นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.คาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวในปี 2569 ประเมินว่าจะสร้างรายได้รวมจากการท่องเที่ยวทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยและคนไทยเดินทางเที่ยวในประเทศ รวมอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7 % จากปี 2568 ที่คาดว่าจะปิดรายได้จากการท่องเที่ยวรวมได้อยู่ที่ 2.68 ล้านล้านบาท ซึ่งในการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวจะกลับมาเท่าปี 2562 แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยอาจจะยังไม่กลับมาเท่ากับปีก่อนเกิดโควิดก็ตาม
ในปี 2569 ททท.คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทย 36.7 ล้านคน ในกรณีฐาน (Baseline Scenario) เพิ่มขึ้น 10 % จากปี 2568 ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทยปิดที่ 32.8 % ลดลงจากปี 2567 ราว 10% โดยเป็นนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล 70% หรือ 25.6 ล้านคน จะมาจากตลาดระยะใกล้ (Short-haul) ส่วนอีก 30% หรือ 11.2 ล้านคน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 2568 ที่คาดว่าจะสร้างรายได้อยู่ที่ 1.52 ล้านล้านบาท
ขณะที่ตลาดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยในปีหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ 208 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่อง เพิ่มจากปี 2568 ซึ่งน่าจะปิดอยู่ที่ 202 ล้านคน-ครั้ง แม้จะมีประเด็นท้าทายเรื่องอัตราการเกิดที่ต่ำและจำนวนประชากรที่ไม่เพิ่มขึ้น แต่จะเน้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวให้ถี่ขึ้นแทน
การส่งเสริมการท่องเที่ยวในปี 2569 ททท. จะผลักดันธีมการตลาดระหว่างประเทศใหม่ “ Amazing Thailand Healing is the New Luxury” ททท.จะเน้นสื่อสารว่าการท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นการเยียวยาและผ่อนคลายจิตใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์กันของนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ไปจนถึงครอบครัวและเพื่อนฝูง รวมถึงการส่งเสริมแพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งประเทศไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลก
ส่วนกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สำคัญจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2569 เน้นไปที่ 4 ด้านหลัก ได้แก่ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น, การประชาสัมพันธ์, การตลาด และการจัดกิจกรรม (Event) เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ ภายใต้แกนหลักคือการสร้างความสุขที่แท้จริงจากการเดินทาง ซึ่งมากกว่าแค่การท่องเที่ยวแต่เป็นการได้รับคุณค่าและการเยียวยาชีวิต
ไม่ว่าจะเป็น การเปิดตัว ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ซึ่งเป็น Amazing Thailand Ambassador ของททท.วันที่ 28 มกราคม 2568 พร้อมเชิญสื่อ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้นำความคิดเห็นจากต่างประเทศเกือบ 100 รายเข้าร่วมงาน และเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาโปรโมทการท่องเที่ยวไทย
ทำให้แบรนด์ Amazing Thailand แข็งแกร่งในเวทีโลก รวมถึงเน้นสร้างกระแสแบบออร์แกนิคผ่านกลุ่มแฟนคลับทั่วโลก ชวนเที่ยวไทย การจัดงานตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งที่กรุงเทพฯและหาดใหญ่
นอกจากนี้ ยังมีแผนกระตุ้น “Night Economy” หรือ “เศรษฐกิจกลางคืน” ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกิจกรรมใหม่ เพื่อดึงดูดกลุ่มคนที่มีความสนใจเฉพาะทาง (Sub-culture) และความเชื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก อาทิ การจัดกิจกรรม “UFO Festival” ที่เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ การฟื้น “ถนนคนเดินยามค่ำคืน” ในชุมชนต่าง ๆ เช่น ถนนคนเดินมุสลิมในเขตคลองสามวาหรือบึงกุ่ม เพื่อเจาะกลุ่มตลาดฮาลาล เป็นต้น
นางสาวฐาปนีย์ กล่าวต่อว่าปัจจัยบวกของการท่องเที่ยวในปี 2569 ได้แก่ การมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งที่ชัดเจนช่วยสร้างความเชื่อมั่นเสถียรภาพทางการเมือง การปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมอย่างจริงจังช่วยสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวเกาหลีและจีน ความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งมีสัญญาณที่ดีหลังการเสด็จไปเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี และได้รับการต้อนรับจากผู้นำจีน รวมถึงการพัฒนาทางอากาศที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ขณะที่ปัจจัยลบและภาวะท้าทาย ก็ยังคงเป็นเรื่องของ ภัยธรรมชาติ (Natural Disaster) เป็นปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดเพราะเกิดขึ้นกะทันหันและควบคุมไม่ได้ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งเป็นความขัดแย้งในระดับโลกที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยและการตัดสินใจเดินทาง และการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ไทยเสียเปรียบด้านการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
ผู้ว่าททท.ยังกล่าวต่อว่า บทเรียนจากปี 2568 สะท้อนชัดว่าการท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวหลังวิกฤต หากแต่คือการปรับตัวต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งรูปแบบการเดินทาง ความคาดหวังต่อประสบการณ์ ไปจนถึง Mindset ด้านการใช้จ่ายที่ให้ความสำคัญกับ คุณค่ามากกว่าปริมาณ
แนวคิด “Value over Volume” จึงกลายเป็นกรอบตั้งต้นทางยุทธศาสตร์ของททท. ที่กำหนดทิศทาง The New Concept for Thailand Tourism 2026 จากการเติบโตเชิงตัวเลข สู่การเติบโตที่สร้างความหมาย ประสบการณ์ที่แตกต่างที่หาจากไหนไม่ได้อีกแล้วจนไปถึงประสบการณ์ที่เยียวยาจิตใจไม่ใช่แค่ร่างกาย และคุณค่าที่ยั่งยืนต่อผู้มาเยือน
ในบริบทนี้ Amazing Thailand ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสโลแกนของประเทศอีกต่อไป หากแต่กำลังขยายบทบาทสู่การเป็นระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ต้องตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม กรอบคิด Amazing 5 Economy จึงถูกวางเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวคุณภาพ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพที่หลากหลาย รองรับดีมานด์ใหม่ของโลก ได้แก่ “Wellness Economy” มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลาง “Wellness & Medical Tourism” ระดับนานาชาติ รองรับกลุ่มผู้สูงวัยจากทั่วโลก ด้วยแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
“Sub-Culture Economy” การท่องเที่ยวเชิงลึกที่เข้าใจ “DNA ของนักเดินทาง”ที่แม้เป็นกลุ่มเล็ก แต่ทรงพลังในการสร้างอิทธิพลระดับโลก รวมถึง “Night Economy” กระจายโอกาสสู่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว เพิ่มเวลาเศรษฐกิจ ปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อให้เศรษฐกิจยามค่ำคืนกลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสร้างสรรค์ รวมทั้งกลไกด้านภาษีและระบบการชำระเงิน “Tax-Free Economy” การพิจารณามาตรการภาษีและจัดตั้ง Tax-Free Zone ในเมืองหลักและเมืองรอง สร้างแรงจูงใจให้กับนักท่องเที่ยวคุณภาพ
ทั้งยังสะท้อนการขยับจากการขายสถานที่ท่องเที่ยว ไปสู่การออกแบบ Ecosystem ที่สร้างมูลค่าในระยะยาว และสามารถเกิดขึ้นได้จริงตั้งแต่เมืองหลักไปจนถึงเมืองรอง ช่วยกระจายรายได้และลดการกระจุกตัวของเศรษฐกิจท่องเที่ยว การเดินไปสู่ The New Concept of Amazing Thailand และ Tourism 2026นี้ จำเป็นต้องอาศัยมากกว่าวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย กลยุทธ์ 6S ถูกวางเป็นเครื่องมือเชิงระบบ เพื่อยกระดับประสบการณ์ มาตรฐาน ความยั่งยืน และความปลอดภัย
ควบคู่กับการรุกตลาดเติบโตผ่าน Health & Wellness และการผลักดันบทบาท Aviation Hub ของประเทศไทย โดย กลยุทธ์ 6S เป็นกลยุทธที่ททท. วางกรอบการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเพื่อสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและมีคุณภาพได้แก่
การท่องเที่ยวในปีนี้จึงไม่ใช่แค่การดึงนักท่องเที่ยวกลับมา แต่คือการสร้างการท่องเที่ยวที่โลกเชื่อมั่น และเลือกประเทศไทยเพราะคุณค่าที่แตกต่าง ไม่ได้มองแค่จำนวนคนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเน้นกลยุทธ์เชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับและปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยและการบริการ (Trust Thailand) การโฟกัส Health & Wellness ตอบรับกลุ่ม High-Value ที่มีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูง และ Aviation Hub
ททท.ยังคงเน้นกลยุทธแอร์ไลน์ โฟกัส ในการผลักดันและเปิดเส้นทางบินใหม่จากตลาดคุณภาพ พร้อมใช้ศักยภาพสนามบินรอง เพื่อกระจายรายได้และลดความแออัด ทำให้เพิ่มการเดินทางท่องเที่ยวสู่เมืองรองเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง