

วันนี้ (วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569) เจาะลึกยุทธศาสตร์ สิงคโปร์ ผู้นำธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยาน MRO ใหญ่ที่สุดในโลก ในแวดวงอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิงคโปร์ถือเป็นต้นแบบความสำเร็จที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แม้ว่าในอดีตเมื่อ 40-45 ปีที่แล้ว สายการบินระดับโลกอย่าง Singapore Airlines เคยเดินทางมาขอความรู้และคำแนะนำด้านการซ่อมบำรุงจากประเทศไทย
แต่ในปัจจุบัน สิงคโปร์ได้พัฒนาไปไกลจนกลายเป็นศูนย์กลางการบินที่ทรงอิทธิพล และกำลังอยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก
ความสำเร็จในการก้าวสู่ธุรกิจศูนย์ซ่อมอากาศยานระดับโลกของสิงคโปร์ เป็นการเดินกลยุทธอย่างมียุทธศาสตร์ โดยเฉพาะกลยุทธ์ “การทูตเชิงพาณิชย์” หรือจะกล่าวได้ว่าเป็นการบังคับการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในกุญแจความสำเร็จของสิงคโปร์ คือ นโยบายของรัฐบาลที่เด็ดขาด โดยเมื่อสิงคโปร์ตัดสินใจซื้อเครื่องบินจากผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น แอร์บัส (Airbus) รัฐบาลจะยื่นข้อเสนอแกมบังคับให้ผู้ผลิตเหล่านั้นต้องมาตั้งโรงงานชิ้นส่วนหรือศูนย์ซ่อมในประเทศ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับ Rolls Royce ซึ่งส่งผลให้สิงคโปร์มีการดึงเงินลงทุนโรงงานผลิตและศูนย์ซ่อมเครื่องยนต์ (Engine Shop) รวมถึงศูนย์ซ่อมระบบล้อ (Landing Gear) กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้มหาศาล แต่ยังยกระดับรายได้ของวิศวกรการบินสิงคโปร์ให้สูงกว่าวิศวกรในอุตสาหกรรมอื่นอย่างมาก
นอกจากนี้สิงคโปร์ ยังจะผลักดันการสร้างอาณาจักร MRO ข้ามชาติ แทนที่จะทำทุกอย่างในสิงคโปร์ ซึ่งมีพื้นที่จำกัด สิงคโปร์เลือกขยายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่าและมีศักยภาพ เช่น สิงคโปร์ แอร์ไลน์ ไปลงทุนสร้างโรงซ่อม (Hangar) ถึง 3 แห่งที่ สุบัง ประเทศมาเลเซีย และขยายฐานไปยังฟิลิปปินส์
ขณะที่ ST Engineering (ST Aerospace) ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบริษัท MRO ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากการเริ่มต้นธุรกิจจากการซ่อมเครื่องบินทหารให้ไทย และสิงคโปร์ ได้ขยายฐานไปยังเวียดนามและอเมริกา เพื่อสร้างเครือข่ายบริการที่ครอบคลุมทั่วโลก
นอกจากงานช่างบำรุงอากาศยานแล้ว สิงคโปร์ยังเป็นฐานที่มั่นของ บริษัทให้เช่าเครื่องบิน (Leasing Company) ระดับโลกอีกด้วย ส่งผลให้เกิดธุรกิจต่อเนื่องอย่างการบริหารจัดการความสมควรเดินอากาศ (CAMO) เพื่อดูแลเครื่องบินที่จอดรอการส่งคืนหรือเปลี่ยนเจ้าของ ซึ่งสร้างมูลค่าทางธุรกิจมหาศาลให้กับบริษัทที่มีฐานลงทุนอยู่ในสิงคโปร์
รวมทั้งล่าสุดสิงคโปร์ ได้ขยับกลยุทธการดำเนินธุรกิจศูนย์ซ่อมอากาศยานครั้งใหญ่ โดยในแผนแม่บทของสิงคโปร์ ซึ่งผลักดัน โดย A*STAR (Agency for Science, Technology and Research) อันเป็นหน่วยงานวิจัยและพัฒนาหลักของรัฐบาลสิงคโปร์ สังกัดกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) ก่อตั้งเมื่อปี 1991 ซึ่งมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนนวัตกรรม วิจัยด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม บ่มเพาะบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศ ได้มีนโยบายผลักดัน "งานซ่อมบำรุงใหญ่ (Heavy Maintenance) หรือ ซ่อมหนักหนัก ออกนอกประเทศสิงคโปร์
หลายคนอาจแปลกใจ ทำไมสิงคโปร์ จึงมีแนวคิดนี้เกิดขึ้น คำตอบคือ
1. งานซ่อมบำรุงใหญ่ (Heavy Maintenance) เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor Intensive) รัฐบาลสิงคโปร์มองว่างานซ่อมหนักต้องใช้กำลังคนจำนวนมาก ในขณะที่สิงคโปร์มีทรัพยากรบุคคลจำกัด (Limited manpower) จึงไม่ต้องการนำแรงงานในประเทศมาทุ่มเทกับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเยอะเช่นนี้
2.ข้อจำกัดด้านพื้นที่ เนื่องด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่มีพื้นที่จำกัดอย่างมาก สิงคโปร์จึงเลือกที่จะไม่ขยายโรงซ่อมบำรุงขนาดใหญ่ (Hangar) เพิ่มเติมในประเทศ แต่เลือกที่จะนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นที่สร้างมูลค่าได้มากกว่า
3.รายได้ไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุน หน่วยงานวางแผนยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์ (A*Star) ประเมินว่างานซ่อมบำรุงใหญ่ สร้างรายได้ไม่เพียงพอ (Generate revenue not enough) เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ต้องเสียไป
4.การแข่งขันในตลาดสูงมาก สมรภูมิ Heavy Maintenance มีคู่แข่งที่แข็งแกร่งและมีสายป่านยาว เช่น ประเทศจีน รวมถึง เวียดนาม (อย่างสายการบินเวียดเจ็ท) ที่ไปสร้างศูนย์ซ่อมในเวียงจันทน์ ประเทศลาว เพราะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและแรงงานที่ดีกว่า
ดังนั้นแนวทางล่าสุดประเทศสิงคโปร์ จึงผลักดัน "งานซ่อมบำรุงใหญ่ (Heavy Maintenance) หรือ ซ่อมหนักหนัก ออกนอกประเทศสิงคโปร์ เพื่อนำพื้นที่ไปโฟกัสการลงทุนในธุรกิจ MRO ด้านวิศวกรรมขั้นสูงที่มีมูลค่าสูงกว่า เช่น โรงงานผลิตและซ่อมแซมเครื่องยนต์ (Engine Shop) และระบบล้อ (Landing Gear) เป็นต้น
ความสำเร็จของสิงคโปร์ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เกิดจากการมี "ความต่อเนื่อง" ของนโยบายรัฐบาล และการมองเห็นความสำคัญของประสบการณ์บุคลากร แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลและสายการบินของสิงคโปร์จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อรักษาช่างที่มีประสบการณ์ไว้ เพราะรู้ดีว่าประสบการณ์ 10-20 ปีนั้นมีมูลค่าสูงกว่าค่าตอบแทนรายเดือนหลายเท่าตัว
ต่างจากประเทศไทยที่การขับเคลื่อน MRO ก็ยังคงแค่แผนและเป้าหมาย แต่ยังไม่มีแอคชั่นหรือยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ของภาครัฐแต่อย่างใด การลงทุน MRO ของไทย โดยเฉพาะการซ่อมใหญ่ จึงมีเพียงสายการบินหลักที่ไทยที่ดำเนินการ และก็ทำเพื่อซ่อมเครื่องบินของตัวเองเป็นหลักเท่านั้น