thansettakij
thansettakij
บาทแข็ง-ภัยพิบัติ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นท่องเที่ยวไตรมาส 3 ทรุด ลุ้น Q4 ขยับรับไฮซีซัน

บาทแข็ง-ภัยพิบัติ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นท่องเที่ยวไตรมาส 3 ทรุด ลุ้น Q4 ขยับรับไฮซีซัน

26 ก.ย. 68 | 03:28 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ก.ย. 68 | 04:18 น.

ดัชนีชี้ท่องเที่ยวไตรมาส 3 ลดลงต่ำกว่าปกติมาก จากผลกระทบ เงินฝืด–บาทแข็ง–ภัยพิบัติ ลุ้นไตรมาส 4 ขยับขึ้นรับไฮซีซัน ททท.คาดตลอดปี 2568 นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยแค่ 33.1 ล้าน สร้างรายได้ราว 1.52 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าปี 2562 ราว 20% ชี้โครงสร้างตลาดเปลี่ยนหลังจีนเที่ยวไทยหด

KEY

POINTS

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวไตรมาส 3 ปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 66 ซึ่งต่ำกว่าไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนสถานการณ์ที่ยังคง "ต่ำกว่าปกติมาก"
  • ปัจจัยลบสำคัญที่ฉุดความเชื่อมั่นประกอบด้วยภาวะเงินฝืด เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ปัญหาอุทกภัย และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง
  • ผลกระทบสะท้อนผ่านรายได้ของผู้ประกอบการในไตรมาส 3 ที่ฟื้นตัวได้เพียง 44% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ในปี 2562
  • ภาพรวมทั้งปี 2568 ถูกคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวจะหดตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและช่วงก่อนเกิดโรคระบาด

รศ.ผกากรอง เทพรักษ์ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ระบุว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยก่อนโควิด-19 ปี 2562 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 39.7 ล้านคน ก่อนจะทรุดฮวบในปี 2563–2564 จนแทบเป็นศูนย์ในหลายไตรมาสจากผลกระทบการระบาด

หลังจากนั้นเริ่มฟื้นช้า ๆ ในปี 2565 ที่ประมาณ 11.8 ล้านคน และเร่งตัวชัดเจนในปี 2566 สู่ราว 28.2 ล้านคน ปี 2567 ฟื้นแข็งแกร่งใกล้ระดับปี 2562 ที่ 35.54 ล้านคน ทว่าในปี 2568 แนวโน้มกลับหดตัว โดยไตรมาส 1 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 9.5 ล้านคนและลดลงต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาสล่าสุด

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ระดับ 66 ลดลงจากไตรมาสก่อน และต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน (3/2567 อยู่ที่ 68) สะท้อนการประเมินว่าสถานการณ์ยัง “ต่ำกว่าปกติมาก” อย่างไรก็ดี ดัชนีคาดการณ์ไตรมาส 4/2568 ขยับขึ้นสู่ 72 ตามฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย

 

ปัจจัยลบในไตรมาสนี้มาจากภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจโลกชะลอ ความกังวลด้านความปลอดภัย อุทกภัยจากพายุ “วิภา” สถานการณ์ไทย–กัมพูชา นักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง และค่าเงินบาทแข็งค่า ขณะที่แรงหนุนคือมาตรการกระตุ้นของรัฐ การฟื้นตัวของบางตลาด การเพิ่มเส้นทางบิน/ที่นั่ง และช่วงวันชาติของมาเลเซีย

เมื่อแยกตามภูมิภาค กรุงเทพฯ เคยมีความเชื่อมั่นสูงสุดในไตรมาส 3/2567 แต่ลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาส 3/2568 แม้คาดว่าจะดีขึ้นในไตรมาส 4/2568 แต่ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน ภาคใต้ดีกว่าปีก่อนเล็กน้อยและจะเร่งขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสหน้า

บาทแข็ง-ภัยพิบัติ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นท่องเที่ยวไตรมาส 3 ทรุด ลุ้น Q4 ขยับรับไฮซีซัน

ภาคตะวันออกชะลอลงค่อนข้างมากแต่มีแนวโน้มฟื้นในไตรมาสถัดไป ภาคเหนือชะลอลงจากไตรมาสก่อน แต่ยังดีกว่าปีก่อนเล็กน้อย และคาดว่าจะพุ่งขึ้นมากในช่วงฤดูหนาว โดยคาดการณ์ความเชื่อมั่นไตรมาส 4/2568 สูงสุดที่ภาคเหนือ (80) ตามด้วยกรุงเทพฯ (75) และภาคใต้ (74) ขณะที่ต่ำสุดคือภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (68)

จำแนกตามประเภทธุรกิจ บริษัทนำเที่ยวเผชิญภาวะชะลอตัวชัดเจน แต่คาดว่าจะฟื้นในไตรมาส 4/2568 สถานบันเทิงปรับดีขึ้นอย่างเด่น และคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่สูงสุดในไตรมาสหน้า ร้านอาหารชะลอลงเล็กน้อยก่อนจะทยอยดีขึ้น ขณะที่ร้านขายของที่ระลึกมีความเชื่อมั่นต่ำที่สุดอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงและ/หรือพฤติกรรมใช้จ่ายที่เปลี่ยนไป

ด้านรายได้ ไตรมาส 3/2568 ผู้ประกอบการมีรายได้เฉลี่ยเพียง 44% เมื่อเทียบกับปี 2562 บ่งชี้การฟื้นที่ช้าและผันผวน โดยเคยแตะ 64% ในไตรมาส 1/2566 ก่อนอ่อนมาที่ 44% ในปัจจุบัน ภูมิภาคที่ทำได้ดีกว่าคือภาคใต้ (เฉลี่ย 50%)

ด้วยบทบาทจุดหมายปลายทางต่างชาติ ส่วนภาคเหนืออยู่ต่ำสุดที่ 39% ในเชิงประเภทธุรกิจ ร้านอาหาร/ภัตตาคาร/ร้านเครื่องดื่มในกรุงเทพฯ ทำรายได้เฉลี่ยสูงถึง 63% เหนือทุกภูมิภาค ขณะที่ธุรกิจนำเที่ยวและร้านของฝาก/ของที่ระลึกอยู่ต่ำสุดที่ 36% สปา/นวดแผนไทยทำรายได้ต่ำในกรุงเทพฯ (22%) และภาคกลาง (21%) สะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างของตลาดเมืองหลวงและภาคกลาง

บาทแข็ง-ภัยพิบัติ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นท่องเที่ยวไตรมาส 3 ทรุด ลุ้น Q4 ขยับรับไฮซีซัน

โครงสร้างแรงงานฟื้นกลับมาเร็วกว่ารายได้ โดยจำนวนแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไตรมาส 3/2568 กลับมาแล้วประมาณ 87% ของก่อนโควิด ภาคเหนือและภาคตะวันออกมีสัดส่วนแรงงานสูงกว่าภูมิภาคอื่น ขณะที่กรุงเทพฯ ยังต่ำกว่าชัดเจนในหลายธุรกิจ ช่องว่าง “แรงงาน 87% แต่รายได้ 44%” ชี้ว่าผู้ประกอบการเร่งรับคนกลับมารองรับกิจกรรมก่อนที่รายได้จะตามมา ซึ่งอาจกดดันประสิทธิภาพและอัตรากำไร

อัตราเข้าพัก (OCC) เฉลี่ยไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 53% ภาคใต้สูงสุด 62% ภาคกลางต่ำสุด 46% หากดูตามขนาด โรงแรมขนาดใหญ่ (>100 ห้อง) มี OCC สูงสุด 67% ขนาดกลาง (31–100 ห้อง) 57% และขนาดเล็ก (<30 ห้อง) 48% แม้การเข้าพักอยู่ครึ่งหนึ่งของศักยภาพ แต่รายได้ธุรกิจที่พักเฉลี่ยยังอยู่เพียง 47% ของปี 2562 บ่งชี้การแข่งขันด้านราคาหรือการลดอัตราค่าห้อง และแนวโน้มใช้จ่ายต่อหัวที่ระมัดระวังขึ้น

พฤติกรรมการใช้จ่ายสะท้อนแรงกดดันฝั่งดีมานด์ นักท่องเที่ยวไทยใช้จ่ายเฉลี่ยไตรมาส 3/2568 เพียง 3,131 บาท/คน/ทริป ลดแรงจากไตรมาส 2 (4,976 บาท) และไตรมาส 1 (4,058 บาท) ด้านนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายเฉลี่ย 46,656 บาท/ทริป ใกล้เคียงไตรมาสก่อน โดยชาวเอเชียตะวันออกมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันสูงสุด 6,684 บาท ส่วนชาวยุโรปใช้จ่ายรวมต่อทริปสูงสุด 77,593 บาท แต่เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 3,748 บาท

ในเชิงปริมาณ ปี 2568 คาดมีนักท่องเที่ยวรวมราว 33,147,746 คน ลดลง 17% จากปี 2562 และลดลง 6.7% จากปี 2567 ไม่เพียงจำนวนที่ลด รายได้รวมก็ลดจาก 1,911,808 ล้านบาทในปี 2562 เหลือราว 1,524,796 ล้านบาทในปี 2568 คิดเป็นลดลง 20.2%

รายได้ที่หดแรงกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวสะท้อนโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไป ทั้งการลดลงของนักท่องเที่ยวจีนที่มีค่าใช้จ่ายสูง การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย แนวโน้มใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ตลอดจนสัดส่วน FIT และ Backpacker ที่มากขึ้นซึ่งมักใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปต่ำกว่า กลายเป็นโจทย์สำคัญต่อกลยุทธ์รายได้ของผู้ประกอบการไทยในระยะถัดไป