
‘แซมส์ เอนจิเนียริ่ง’ MRO ไทย 100% ต่อจิกซอว์ธุรกิจ 'ซ่อมบำรุงอากาศยาน’ ผงาดเอเชีย
หลังใช้เวลาร่วม 5 ปีในที่สุด “แซมส์ เอนจิเนียริ่ง” หรือ SAMS ธุรกิจการซ่อมบำรุงอากาศยาน หรือ MRO ในระดับเอสเอ็มอี ก็ก้าวขึ้นสู่ผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรม MRO ของไทย ทั้งยังคว้ารางวัล SME ผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งปี จากงาน MRO Asia-Pacific Awards 2025 ณ ประเทศสิงคโปร์อีกด้วย ซึ่งเส้นทาง และการขยายธุรกิจจากนี้บริษัทมีเป้าหมายอย่างไร ซีอีโอ SAMS มีคำตอบ
เห็นโอกาสเริ่มธุรกิจช่วงโควิด
นายรนนท์ มินทะขิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แซมส์ เอนจิเนียริง จํากัด เปิดเส้นทางธุรกิจว่าจุดเริ่มต้นในการดำเนินธุรกิจแซมส์ เอนจิเนียริ่ง ว่า ตนเองได้สั่งสมประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ด้านการปฏิบัติการสายงานซ่อมบำรุงอากาศยาน และวิศวกรรมการบิน
รวมถึงเคยเป็นผู้บริหารนกแอร์ และผู้ถือหุ้นในสายการบินนกสกู๊ต ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทของตัวเอง เพื่อดำเนินธุรกิจ MRO โดยได้เริ่มก่อตั้งในปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงเกิดโควิด-19 จนขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ในตลาดการให้บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน ที่เน้นกลุ่มลูกค้าสายการบินต่างชาติ
วิสัยทัศน์ของ แซมส์ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผลกำไรทางธุรกิจ แต่ครอบคลุมถึงการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับอุตสาหกรรมการซ่อมอากาศยานของประเทศไทย
เขาเปิดใจว่าตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบินทั่วโลกหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจโรงแรมพังทลาย และสายการบินต่างลดภาระค่าใช้จ่ายด้วยการเลิกจ้างพนักงาน แต่สำหรับเรากลับเลือกช่วงเวลานี้เป็นจุดเริ่มต้นในการปักหมุดธุรกิจ MRO
เนื่องจากในช่วงนั้น เรามองเห็นว่าในขณะที่ สิงคโปร์หรือฮ่องกง พยายามทุกวิถีทางที่จะรักษาบุคลากรการบินไว้ แต่ประเทศไทยกลับเป็นประเทศใหญ่เพียงประเทศเดียวในภูมิภาคที่เลือกเชิญพนักงานและช่างผู้เชี่ยวชาญกลับบ้าน
แซมส์ จึงมองว่านี่คือ การเดินเกมที่ผิดพลาดของประเทศ เพราะประสบการณ์ของช่างที่สะสมมา 10-20 ปีนั้นมีมูลค่ามหาศาล และการผลิตช่างอากาศยานที่มีคุณภาพหนึ่งคนต้องใช้เวลานานถึง 7-10 ปี ซึ่งนานกว่าการผลิตนักบินเสียอีก
ดังนั้นการก่อตั้งบริษัทในช่วงนี้จึงเป็นการรวบรวมช่างฝีมือดี และผู้เชี่ยวชาญที่เกษียณอายุหรือถูกเลิกจ้าง ให้กลับมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
อีกทั้งในช่วงโควิด น่านฟ้าหยุดนิ่ง ไม่มีเที่ยวบินพลุกพล่าน ทำให้เรามีเวลาในการเตรียมคน การขอใบอนุญาตดำเนินธุรกิจในไทย และรวบรวมการรับรองมาตรฐานสากล สำหรับการให้บริการ จากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินพลเรือน ของประเทศต่างๆ
เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย คาซัคสถาน ศรีลังกา และกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการขอการรับรองจาก FAA ของสหรัฐอเมริกา
ทั้งสิ่งที่ยังติดอยู่ในใจของซีอีโอ แซมส์ คือ ในยุค 70-80 ไทยเคยเป็นผู้นำด้านการซ่อมบำรุง ที่แม้แต่สายการบินชั้นนำอย่างสิงคโปร์ แอร์ไลน์ยังต้องมาขอเรียนรู้ การก่อตั้ง SAM ด้วยทุนไทยและฝีมือคนไทย 100%
จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ต่างชาติเข้ามาครอบงำอุตสาหกรรม และต้องการให้เม็ดเงินรวมถึงภาษีหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ และมีความเชื่อมั่นว่าหากไทยส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศด้านการบินได้อย่างครบวงจร ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็น Aviation Hub เขาจึงมองตัวเองว่า SAM จะเป็นฟันเฟืองหนึ่งในอุตสาหกรรม MRO นี้
บริการลูกค้า 50 สายการบินเข้าไทย
ขณะที่รูปแบบการให้บริการของ แซมส์ จะครอบคลุมบริการ 4 ด้าน MRO ได้แก่
1. Line Maintenance Support หรือ การสนับสนุนการให้บริการซ่อมบำรุงอากาศยานระดับลานจอด)
2. AOG Support (Aircraft on Ground) หรือ การให้บริการซ่อมบำรุงแบบเร่งด่วน ในกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้อากาศยานสามารถกลับไปปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบต่อการดำเนินงานของสายการบิน
3. Comprehensive Services หรือ บริการซ่อมบำรุงแบบครบวงจร และ Material Handling บริการด้านอะไหล่ และ โลจิสติกส์
โดยรายได้หลักของบริษัทมาจากการให้บริการ Line Maintenance อาทิ การตรวจเช็คความสมควรเดินอากาศในทุกเที่ยวบินที่ลงจอด และเตรียมความพร้อมของเครื่องบินก่อนทำการบิน การตรวจสอบเครื่องบินตามรอบการใช้งาน ให้กับสายการบินต่างๆ โดยมีศูนย์ปฏิบัติการหลักอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีเที่ยวบินที่ต้องตรวจเช็คความสมควรเดินอากาศไม่ต่ำกว่า 1,200 เที่ยวบินต่อเดือน หรือ 5-6 หมื่นเที่ยวบินต่อปี
ปัจจุบันให้บริการครอบคลุมสนามบินหลัก 7 แห่งในไทย ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ เชียงราย กระบี่ และหาดใหญ่ โดยมีลูกค้าต่างชาติกว่า 50 สายการบิน อาทิ ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส, สายการบิน อินดิโก้, เอธิฮัด,แอล อัล อิสราเอล แอร์ไลน์ส, ฟิลิปปินส์ แอร์ไลน์
นอกจากนี้ แซมส์ ยังมีทีมงานสนับสนุนการปฏิบัติงานที่มีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมการบิน ในต่างประเทศ อาทิ อินเดีย เกาหลีใต้ เมียนมา เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และซาอุดีอาระเบีย
บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ และฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว จากปีที่ผ่านมาที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการหาลูกค้าที่เกิดขึ้น ซึ่งบริษัทจะยังคงมุ่งขยายฐานรายได้จาก Line Maintenance ที่เป็นรายได้หลักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีประสิทธิภาพและคล่องตัวกว่า
อย่างไรก็ตามบริษัทไม่มีแผนจะลงไปแข่งขันธุรกิจด้าน Heavy Maintenance (การซ่อมใหญ่) เนื่องจากมองว่ามีการแข่งขันสูงมากจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เวียดนาม และ จีน รวมถึงต้องสร้างโรงซ่อมบำรุงอากาศยาน (แฮงการ์) ที่ต้องใช้เงินลงทุนกว่า 3-4 พันล้านบาทต่อโรงซ่อม ซึ่งอาจให้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่าในระยะสั้น
ประกอบกับเทรนด์ Heavy Maintenance ในขณะนี้จะเริ่มเห็นประเทศที่โดดเด่นเรื่องนี้ อย่าง สิงคโปร์ ก็เริ่มมีนโยบายผลักดันการซ่อมบำรุงอากาศยานขนาดใหญ่ หรือ Heavy Maintenance ออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านแทนการขยายตัวในบ้านตัวเอง เพื่อนำทรัพยากรไปใช้ในอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่า
ปรับโครงการ แซมส์ กรุ๊ป เสริมแกร่ง
สำหรับทิศทางต่อไปในการดำเนินธุรกิจของแซมส์ จะมีจัดทัพโครงสร้างใหม่ โดยรวมกลุ่มบริษัทวิศวกรรมการบินที่เราลงทุนในระดับภูมิภาค มารวมอยู่ภายใต้ชื่อ “SAM Engineering Group” ได้แก่ บริษัท International Aviation Engineering Solutions หรือ IAES ในสิงคโปร์ และในอินเดีย ซึ่งเราได้ลงทุนไว้ ให้เข้ามาอยู่ภายใต้โครงสร้างกลุ่มบริษัทเดียวกัน เพื่อให้เป็นระบบและเข้มแข็งมากขึ้น
โดย บริษัท IAES ในสิงคโปร์ ดำเนินธุรกิจหลักด้านการบริหารจัดการความสมควรเดินอากาศ กลุ่มลูกค้าหลัก จะเน้นให้บริการ บริษัทผู้ให้เช่าเครื่องบิน (Leasing Company) ซึ่งส่วนใหญ่มีสำนักงานตั้งอยู่ในสิงคโปร์ เราจะเป็นผู้ให้บริการดูแลทรัพย์สิน (Asset Management) ให้กับบริษัทให้เช่าเครื่องบิน
รวมถึงการตรวจเช็คสภาพเครื่องบินที่จอดรอส่งคืนหรือรอเปลี่ยนเจ้าของ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 และที่ผ่านมาได้บริหารความสมควรเดินอากาศให้เครื่องบินไปแล้วกว่า 250 ลำ โดยดูแลลูกค้าในระดับ “Super High End” ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและความละเอียดสูง
ส่วนบริษัท IAES ในอินเดีย อยู่ที่กรุงเดลี เป็นบริษัทเล็กๆ ที่เราเริ่มเข้าไปลองตลาด และศึกษาด้านกฎหมาย เพื่อมองถึงการขยายโอกาสในอนาคต เน้นการให้บริการ Line Maintenance เป็นหลัก และมองเห็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจ เพราะเป็นประเทศที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และมีอุตสาหกรรมการบินที่เติบโตสูงมาก
ปัจจุบัน SAM ให้บริการสายการบินชั้นนำของอินเดียหลายสาย ที่บินเข้ามาในประเทศไทยอยู่แล้ว จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายธุรกิจต่อไปในประเทศอินเดีย ในอนาคต
รวมทั้งในส่วนของบริษัท แซมส์ เอง ก็ยังมองโอกาสการขยายธุรกิจ ไปยังภูมิภาคเอเชียเหนือ อย่างประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย เนื่องจากมีความสัมพันธ์อันดีกับพันธมิตรในญี่ปุ่นและมองเห็นโอกาสการเติบโตของตลาดระหว่างไทยและญี่ปุ่นที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงขยายการบริการ Line Maintenance ไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วย
ปั้นช่างอากาศยานรับขยายธุรกิจ
ซีอีโอ แซมส์ ย้ำว่า การขยายธุรกิจ ต้องมองควบคู่ไปกับการสรรหาและพัฒนาบุคคลากร เพราะการลงทุนที่สำคัญที่สุด “บุคลากรคือหัวใจ” แซมส์ ตระหนักว่าปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรมบินไทย คือ การขาดแคลนช่างที่มีประสบการณ์
ดังนั้นนอกจากการสรรหาช่างฝีมือดีและผู้เชี่ยวชาญที่เกษียณอายุหรือถูกเลิกจ้างเข้ามาทำงาน บริษัท และยังดึงตัวผู้บริหารระดับสูงที่มีประสบการณ์ยาวนานในอุตสาหกรรมการบินมาเป็นที่ปรึกษาและบอร์ดบริหารเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้
บริษัทยังปั้นช่างอากาศยานรุ่นใหม่ โดยได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เพื่อรับนักศึกษาจบใหม่เข้ามาฝึกฝน ในปีนี้มีการรับเข้ามาแล้ว 7 คน และตั้งเป้าจะรับเพิ่มอีกปีละประมาณ 10-20 คน
โดยบริษัทได้วางนโยบาย “Pay Forward” ให้ทุนการศึกษาและโอกาสในการฝึกงานจริง ซึ่งการผลิตช่างที่มีคุณภาพหนึ่งคนจะต้องใช้เวลานานถึง 7-10 ปี นานกว่าการผลิตนักบิน และมีต้นทุนการฝึกอบรมสูงถึงหลักล้านบาทต่อคน
อีกทั้งยังมีการหารือร่วมกับหน่วยงานอื่นในอุตสาหกรรมนี้ เช่น AOTGA เพื่อหารือร่วมกันในการฝึกอบรมบุคคลากรในภาพรวม เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนช่างในอนาคตอีกด้วย
ทั้งหมดเป็นเส้นทางและบทพิสูจน์ว่าบริษัทของคนไทย 100% ที่สามารถดำเนินธุรกิจการบินในระดับมาตรฐานสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ และไม่หยุดที่จะมองโอกาสในการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

