
ททท.ดึงต่างชาติเที่ยวไทยปี 2570 ไม่น้อยกว่า 33 ล้านคน ดันรายได้ 2.8-2.9 ล้านล้าน
รมว.สุรศักดิ์ หวังททท.ดึงต่างชาติเที่ยวไทย ปี 2570 ไม่น้อยกว่า 33 ล้านคน ดันรายได้ท่องเที่ยว 2.8-2.9 ล้านล้านบาท หลังรายได้ปี 2569 ไม่ถึงเป้า จากสงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ นัดถกกรอ.ท่องเที่ยว 15 ก.ค.นี้ ชง ไทยเที่ยวไทย พลัส Co-payment ปั้มเที่ยวในประเทศ
KEY
POINTS
- ททท. ตั้งเป้าหมายปี 2570 จะดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยไม่น้อยกว่า 33 ล้านคน
- ตั้งเป้าผลักดันรายได้รวมจากการท่องเที่ยวให้เติบโตขึ้น 5-7% คิดเป็นมูลค่า 2.8-2.9 ล้านล้านบาท
- ปรับเปลี่ยนทิศทางโดยลดความสำคัญของจำนวนนักท่องเที่ยว (Quantity) และหันมาเน้นนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ (Quality) ที่มีกำลังซื้อสูง
-
ถกกรอ.ท่องเที่ยว 15 ก.ค.นี้ ดัน 'ไทยเที่ยวไทย พลัส' Co-payment ปั้มเที่ยวในประเทศ
วันนี้ (วันที่ 14 กรกฏาคม 2569) ททท.ได้จัดประชุมบูรณาการแผนปฏิบัติการ ททท.ปี 2570 ที่กำลังอยู่ระหว่างการประชุมในขณะนี้ พบว่า แผนยุทธศาสตร์ของ ททท.ในปี 2570 วางกรอบรายได้รวมการท่องเที่ยวไว้ที่ 2.76 ล้านล้านบาท จากการรักษาฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้มากกว่า 33 ล้านคน
ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทย 203 ล้านคน-ครั้ง ซึ่งเน้นเพิ่มความถี่การเดินทางจากปัจจุบันเฉลี่ยมากกว่า 2 ครั้ง/คน/ปี เป็น 3 ครั้ง/คน/ปี รองรับข้อจำกัดฐานประชากรชาวไทยที่มีแนวโน้มทรงตัว
อย่างไรก็ตาม ในเชิงนโยบาย ททท.จะต้องผลักดันรายได้รวมเติบโต 5-7% หรือคิดเป็น “2.8-2.9 ล้านล้านบาท” ในปี 2570 เทียบกับปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะทำรายได้รวม 2.68-2.78 ล้านล้านบาท โดยคิดจากโครงสร้างรายได้นักเดินทางทุกกลุ่มที่เดินทางเข้าไทย
ทั้งกลุ่มท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน กลุ่มเดินทางเพื่อการค้าการลงทุน กลุ่มไมซ์ (MICE) กลุ่มท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงกีฬา กลุ่มดิจิทัลนอแมด กลุ่มเดินทางเพื่อการศึกษา และอื่นๆ
หวังททท.ดึงต่างชาติเที่ยวไทย ปี 2570 ไม่น้อยกว่า 33 ล้านคน ดันรายได้ท่องเที่ยว 2.8-2.9 ล้านล้านบาท
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวไทยตั้งแต่ปี 2570 นับเป็นอีกปีที่มีความท้าทายสูง จึงตั้งเป้าสร้างรายได้รวมจากทั้งตลาดในและต่างประเทศไม่ต่ำกว่าปี 2569 และดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยไม่ต่ำกว่า 33 ล้านคน
โดยเป้าหมายปี 2570 ตามแผนงานวางไว้ในการสร้างรายได้ อยู่ที่ประมาณ 2.76 ล้านล้านบาท แต่จากแนวโน้มหากภาพรวมสถานการณ์ดูดีขึ้น ตามเป้าหมายเชิงนโยบายจะต้องสร้างรายได้ท่องเที่ยวปรับขึ้น แต่ว่าจะมากขึ้น 5-7% อาจต้องมีการประเมินอีกครั้ง ซึ่งจะดึงรายได้เพิ่มมาประมาณ 2.8-2.9 ล้านล้านบาท ภายใต้จำนวนตัวเลขอยู่ในกรอบประมาณ 33 ล้านคน
ทั้งนี้นับตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป จะมีการปรับเปลี่ยนทิศทางผ่านการลดความสำคัญของตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว (Quantity) และหันมาให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ (Quality) ที่มีกำลังซื้อสูง เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน
โดยวางเป้าหมายปี 2569 คาดการณ์ว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 2.68 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายเชิงนโยบายที่ตั้งไว้ 3 ล้านล้านบาท ภายใต้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 33 ล้านคน ไม่ต่ำกว่าปี 2568 ที่ผ่านมา
โฟกัสดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ
รัฐบาลให้ความสำคัญกับ “การท่องเที่ยว” ในฐานะ “เครื่องยนต์หลัก” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งการสร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ภูมิภาค ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคการท่องเที่ยวไทยจึงต้องเร่งปรับตัว ทำงานเชิงรุกในการบูรณาการร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วนเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
โดยมุ่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ สมดุล และยั่งยืน โดยยึด “4 แนวทางสำคัญ” ได้แก่ การยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ทรงคุณค่า (High Value Destination) การสร้างสมดุลตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม
ตลอดจนการพัฒนาองค์กรให้มีสมรรถนะสูง พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวไทยสู่การเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจ สร้างความสุขและความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว และสร้างความภาคภูมิใจแก่คนไทย
“ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการต่างประเทศ จึงต้องปรับตัวให้ทันต่อความท้าทายและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”
รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยวในฐานะเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย และมอบหมายให้ตนร่วมคณะเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในทุกโอกาส ภายใต้การทำงานแบบทีมไทยแลนด์ เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวควบคู่กับการค้า การลงทุน และการสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในตลาดสำคัญทั่วโลก
“ในสัปดาห์นี้นายกฯให้ตนร่วมคณะเดินทางเยือนประเทศจีนเพื่อหารือความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำ ผู้ประกอบการ และสายการบิน เช่น เสฉวนแอร์ไลน์ รวมถึงการพูดคุยกับรัฐบาลจีนเพื่อบูรณาการข้อมูลและสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว”
ส่วนการเยือน “มาเลเซีย” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้หารือเรื่องการเดินทางข้ามแดน การค้าร่วมกัน และการสร้างสันติสุขบริเวณชายแดนเพื่อสนับสนุนบรรยากาศการท่องเที่ยว ขณะที่การเยือน “เวียดนาม” ก่อนหน้านี้ นายกฯได้วางวิสัยทัศน์ในการมองเวียดนามว่าไม่ใช่ประเทศคู่แข่ง แต่เป็นมิตรที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไปพร้อมกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งในภูมิภาค
สงครามตะวันออกกลาง ทำเป้าท่องเที่ยวปี 2569 วืด
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า หากปี 2569 นี้ ไม่มีปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้เข้ามาสร้างผลกระทบ เป้าหมายเชิงนโยบายยังคงเป็นการสร้างรายได้ที่ 3 ล้านล้านบาท
แต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีผลกระทบกับตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดที่ประเทศไทยต้องการให้เข้ามาท่องเที่ยว มีการเติบโตได้ดีมากช่วงต้นปี แต่ถูกผลกระทบแรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว
แม้ช่วงกลางปีแล้วทุกอย่างเริ่มมีแนวโน้มสถานการณ์ดีขึ้น แต่ยังไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คาดหวังไว้ เพราะข้อพิพาทระหว่างสหรัฐและอิหร่านมีการปะทะกันรุนแรงขี้นอีกครั้ง จึงวางเป้าหมายในเชิงรายได้ในปีนี้ไว้ประมาณ 2.68 ล้านล้านบาทแทน ภายใต้ความคาดหวังในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 33 ล้านคน
หัวใจสำคัญของปี 2569 นี้คือ การขยับสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายสูงขึ้นมาให้มากขึ้น โดยจากฐานเดิมที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 52,000 บาทต่อทริป รัฐบาลตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพนี้ให้มากขึ้น ไม่ต่ำกว่า 10-15%
โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงในการเดินทางเข้ามามากขึ้น อาทิ กลุ่มเฮลท์และเวลเนส กลุ่มธุรกิจ การค้า และการลงทุน กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงกีฬา กลุ่มดิจิทัล โนแมด กลุ่มนักลงทุน และกลุ่มการศึกษา ซึ่งมีการใช้จ่ายที่สูงกว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป
รุกปั้มตลาดใหม่ ขยายฐานนักท่องเที่ยว
นางสาวฐาปนีย์ ยังกล่าวว่า แม้ตลาดหลักในตะวันออกกลางจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง อาทิ คูเวตที่เดินทางแทบจะไม่ได้แล้ว แต่กลุ่มสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยังคงเติบโตได้ดี โดย ททท.เตรียมรุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง อาทิ กลุ่มยุโรปตะวันออก อย่างโปแลนด์ ที่กำลังเติบโตก้าวกระโดด และเบลารุส แถบแอฟริกาใต้ และอเมริกาใต้ อย่างบราซิล เม็กซิโก และโคลัมเบีย ซึ่งเริ่มมีการเชื่อมต่อทางการบินที่ดีขึ้น
โดยจะเน้นทำแคมเปญในตลาดระยะไกล เป็นตลาดใหม่ที่มีความท้าทายในการเดินทาง หากลุ่มตลาดเที่ยวไทยครั้งแรกเพื่อดึงให้กลายเป็นฐานลูกค้ากลับเข้ามาเที่ยวซ้ำในอนาคต
ถกกรอ.ท่องเที่ยว 15ก.ค.นี้ ดัน ไทยเที่ยวไทย พลัส
น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า ด้านการกระตุ้นตลาดไทยเที่ยวไทย หรือการเที่ยวในประเทศ ซึ่งมีความท้าทายหลักคือ จำนวนประชากรที่ไม่ได้เพิ่มขึ้น ททท.จึงเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นการเพิ่มความถี่ในการเดินทาง จากปัจจุบันเฉลี่ย 2 จุดกว่าต่อปี ให้เป็น 3 คนครั้ง เพื่อรักษาเป้าหมายการเดินทางในประเทศที่ประมาณ 200 ล้านคนครั้ง รักษาและเพิ่มความถี่ให้มากกว่าเดิม นอกจากนี้ เตรียมเสนอโครงการโค-เปย์เมนต์ ได้แก่ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ซึ่งจะเป็นการผนึกกำลังกับภาคเอกชน เพิ่มสิทธิประโยชน์ส่วนพลัสเข้ามา
อาทิ จากเดิมใช้คูปองดิจิทัลได้ในร้านอาหาร หรือร้านของฝาก แต่อาจเพิ่มในส่วนของรถขนส่งสาธารณะและผู้ประกอบการอื่นๆ เข้ามาเพื่อกระตุ้นการเดินทางมากขึ้น โดยในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ จะมีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ด้านการท่องเที่ยว (กรอ.ท่องเที่ยว) เพื่อหารือในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับภาคการท่องเที่ยวร่วมกัน







