thansettakij
thansettakij
สมาคมภัตตาคารไทย ร้องนายกอนุทินฯ ขยายสิทธิ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ครอบคลุมร้านอาหาร SME

สมาคมภัตตาคารไทย ร้องนายกอนุทินฯ ขยายสิทธิ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ครอบคลุมร้านอาหาร SME

19 ก.ย. 69 | 08:13 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ก.ย. 69 | 08:24 น.

สมาคมภัตตาคารไทย ร้องนายกอนุทินฯ ขยายสิทธิ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ครอบคลุมร้านอาหารขนาดเล็กและ SME ชง 4 ข้อเสนอ ขอรัฐบาลช่วยเหลือธุรกิจตัวเล็ก

KEY

POINTS

  • สมาคมภัตตาคารไทยเรียกร้องรัฐบาลขยายสิทธิ์โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ให้ครอบคลุมร้านอาหารขนาดเล็กและ SME ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
  • ชี้ว่าการใช้สถานะการจดทะเบียน VAT เป็นเงื่อนไขตัดสิทธิ์เพียงอย่างเดียว ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่ปฏิบัติตามกฎหมายภาษีเสียโอกาสในการเข้าร่วมโครงการ
  • เสนอให้เปลี่ยนมาใช้เกณฑ์อื่นในการพิจารณาคุณสมบัติแทน เช่น รายได้ต่อปี จำนวนการจ้างงาน หรือขนาดของกิจการ เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมาย

ร้องนายกอนุทินฯ ขยายสิทธิ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ครอบคลุมร้านอาหาร

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย  กล่าวว่า สมาคมภัตตาคารไทย ได้ทำหนังสือถึง นายกอนุทินฯ ขยายสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” (คนละครึ่ง พลัส) ให้ครอบคลุมร้านอาหารขนาดเล็กและ SME ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ชี้การใช้สถานะ VAT เป็นเงื่อนไขตัดสิทธิเดี่ยวๆ ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้องเสียโอกาส พร้อมเสนอให้ใช้เกณฑ์รายได้ต่อปี จำนวนการจ้างงาน หรือขนาดกิจการมาประกอบการพิจารณาแทน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย

ทั้งนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ( คนละครึ่ง พลัส) ซึ่งมีกำหนดดำเนินการในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569 ว่า โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการสำคัญในการเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจร้านอาหารที่ยังคงเผชิญกับภาวะต้นทุนการดำเนินงานในระดับสูงและกำลังซื้อของประชาชนที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ระบุว่าปัจจุบันผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กจำนวนหนึ่งมีรายได้เกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี จึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย แม้ในทางธุรกิจจะยังคงมีลักษณะเป็นกิจการขนาดเล็ก มีจำนวนพนักงานจำกัด และต้องรับภาระต้นทุนรอบด้าน ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ภาษี และเงินสมทบประกันสังคม ทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวไม่ได้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจเทียบเท่ากับธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดใหญ่

 

การกำหนดสิทธิโดยพิจารณาจากสถานะการจดทะเบียน VAT เพียงประการเดียว อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่ปฏิบัติตามกฎหมายและเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างเหมาะสม ซึ่งในทางนโยบาย ภาครัฐควรสร้างแรงจูงใจและหลักประกันว่าการปฏิบัติตามกฎหมายจะไม่ทำให้ผู้ประกอบการเสียเปรียบในการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือ

สมาคมภัตตาคารไทยจึงได้เสนอแนวทางต่อรัฐบาล 4 ข้อ ประกอบด้วย

1. เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย คนละครึ่ง พลัส” ได้ หากยังมีคุณสมบัติอยู่ในเกณฑ์กิจการขนาดเล็กหรือ Micro SME ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนด

2. พิจารณากำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิโดยใช้รายได้ต่อปี ขนาดกิจการ จำนวนการจ้างงาน หรือเกณฑ์ทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง เป็นองค์ประกอบในการพิจารณา แทนการใช้สถานะการจดทะเบียน VAT เป็นเงื่อนไขตัดสิทธิเพียงประการเดียว

3. กำหนดเพดานรายได้หรือหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็ก เพื่อให้มาตรการมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นและสามารถสร้างผลกระตุ้นทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง โดยไม่เปิดช่องให้ธุรกิจขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์เกินวัตถุประสงค์ของโครงการ

4. ใช้โครงการ “ไทยช่วยไทย คนละครึ่ง พลัส” เป็นกลไกส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบภาษีและระบบการจ้างงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การขยายฐานภาษี การยกระดับมาตรฐานการประกอบธุรกิจ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว

 

ทั้งนี้ สมาคมภัตตาคารไทยย้ำว่าธุรกิจร้านอาหารมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับภาคการเกษตร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ตลาดสด ผู้ประกอบการขนส่ง แรงงาน ตลอดจนภาคการท่องเที่ยวและบริการ การสนับสนุนกำลังซื้อผ่านร้านอาหารจึงช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนต่อเนื่องไปยังภาคเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง และสร้างผลทางเศรษฐกิจในวงกว้างได้