
‘ชงดี’ ปักธง 100 ล้าน เดินหน้าขยาย 15 สาขา เล็งบุกตลาดต่างประเทศ
เจาะโรดแมป “ชงดี” โตในประเทศ-ปูทางต่างแดน ชิงโอกาสตลาดชาไทย วางเกมขยายสาขาในกรุงเทพฯ ครบ 15 แห่ง ควบคู่เตรียมความพร้อมซัพพลายเชนรับแผนบุกต่างประเทศ รับกระแสชาไทย Soft Power โตต่อเนื่อง
KEY
POINTS
- ตั้งเป้าหมายรายได้รวม 100 ล้านบาทภายในปี 2568
- วางแผนขยายสาขาเพิ่มเป็น 15 แห่งภายในสิ้นปีนี้ โดยเน้นพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
- เตรียมความพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ โดยอาจเริ่มจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน
กระแส “ชาไทยไม่ใส่สี” ที่กำลังได้รับความสนใจในโลกออนไลน์ ไม่เพียงสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับวัตถุดิบและความเป็นออริจินัลมากขึ้น แต่ยังกลายเป็นแรงส่งให้ผู้เล่นที่วางจุดยืนชัดเจนตั้งแต่ต้น ได้รับอานิสงส์เชิงบวกโดยไม่ต้องปรับสูตรตามเทรนด์
หนึ่งในนั้นคือ ชงดี หรือ “โรงชาชงดี” แบรนด์ชาใต้ที่เข้าสู่ปีที่ 3 ของการดำเนินธุรกิจ พร้อมแผนขยายสาขาแตะ 15 แห่งภายในสิ้นปี 2568 และตั้งเป้ารายได้รวม 100 ล้านบาท ท่ามกลางการแข่งขันตลาดชาไทยที่ยกระดับจากเครื่องดื่มริมทาง สู่ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแบรนดิ้งและประสบการณ์ผู้บริโภค
ปั้นจุดขาย “ชาใต้แท้” สร้างความต่างในตลาดเมืองหลวง
นางสาวสุรีย์พร พูนศักดิ์ไพศาล ผู้บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง ระบุว่า จุดตั้งต้นของแบรนด์ไม่ใช่การไล่ตามกระแส แต่เกิดจากช่องว่างตลาดที่ชัดเจน คือ “ชาใต้แท้” ที่ไม่ปรุงแต่งสี และมีรสชาติเข้มข้นแตกต่างจากชาไทยในกรุงเทพฯ
พื้นฐานอาชีพเดิมในสายงานเอเจนซีโฆษณากว่า 10 ปี ทำให้เธอเข้าใจทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคและกลไกการสร้างแบรนด์ ประกอบกับครอบครัวที่มีรากฐานอยู่ภาคใต้ จึงเห็นโอกาสในการนำรสชาติท้องถิ่นเข้าสู่ตลาดเมืองหลวง ภายใต้ภาพลักษณ์ร่วมสมัย
สาขาแรกเริ่มต้นในรูปแบบ Pop-up ขนาด 8 ตารางเมตร ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อทดสอบตลาดเป็นเวลา 3 เดือน ก่อนจะขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง หลังยอดขายตอบรับเกินความคาดหมายภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์แรกของการเปิดตัว
โมเดลธุรกิจขับเคลื่อนด้วยแบรนด์และประสบการณ์
ปัจจุบัน “ชงดี” มี 11 สาขา และเตรียมเพิ่มเป็น 15 สาขาภายในสิ้นปีนี้ โดยยังคงโฟกัสกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก เพื่อสร้างความแข็งแรงของฐานลูกค้าในเมืองหลวงก่อนขยายสู่ต่างจังหวัด
จุดแข็งของแบรนด์อยู่ที่การออกแบบประสบการณ์ (Experience Design) มากกว่าเพียงตัวสินค้า ทุกเมนูจะเสิร์ฟพร้อม “ปาท่องโก๋” 2 ชิ้น ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของร้าน และต่อยอดเป็นสินค้าพรีเมียม เช่น พวงกุญแจและของสะสม เพื่อสร้าง Brand Engagement
นางสาวสุรีย์พร อธิบายว่า การเพิ่มปาท่องโก๋ไม่ใช่เพียงกลยุทธ์การตลาด แต่เป็นการเพิ่ม Value per Transaction ให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่า โดยเฉพาะในบริบทที่ราคาชาไทยในศูนย์การค้าอาจถูกมองว่าสูงกว่าร้านริมทาง การออกแบบราคาจึงสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบคุณภาพ ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง
บริหารพอร์ตสินค้า-คุมคุณภาพรับการขยายตัว
เมนูของร้านปัจจุบันมีราว 15 SKU ครอบคลุมทั้งชาไทย ชาใต้สูตรเข้ม ชาเบลนด์รสละมุน รวมถึงเครื่องดื่มทางเลือก เช่น เก๊กฮวย น้ำเต้าหู้ และเครื่องดื่มมอลต์ผสมโกโก้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเมนูใดเมนูหนึ่งมากเกินไป
กลยุทธ์สำคัญในระยะถัดไป คือ การรักษามาตรฐานคุณภาพในทุกสาขา สุรีย์พรยอมรับว่า ในธุรกิจเครื่องดื่ม การขยายสาขาเร็วเกินไปโดยไม่พร้อมด้านซัพพลายเชนและทีมหลังบ้าน อาจกระทบภาพลักษณ์แบรนด์ในระยะยาว
ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าซื้อซ้ำอยู่ในระดับสูง ซึ่งถือเป็นหัวใจของโมเดลธุรกิจ มากกว่าการพึ่งพาทราฟฟิกชั่วคราวจากกระแสออนไลน์
เตรียมขยายภูมิภาค-ต่างประเทศ รับดีมานด์ชาไทย
นอกจากแผนขยายในประเทศแล้ว แบรนด์ได้รับการติดต่อจากนักลงทุนต่างชาติ ทั้งในเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง อย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของชาไทยในฐานะ Soft Power ด้านอาหารและเครื่องดื่ม
อย่างไรก็ตาม นางสาวสุรีย์พรระบุว่า การรุกต่างประเทศจะเกิดขึ้นเมื่อระบบภายในมีความพร้อมเต็มที่ โดยอาจเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคก่อน เพื่อควบคุมคุณภาพและต้นทุนได้ใกล้ชิด
ปี 2568 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมทุกสาขาแตะ 100 ล้านบาท พร้อมวางรากฐานสำหรับการเติบโตระยะกลาง ทั้งการพัฒนาเมนูใหม่ การทำ Collaboration และการออกแบบคอนเซปต์สาขาใหม่ให้มีความแตกต่าง
จากแบรนด์เฉพาะกลุ่ม สู่ผู้เล่นตลาดแมสพรีเมียม
ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดชาไทย ซึ่งมีทั้งผู้เล่นรายใหญ่และแบรนด์เกิดใหม่จำนวนมาก “ชงดี” เลือกยืนบนจุดยืนชัดเจน คือ ความเป็นชาใต้แท้ที่ดื่มได้ทุกวัน ไม่ใช่สินค้าแฟชั่นตามกระแส
โมเดลการเติบโตของแบรนด์จึงไม่เน้นการเร่งสปีดแบบก้าวกระโดด แต่ค่อย ๆ สร้างฐานลูกค้าและภาพจำในตลาดเมืองหลวง ก่อนขยายสเกลสู่ระดับภูมิภาค
ในสมรภูมิที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกจำนวนมาก ความท้าทายของแบรนด์ชาไทยยุคใหม่ไม่ใช่เพียงการขายเครื่องดื่มให้ได้มากที่สุด แต่คือการสร้าง “คุณค่า” ที่ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ และพร้อมพาแบรนด์ก้าวข้ามพรมแดนในอนาคต

