thansettakij
thansettakij
2 แบรนด์ชารุ่นใหม่ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน-เจี้ยนชา” เปิดเกมชิงตลาด

2 แบรนด์ชารุ่นใหม่ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน-เจี้ยนชา” เปิดเกมชิงตลาด

24 ส.ค. 69 | 05:57 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ส.ค. 69 | 06:05 น.

จับเทรนด์ร้อนตลาดชาไทยโตแรง แบรนด์รุ่นใหม่เร่งขยายเกมจากร้านสู่สินค้า พร้อมดึงพันธมิตรเสริมแกร่งหลังบ้าน “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” จับมือ TACC ถือหุ้น 30% ปั้น B2C ดันรายได้ 200 ล้าน ขณะที่ “เจี้ยนชา” ส่งมัทฉะบุก 7-Eleven

KEY

POINTS

  • แบรนด์ชาไทยรุ่นใหม่ "ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน" และ "เจี้ยนชา" กำลังแข่งขันในตลาดด้วยกลยุทธ์ที่เน้นการสร้างรายได้หลายช่องทาง ไม่จำกัดแค่หน้าร้าน
  • "ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน" ร่วมมือกับ TACC เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านซัพพลายเชนและการผลิต พร้อมพัฒนาสินค้าใหม่และแตกไลน์แบรนด์ชาเขียว
  • "เจี้ยนชา" ขยายฐานลูกค้าจากโมเดลแฟรนไชส์สู่ตลาดวงกว้าง ด้วยการนำผลิตภัณฑ์ชาพร้อมดื่มเข้าวางจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น

ตลาดชาไทยกำลังขยับเข้าสู่การแข่งขันรอบใหม่ จากเดิมที่ผู้ประกอบการเน้นการสร้างร้านและเมนูเครื่องดื่ม สู่การพัฒนาแบรนด์ให้สามารถสร้างรายได้หลายช่องทาง ทั้งหน้าร้าน ร้านสะดวกซื้อ โมเดิร์นเทรด สินค้าแพ็กเกจจิ้ง และการขยายตลาดต่างประเทศ โดยมีแรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ดื่มชาในชีวิตประจำวัน รวมถึงกระแสชาเขียวและมัทฉะที่ได้รับความนิยมต่อเนื่อง

ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ปี 2567 ตลาดค้าปลีกชาของไทยมีมูลค่า 2,262.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% จากปีก่อน โดยชาเขียวมีมูลค่า 1,040 ล้านบาท หรือ 46.3% ของตลาด ตามด้วยชาผลไม้และชาสมุนไพร 23% และชาดำ 13.5% ขณะที่ตลาดชาพร้อมดื่มมีมูลค่าสูงถึง 16,834.7 ล้านบาท เติบโต 6.8% สะท้อนโอกาสของชาในรูปแบบที่เข้าถึงผู้บริโภคได้สะดวกมากขึ้น

 

2 แบรนด์ชารุ่นใหม่ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน-เจี้ยนชา” เปิดเกมชิงตลาด

 

ขณะเดียวกัน ภาพรวมธุรกิจบริการเครื่องดื่มของไทยในปี 2568 มีมูลค่า 56,900 ล้านบาท เติบโต 5% และคาดว่าปี 2569 จะยังขยายตัวราว 2% โดยธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุด 70.32% ทำให้ตลาดชงสดยังมีพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาสร้างแบรนด์และแข่งขันกับผู้เล่นเดิม

“ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ผนึก TACC เสริมแกร่ง

 

 หนึ่งในแบรนด์ชาไทยรุ่นใหม่ที่กำลังเร่งเครื่องคือ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ภายใต้บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการมองหาเครื่องดื่มที่ผู้บริโภคยังซื้อเป็นประจำ แม้ในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน “วิว-พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ” ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งแบรนด์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นหลังธุรกิจการบินของครอบครัวได้รับผลกระทบจากการชัตดาวน์ในปี 2562 จึงหันมาเปิดคาเฟ่ ก่อนพบว่าตลาดคาเฟ่มีการแข่งขันสูง จึงมองหาเมนูที่มีโอกาสสร้างธุรกิจระยะยาว และพบว่า “ชา” เป็นเครื่องดื่มที่ลูกค้าสั่งซ้ำอย่างต่อเนื่อง

 

“วิว-พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ” ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งแบรนด์ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

 

จากพฤติกรรมดังกล่าวนำมาสู่การสร้างแบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” โดยวางคอนเซปต์ให้ชาเป็นเครื่องดื่มที่สามารถดื่มได้ทุกวัน ปัจจุบันมี 27 สาขา และมียอดขายชาเย็นมากกว่า 1 ล้านแก้วต่อปี ล่าสุด บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC เข้าลงทุน 45 ล้านบาท แลกกับหุ้น 30% ในบริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด เพื่อเสริมศักยภาพด้าน Supply Chain, R&D และการผลิต พร้อมขยายจากธุรกิจ B2B เดิมของ TACC เข้าสู่ตลาด B2C มากขึ้น

สำหรับ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ปีนี้ตั้งเป้ารายได้รวมราว 200 ล้านบาท พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งชาพร้อมดื่มบรรจุขวด เมนูนมเย็น และสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มอื่นๆ รวมถึงเดินหน้ากลยุทธ์ Collaboration เพื่อสร้างสีสันให้แบรนด์ แม้เดิมวางแผนเพิ่มสาขาเป็น 35 แห่ง แต่ภาวะเศรษฐกิจทำให้ปีนี้ปรับแผนเหลือการเพิ่มประมาณ 5 สาขา พร้อมเดินหน้าสร้าง Flagship Store และขยายช่องทาง B2C โดยมีเป้าหมายระยะ 3 ปีในการผลักดันธุรกิจเข้าสู่ตลาดทุน

 

หน้าร้านฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

 

นอกจากชาไทยแล้ว แบรนด์ยังแตกไลน์ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” เข้ามาจับตลาดมัทฉะและชาเขียว โดยเริ่มจากรูปแบบ Pop-up เพื่อทดสอบตลาดและทำเล ก่อนขยายเป็นร้านเต็มรูปแบบในอนาคต ข้อมูลล่าสุดระบุว่า “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” เปิดตัวสาขาแรกที่สยามพารากอนในเดือนก.ค. 2569 ราคาเริ่มต้น 65 บาท และตั้งเป้ารายได้ 10-20 ล้านบาทต่อสาขา พร้อมวางเป้าหมายให้แบรนด์ใหม่สร้างสัดส่วนรายได้ประมาณ 20% ของทั้งเครือ

 

“เจี้ยนชา” ขยับจากร้านสู่ 7-Eleven

 

อีกแบรนด์ที่เดินเกมขยายช่องทางอย่างชัดเจนคือ “เจี้ยนชา” (JIAN CHA) ของ “พลอย-พอลลี่ เฮสันต์” ซึ่งเริ่มจากการนำประสบการณ์และแนวคิดจากร้านชาจีนมาปรับรสชาติให้เข้ากับผู้บริโภคไทย จุดแข็งของเจี้ยนชาอยู่ที่การสร้างเมนูชาให้มีความหลากหลาย ทั้งชานม ชาผลไม้ และเมนูซิกเนเจอร์ โดยใช้โมเดลแฟรนไชส์เป็นเครื่องยนต์หลัก ปัจจุบันแบรนด์มีสาขาในไทยจำนวนมากและเริ่มขยายสู่ตลาดต่างประเทศแล้ว ขณะที่ก่อนหน้านี้บริษัทตั้งเป้าหมายระยะ 5 ปีขยายเครือข่ายให้แตะ 1,000 สาขาทั่วโลก

 

 “พลอย-พอลลี่ เฮสันต์” ผู้ก่อตั้งแบรนด์เจี้ยนชา

 

ล่าสุดเจี้ยนชาขยับเกมครั้งสำคัญด้วยการนำสินค้าเข้าขายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ผ่านผลิตภัณฑ์ “ชาเขียวมัทฉะผสมเนื้อสตรอว์เบอร์รี่” ขนาด 230 มล. ราคา 49 บาท เริ่มวางจำหน่ายในสาขากรุงเทพฯ และปริมณฑลตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค. 2569 การพัฒนาสินค้าดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือน เพราะโจทย์สำคัญคือการรักษารสชาติของเครื่องดื่มชงสดให้สามารถอยู่บนชั้นวางได้ 12-14 วัน โดยออกแบบเป็นเครื่องดื่มแบบเลเยอร์ มีมัทฉะอยู่ด้านบนและแยมสตรอว์เบอร์รี่อยู่ด้านล่าง ก่อนเขย่าให้ส่วนผสมเข้ากันก่อนดื่ม

เจี้ยนชาตั้งเป้ายอดขายสินค้าตัวแรก 2 แสนแก้วภายใน 3 เดือน โดยมองว่าการเข้า 7-Eleven ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางสร้างยอดขาย แต่เป็นเครื่องมือเพิ่ม Brand Awareness และเข้าถึงผู้บริโภคที่ยังไม่เคยเดินเข้าร้านเจี้ยนชา หากผลตอบรับเป็นไปตามเป้า บริษัทมีแผนทยอยออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งชาใสและชานม พร้อมวางแผนขยายเข้าสู่โมเดิร์นเทรด รวมถึงพัฒนาสินค้ากลุ่มเบเกอรี่ภายใต้แบรนด์และการ Collaboration กับแบรนด์อื่น

การแข่งขันของธุรกิจชายุคใหม่จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเปลี่ยนเป็นการแข่งขันด้าน ระบบหลังบ้าน สินค้า ช่องทางจำหน่าย และความสามารถในการสร้างแบรนด์ กรณีของ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” สะท้อนการใช้พันธมิตรอย่าง TACC เข้ามาเสริม Supply Chain และ R&D เพื่อเร่งการขยายธุรกิจ ขณะที่ “เจี้ยนชา” ใช้ 7-Eleven เป็นช่องทางขยายฐานผู้บริโภคจากร้านแฟรนไชส์ไปสู่ตลาดสินค้าแพ็กเกจจิ้ง

 

หน้าร้านแบรนด์เจี้ยนชา

 

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับภาพตลาดชาโลกที่กำลังให้ความสำคัญกับชาเขียว มัทฉะ ชาพร้อมดื่ม และสินค้านวัตกรรม โดย สนค. ระบุว่าตลาดค้าปลีกชาโลกปี 2567 มีมูลค่า 51,470 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 6.1% ต่อปีจนแตะ 69,220.1 ล้านดอลลาร์ในปี 2572 ขณะที่กระแสมัทฉะยังได้รับแรงหนุนจากเทรนด์สุขภาพและแนวคิด “Clean Caffeine”

ดังนั้น เกมต่อจากนี้ของผู้ประกอบการไทยจึงไม่ใช่เพียงการขาย “ชา 1 แก้ว” แต่คือการเปลี่ยนชาให้เป็นแพลตฟอร์มธุรกิจ ตั้งแต่ร้าน เครื่องดื่มพร้อมดื่ม สินค้าในโมเดิร์นเทรด Collaboration ไปจนถึงการขยายแบรนด์ออกนอกประเทศ และนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ “ชาไทย” จากเครื่องดื่มในร้าน กลายเป็นแบรนด์ที่สามารถสร้างรายได้หลายช่องทางและแข่งขันในตลาดโลกได้ในระยะยาว