
ร้านอาหารจ่อขึ้นราคา 5-10% เลือกเฉพาะเมนูต้นทุนพุ่ง สวนทางกำลังซื้อแผ่ว
ผู้ประกอบการร้านอาหารเผยต้นทุนยังเร่งตัวในช่วง Q4 ทั้งน้ำมัน วัตถุดิบ และค่าขนส่ง จ่อขยับราคา 5-10% เฉพาะเมนูต้นทุนสูง หวั่นขึ้นทั้งแผงกระทบฐานลูกค้า
KEY
POINTS
- ร้านอาหารเตรียมปรับขึ้นราคา 5-10% โดยจะเลือกเฉพาะเมนูที่มีต้นทุนสูงขึ้นอย่างชัดเจน เช่น อาหารทะเล
- สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง
- การปรับขึ้นราคาสวนทางกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงอ่อนแอ ทำให้ผู้ประกอบการต้องขึ้นราคาอย่างจำกัดเพื่อรักษาฐานลูกค้า
ร้านอาหารจ่อขึ้นราคา 5-10% เฉพาะเมนูต้นทุน แต่กำลังซื้อยังอ่อนแรง
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจ ว่า ธุรกิจร้านอาหารในไตรมาส 4 ปี 2569 ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงและปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง
สำหรับต้นทุนอาหารสดและอาหารแห้งยังมีการเคลื่อนไหวตามฤดูกาล โดยช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนและอาจเกิดน้ำท่วม ราคาผักบางชนิด เช่น กวางตุ้ง ผักบุ้ง และคะน้า มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ต้นทุนเนื้อสัตว์ยังค่อนข้างทรงตัว ส่วนกลุ่มที่น่าจับตาคืออาหารทะเล เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการออกประมงและค่าขนส่ง ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบกลุ่มซีฟู้ดปรับตัวสูงขึ้นตาม
ร้านอาหารขึ้นราคาเฉพาะเมนู ต้นทุนพุ่ง 5-10%
นายสรเทพ กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี ร้านอาหารมีแนวโน้มปรับราคาจำหน่ายอาหารประมาณ 5-10% แต่จะไม่ใช่การปรับขึ้นราคาทั้งหมดทุกรายการ โดยผู้ประกอบการจะเลือกปรับเฉพาะเมนูที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมนูอาหารทะเล ขณะที่เมนูอื่นร้านอาหารจะพยายามแบกรับภาระต้นทุนไว้เอง
“ร้านเองคงไม่ปรับขึ้นทั้งแผง เพราะกลัวจะเสียฐานลูกค้าที่กำลังซื้อน้อยอยู่แล้ว”
สำหรับร้านอาหารขนาดเล็กและร้านริมทาง การปรับราคายังต้องพิจารณาคู่แข่งในตลาด โดยเฉพาะร้านอาหารในระบบนิติบุคคลและร้านอาหารในศูนย์การค้าที่สามารถจัดโปรโมชั่นหรือปรับลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขายได้ ทำให้ร้านอาหารขนาดเล็กไม่สามารถปรับราคาสูงขึ้นมากได้ เพราะอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน
ต้นทุนสูง แต่กำลังซื้อยังอ่อนแรง
นายสรเทพ กล่าวว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารยังต้องบริหารต้นทุนอย่างระมัดระวัง เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ต้นทุนหลักทั้งน้ำมัน วัตถุดิบ และค่าขนส่งยังมีแรงกดดันต่อเนื่อง ส่งผลให้การปรับราคาอาหารทำได้จำกัด
ในส่วนมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มองว่าการสนับสนุนเดือนละ 1,000 บาท มีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อไม่ให้หายไปทั้งหมด แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการกระตุ้นยอดซื้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยเสนอว่าหากภาครัฐต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควรออกแบบมาตรการในลักษณะเดียวกับโครงการคนละครึ่ง และเพิ่มวงเงินเป็นเดือนละ 2,000 บาทต่อเนื่อง
นอกจากนี้ นายสรเทพยังเสนอให้เปิดโอกาสร้านอาหารในระบบนิติบุคคลเข้าร่วมมาตรการด้วย เนื่องจากเมื่อเกิดการใช้จ่าย ร้านค้าจะมีรายได้และนำไปสู่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รวมถึงภาษีนิติบุคคล ซึ่งสามารถกลับเข้าสู่ภาครัฐ ขณะเดียวกันยังช่วยประคองการจ้างงานในภาคธุรกิจร้านอาหาร
จี้ลดต้นทุนพลังงาน แก้เศรษฐกิจตรงหลัก
ด้านต้นทุนพลังงาน นายสรเทพเสนอให้ภาครัฐพิจารณาลดภาระราคาน้ำมัน พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐพิจารณาลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 5 บาทต่อหน่วย รวมถึงแนวทางค่าไฟแบบขั้นบันได เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการ
นายสรเทพกล่าวว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจควรมุ่งสร้างกำลังซื้อให้กลับมาอย่างยั่งยืน ไม่ควรพึ่งพาการแจกเงินเพียงอย่างเดียว พร้อมฝากถึงทีมเศรษฐกิจและรัฐบาลให้แก้ปัญหาตามหลักเศรษฐศาสตร์ ลดต้นทุนค่าครองชีพ ทั้งค่าไฟและค่าน้ำมัน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีภาระค่าใช้จ่ายลดลง และช่วยฟื้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ






