องเที่ยวต้องการจากรัฐบาลไม่ใช่เพียงแค่มาตรการลดภาษีระยะสั้น
แต่คือ "เสถียรภาพ" ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการกล้าที่จะลงทุนในระยะยาว นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐบาลเป็นผู้นำในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและร่วมมือกับเอกชนเพื่อพัฒนา "เมืองรอง" ให้มีศักยภาพในการรับกรุ๊ปทัวร์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่มาตรการไฟไหม้ฟางในช่วงเทศกาล นายนิตินัย กล่าวทิ้งท้าย

