thansettakij
thansettakij
‘แซมส์ เอนจิเนียริ่ง’ MRO ไทย 100% ต่อจิกซอว์ธุรกิจ 'ซ่อมบำรุงอากาศยาน’ ผงาดเอเชีย

‘แซมส์ เอนจิเนียริ่ง’ MRO ไทย 100% ต่อจิกซอว์ธุรกิจ 'ซ่อมบำรุงอากาศยาน’ ผงาดเอเชีย

22 ก.พ. 2569 | 23:00 น.

หลังใช้เวลาร่วม 5 ปีในที่สุด “แซมส์ เอนจิเนียริ่ง” หรือ SAMS ธุรกิจการซ่อมบำรุงอากาศยาน หรือ MRO ในระดับเอสเอ็มอี ก็ก้าวขึ้นสู่ผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรม MRO ของไทย ทั้งยังคว้ารางวัล SME ผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งปี จากงาน MRO Asia-Pacific Awards 2025 ณ ประเทศสิงคโปร์อีกด้วย ซึ่งเส้นทาง และการขยายธุรกิจจากนี้บริษัทมีเป้าหมายอย่างไร ซีอีโอ SAMS มีคำตอบ

เห็นโอกาสเริ่มธุรกิจช่วงโควิด

นายรนนท์ มินทะขิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แซมส์ เอนจิเนียริง จํากัด เปิดเส้นทางธุรกิจว่าจุดเริ่มต้นในการดำเนินธุรกิจแซมส์ เอนจิเนียริ่ง ว่า ตนเองได้สั่งสมประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ด้านการปฏิบัติการสายงานซ่อมบำรุงอากาศยาน และวิศวกรรมการบิน

รวมถึงเคยเป็นผู้บริหารนกแอร์ และผู้ถือหุ้นในสายการบินนกสกู๊ต ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทของตัวเอง เพื่อดำเนินธุรกิจ MRO โดยได้เริ่มก่อตั้งในปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงเกิดโควิด-19 จนขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ในตลาดการให้บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน ที่เน้นกลุ่มลูกค้าสายการบินต่างชาติ

วิสัยทัศน์ของ แซมส์ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผลกำไรทางธุรกิจ แต่ครอบคลุมถึงการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับอุตสาหกรรมการซ่อมอากาศยานของประเทศไทย

เขาเปิดใจว่าตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบินทั่วโลกหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจโรงแรมพังทลาย และสายการบินต่างลดภาระค่าใช้จ่ายด้วยการเลิกจ้างพนักงาน แต่สำหรับเรากลับเลือกช่วงเวลานี้เป็นจุดเริ่มต้นในการปักหมุดธุรกิจ MRO

รนนท์ มินทะขิน

เนื่องจากในช่วงนั้น เรามองเห็นว่าในขณะที่ สิงคโปร์หรือฮ่องกง พยายามทุกวิถีทางที่จะรักษาบุคลากรการบินไว้ แต่ประเทศไทยกลับเป็นประเทศใหญ่เพียงประเทศเดียวในภูมิภาคที่เลือกเชิญพนักงานและช่างผู้เชี่ยวชาญกลับบ้าน

แซมส์ จึงมองว่านี่คือ การเดินเกมที่ผิดพลาดของประเทศ เพราะประสบการณ์ของช่างที่สะสมมา 10-20 ปีนั้นมีมูลค่ามหาศาล และการผลิตช่างอากาศยานที่มีคุณภาพหนึ่งคนต้องใช้เวลานานถึง 7-10 ปี ซึ่งนานกว่าการผลิตนักบินเสียอีก

ดังนั้นการก่อตั้งบริษัทในช่วงนี้จึงเป็นการรวบรวมช่างฝีมือดี และผู้เชี่ยวชาญที่เกษียณอายุหรือถูกเลิกจ้าง ให้กลับมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

อีกทั้งในช่วงโควิด น่านฟ้าหยุดนิ่ง ไม่มีเที่ยวบินพลุกพล่าน ทำให้เรามีเวลาในการเตรียมคน การขอใบอนุญาตดำเนินธุรกิจในไทย และรวบรวมการรับรองมาตรฐานสากล สำหรับการให้บริการ จากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินพลเรือน ของประเทศต่างๆ

เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย คาซัคสถาน ศรีลังกา และกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการขอการรับรองจาก FAA ของสหรัฐอเมริกา

ทั้งสิ่งที่ยังติดอยู่ในใจของซีอีโอ แซมส์ คือ ในยุค 70-80 ไทยเคยเป็นผู้นำด้านการซ่อมบำรุง ที่แม้แต่สายการบินชั้นนำอย่างสิงคโปร์ แอร์ไลน์ยังต้องมาขอเรียนรู้ การก่อตั้ง SAM ด้วยทุนไทยและฝีมือคนไทย 100%

จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ต่างชาติเข้ามาครอบงำอุตสาหกรรม และต้องการให้เม็ดเงินรวมถึงภาษีหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ และมีความเชื่อมั่นว่าหากไทยส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศด้านการบินได้อย่างครบวงจร ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็น Aviation Hub เขาจึงมองตัวเองว่า SAM จะเป็นฟันเฟืองหนึ่งในอุตสาหกรรม MRO นี้

บริการลูกค้า 50 สายการบินเข้าไทย  

ขณะที่รูปแบบการให้บริการของ แซมส์ จะครอบคลุมบริการ 4 ด้าน MRO ได้แก่

1. Line Maintenance Support หรือ การสนับสนุนการให้บริการซ่อมบำรุงอากาศยานระดับลานจอด)

2. AOG Support (Aircraft on Ground) หรือ การให้บริการซ่อมบำรุงแบบเร่งด่วน ในกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้อากาศยานสามารถกลับไปปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบต่อการดำเนินงานของสายการบิน

3. Comprehensive Services หรือ บริการซ่อมบำรุงแบบครบวงจร และ Material Handling บริการด้านอะไหล่ และ โลจิสติกส์

โดยรายได้หลักของบริษัทมาจากการให้บริการ Line Maintenance อาทิ การตรวจเช็คความสมควรเดินอากาศในทุกเที่ยวบินที่ลงจอด และเตรียมความพร้อมของเครื่องบินก่อนทำการบิน การตรวจสอบเครื่องบินตามรอบการใช้งาน ให้กับสายการบินต่างๆ โดยมีศูนย์ปฏิบัติการหลักอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีเที่ยวบินที่ต้องตรวจเช็คความสมควรเดินอากาศไม่ต่ำกว่า 1,200 เที่ยวบินต่อเดือน หรือ 5-6 หมื่นเที่ยวบินต่อปี   

ปัจจุบันให้บริการครอบคลุมสนามบินหลัก 7 แห่งในไทย ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ เชียงราย กระบี่ และหาดใหญ่ โดยมีลูกค้าต่างชาติกว่า 50 สายการบิน อาทิ ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส, สายการบิน อินดิโก้, เอธิฮัด,แอล อัล อิสราเอล แอร์ไลน์ส, ฟิลิปปินส์ แอร์ไลน์

นอกจากนี้ แซมส์ ยังมีทีมงานสนับสนุนการปฏิบัติงานที่มีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมการบิน ในต่างประเทศ อาทิ อินเดีย เกาหลีใต้ เมียนมา เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และซาอุดีอาระเบีย

บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ และฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว จากปีที่ผ่านมาที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการหาลูกค้าที่เกิดขึ้น ซึ่งบริษัทจะยังคงมุ่งขยายฐานรายได้จาก Line Maintenance ที่เป็นรายได้หลักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีประสิทธิภาพและคล่องตัวกว่า

อย่างไรก็ตามบริษัทไม่มีแผนจะลงไปแข่งขันธุรกิจด้าน Heavy Maintenance (การซ่อมใหญ่) เนื่องจากมองว่ามีการแข่งขันสูงมากจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เวียดนาม และ จีน รวมถึงต้องสร้างโรงซ่อมบำรุงอากาศยาน (แฮงการ์) ที่ต้องใช้เงินลงทุนกว่า 3-4 พันล้านบาทต่อโรงซ่อม ซึ่งอาจให้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่าในระยะสั้น

ประกอบกับเทรนด์ Heavy Maintenance ในขณะนี้จะเริ่มเห็นประเทศที่โดดเด่นเรื่องนี้ อย่าง สิงคโปร์ ก็เริ่มมีนโยบายผลักดันการซ่อมบำรุงอากาศยานขนาดใหญ่ หรือ Heavy Maintenance ออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านแทนการขยายตัวในบ้านตัวเอง เพื่อนำทรัพยากรไปใช้ในอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่า

ปรับโครงการ แซมส์ กรุ๊ป เสริมแกร่ง

สำหรับทิศทางต่อไปในการดำเนินธุรกิจของแซมส์ จะมีจัดทัพโครงสร้างใหม่ โดยรวมกลุ่มบริษัทวิศวกรรมการบินที่เราลงทุนในระดับภูมิภาค มารวมอยู่ภายใต้ชื่อ “SAM Engineering Group” ได้แก่ บริษัท International Aviation Engineering Solutions หรือ IAES ในสิงคโปร์ และในอินเดีย ซึ่งเราได้ลงทุนไว้ ให้เข้ามาอยู่ภายใต้โครงสร้างกลุ่มบริษัทเดียวกัน เพื่อให้เป็นระบบและเข้มแข็งมากขึ้น

โดย บริษัท IAES ในสิงคโปร์ ดำเนินธุรกิจหลักด้านการบริหารจัดการความสมควรเดินอากาศ กลุ่มลูกค้าหลัก จะเน้นให้บริการ บริษัทผู้ให้เช่าเครื่องบิน (Leasing Company) ซึ่งส่วนใหญ่มีสำนักงานตั้งอยู่ในสิงคโปร์ เราจะเป็นผู้ให้บริการดูแลทรัพย์สิน (Asset Management) ให้กับบริษัทให้เช่าเครื่องบิน

รวมถึงการตรวจเช็คสภาพเครื่องบินที่จอดรอส่งคืนหรือรอเปลี่ยนเจ้าของ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 และที่ผ่านมาได้บริหารความสมควรเดินอากาศให้เครื่องบินไปแล้วกว่า 250 ลำ โดยดูแลลูกค้าในระดับ “Super High End” ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและความละเอียดสูง

การให้บริการของ แซมส์ เอนจิเนียริ่ง

ส่วนบริษัท IAES ในอินเดีย อยู่ที่กรุงเดลี เป็นบริษัทเล็กๆ ที่เราเริ่มเข้าไปลองตลาด และศึกษาด้านกฎหมาย เพื่อมองถึงการขยายโอกาสในอนาคต เน้นการให้บริการ Line Maintenance เป็นหลัก และมองเห็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจ เพราะเป็นประเทศที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และมีอุตสาหกรรมการบินที่เติบโตสูงมาก

ปัจจุบัน SAM ให้บริการสายการบินชั้นนำของอินเดียหลายสาย ที่บินเข้ามาในประเทศไทยอยู่แล้ว จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายธุรกิจต่อไปในประเทศอินเดีย ในอนาคต

รวมทั้งในส่วนของบริษัท แซมส์ เอง ก็ยังมองโอกาสการขยายธุรกิจ ไปยังภูมิภาคเอเชียเหนือ อย่างประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย เนื่องจากมีความสัมพันธ์อันดีกับพันธมิตรในญี่ปุ่นและมองเห็นโอกาสการเติบโตของตลาดระหว่างไทยและญี่ปุ่นที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงขยายการบริการ Line Maintenance ไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วย

ปั้นช่างอากาศยานรับขยายธุรกิจ

ซีอีโอ แซมส์ ย้ำว่า การขยายธุรกิจ ต้องมองควบคู่ไปกับการสรรหาและพัฒนาบุคคลากร เพราะการลงทุนที่สำคัญที่สุด “บุคลากรคือหัวใจ” แซมส์ ตระหนักว่าปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรมบินไทย คือ การขาดแคลนช่างที่มีประสบการณ์

ดังนั้นนอกจากการสรรหาช่างฝีมือดีและผู้เชี่ยวชาญที่เกษียณอายุหรือถูกเลิกจ้างเข้ามาทำงาน บริษัท และยังดึงตัวผู้บริหารระดับสูงที่มีประสบการณ์ยาวนานในอุตสาหกรรมการบินมาเป็นที่ปรึกษาและบอร์ดบริหารเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้

บริษัทยังปั้นช่างอากาศยานรุ่นใหม่ โดยได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เพื่อรับนักศึกษาจบใหม่เข้ามาฝึกฝน ในปีนี้มีการรับเข้ามาแล้ว 7 คน และตั้งเป้าจะรับเพิ่มอีกปีละประมาณ 10-20 คน

โดยบริษัทได้วางนโยบาย “Pay Forward” ให้ทุนการศึกษาและโอกาสในการฝึกงานจริง ซึ่งการผลิตช่างที่มีคุณภาพหนึ่งคนจะต้องใช้เวลานานถึง 7-10 ปี นานกว่าการผลิตนักบิน และมีต้นทุนการฝึกอบรมสูงถึงหลักล้านบาทต่อคน

อีกทั้งยังมีการหารือร่วมกับหน่วยงานอื่นในอุตสาหกรรมนี้ เช่น AOTGA เพื่อหารือร่วมกันในการฝึกอบรมบุคคลากรในภาพรวม เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนช่างในอนาคตอีกด้วย

ทั้งหมดเป็นเส้นทางและบทพิสูจน์ว่าบริษัทของคนไทย 100% ที่สามารถดำเนินธุรกิจการบินในระดับมาตรฐานสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ และไม่หยุดที่จะมองโอกาสในการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง