thansettakij
thansettakij
ถอดบทเรียน 3 กูรูในงาน Thaimart เปิดสูตร Data-คอนเทนต์-ระบบ ดันยอดร้อยล้าน

ถอดบทเรียน 3 กูรูในงาน Thaimart เปิดสูตร Data-คอนเทนต์-ระบบ ดันยอดร้อยล้าน

3 กูรูแนะทางรอด SME ในงานเปิดตัว Thaimart ชี้เลิกสงครามราคา หันมาใช้ Framework 6P ควบ AI วิเคราะห์ Data-ปั้น Personal Branding-ปรับระบบอุดรอยรั่วธุรกิจ

KEY

POINTS

  • สรุปประเด็นสำคัญ 4 ข้อ จากงานแถลงข่าวเปิดตัว "Thaimart" (บ้านหลังแรกของผู้ประกอบการไทย) ในงานสัมมนาหัวข้อ "ตื่นเถิดชาวไทย"
  • เน้นความสำคัญของการเป็นเจ้าของข้อมูล (Data Ownership) เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าและต่อยอดธุรกิจ โดยใช้กรอบ 6P และ AI ในการวิเคราะห์
  • ใช้คอนเทนต์และ Personal Branding สร้างความแตกต่าง แก้ปัญหาให้ลูกค้า และสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามราคาและเติบโตอย่างรวดเร็ว
  • ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนจากการทำทุกอย่างด้วยตนเอง มาเป็นการสร้างระบบบริหารจัดการ (Resources, Processes, Profit Formula) เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยมาร์ท มาร์เก็ตเพลส จำกัด พร้อมภาคีเครือข่าย แถลงข่าวเปิดตัว Thaimart ในงาน "ตื่นเถิดชาวไทย: Thaimart บ้านหลังแรกของผู้ประกอบการไทย" พร้อมเปิดเวทีเสวนารวมผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ การตลาด และ E-Commerce ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ แลกเปลี่ยนมุมมอง และแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางการแข่งขันในยุคดิจิทัล โดย ฐานเศรษฐกิจ ได้สรุปประเด็นสำคัญจากการบรรยาย ดังนี้

  • นายณัฐพล ม่วงทำ ผู้ก่อตั้ง "การตลาดวันละตอน" บรรยายในหัวข้อ "อนาคต E-commerce ไทย ในโลกที่ Data คืออำนาจ"
  • นายพีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ iHAVECPU บรรยายในหัวข้อ "ของเหมือนกัน แต่วิธีขายต่างกัน ถอดบทเรียนสู่แบรนด์ร้อยล้าน"
  • นายพงศธร ธนบดีภัทร ผู้ร่วมก่อตั้ง Eddu Group และ Refinn บรรยายในหัวข้อ "บทเรียนของนักธุรกิจที่ไม่เคยบอก พร้อม Case Study"

แถลงข่าวเปิดตัว Thaimart ในงาน "ตื่นเถิดชาวไทย: Thaimart บ้านหลังแรกของผู้ประกอบการไทย"

อนาคต E-commerce ไทย ในโลกที่ Data คืออำนาจ

นายณัฐพล ม่วงทำ ผู้ก่อตั้ง "การตลาดวันละตอน" กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการจำนวนมากขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม Marketplace จนมียอดขายเติบโต แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าได้ ส่งผลให้ไม่รู้ว่าลูกค้าเป็นใคร ซื้อสินค้าอะไร และมีพฤติกรรมอย่างไร ทำให้เสียโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและต่อยอดธุรกิจในระยะยาว

หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจยุคดิจิทัล คือการเป็น "เจ้าของข้อมูล (Data Ownership)" ผู้ประกอบการควรใช้ Marketplace เป็นเพียงช่องทางสร้างการรับรู้และดึงลูกค้า ก่อนนำลูกค้าเข้าสู่ช่องทางที่สามารถเก็บข้อมูลได้ด้วยตนเอง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาสินค้า บริการ และสร้างฐานลูกค้าประจำ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการตลาดในอนาคต

ถอดสูตรใช้ Data ผ่านกรอบคิด 6P

กรอบคิด 6P ได้แก่ Product, Price, Place, Promotion, Period และ Personal เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจาก Product วิเคราะห์ข้อมูลสินค้าเพื่อดูว่าสินค้าประเภท สี หรือวัสดุใดได้รับความนิยม นำไปบริหารสต็อกและวางแผนการขาย ขณะที่ Price ควรวิเคราะห์ตามช่วงราคา เพื่อค้นหาระดับราคาที่ลูกค้ายอมรับและเพิ่มโอกาสสร้างกำไร

นายณัฐพล ม่วงทำ ผู้ก่อตั้ง "การตลาดวันละตอน" บรรยายในหัวข้อ "อนาคต E-commerce ไทย ในโลกที่ Data คืออำนาจ"

ด้าน Placeใช้ข้อมูลพื้นที่หรือภูมิภาคเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ส่วน Promotion วิเคราะห์ว่าแคมเปญหรือโปรโมชั่นรูปแบบใดสร้างยอดขายได้จริง เพื่อใช้งบการตลาดอย่างคุ้มค่า ขณะที่ Period เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลตามช่วงเวลา เพื่อวางแผนสต็อกสินค้าและการบริหารทีมงาน

ส่วน Personal ถือเป็นข้อมูลที่สำคัญที่สุด เพราะช่วยให้ผู้ประกอบการรู้จักลูกค้า สร้างข้อเสนอเฉพาะบุคคล เพิ่มการซื้อซ้ำ และต่อยอดความสัมพันธ์ทางธุรกิจในระยะยาว

Cross Data ค้นหา Insight สร้างกำไร

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรนำข้อมูลหลายด้านมาวิเคราะห์ร่วมกัน (Cross Data) เพื่อค้นหา Insight ใหม่ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างสินค้า ราคา และพื้นที่จำหน่าย ซึ่งจะช่วยให้วางกลยุทธ์การขายได้ตรงกลุ่มเป้าหมายและสร้างผลกำไรได้มากขึ้น

AI ตัวช่วยวิเคราะห์ข้อมูลด้วย SPICE

ในด้านการใช้ AI นายณัฐพล แนะนำการเขียน Prompt ตามหลัก SPICE Framework ได้แก่ Situation, Persona, Instruction, Criteria และ Example เพื่อให้ AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างผลลัพธ์ที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ณัฐพล ย้ำว่า Data ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นทิศทางธุรกิจได้ชัดเจน การตัดสินใจจึงควรอาศัยข้อมูลควบคู่กับ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ของเหมือนกัน แต่วิธีขายต่างกัน ถอดบทเรียนสู่แบรนด์ร้อยล้าน

นายพีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ iHAVECPU เริ่มต้นว่า ธุรกิจนี้สตาร์ตจากทุนเพียง 40,000 บาท การจะไปแข่งเปิดสาขาหรือทุ่มงบการตลาดสู้กับรายใหญ่ที่มีสาขาทั่วประเทศเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งเดียวที่เป็นอาวุธคือ "ตัวเจ้าของ" ที่ต้องลงมือทำเองทุกหน้าที่เพื่อคุมต้นทุน

เมื่อแบรนด์ใหญ่ขายสินค้าด้วยขนาด I Have CPU จึงเลือกขายความต่างด้วยการแก้ Pain Point ของผู้บริโภค เนื่องจากคอมพิวเตอร์ประกอบเป็นสินค้าที่มีความซับซ้อนสูง แบรนด์จึงวางหมากเป็นผู้ช่วยย่อยข้อมูลยากๆ ให้เข้าใจง่ายที่สุด

"เราใช้กลยุทธ์ 'เคี้ยวอาหารให้ลูกค้า' จัดสเปกตามงบและความจำเป็น ไม่ยัดเยียด เพื่อให้ตัดสินใจง่ายและมั่นใจที่สุด ขณะเดียวกันยังยึดปรัชญาที่ว่า 'บริการหลังการขายที่ดีที่สุด คือการไม่มีบริการหลังการขาย' ด้วยการเข้มงวดเรื่องการ QC และประกอบเครื่องให้สมบูรณ์แบบ 100% ตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องเสียเวลาส่งเคลม"

ทรงพลังด้วย Personal Branding และวินัยเหล็กระดับ "ยึดน่านฟ้าดิจิทัล"

กลยุทธ์หลักที่ทำให้แบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดด คือการปั้น Personal Branding โดยนายพีรวิชญ์เลือกเป็นกระบอกเสียงหลักในการสื่อสารกับลูกค้าผ่านการไลฟ์สดและทำคอนเทนต์ด้วยตนเอง เพราะมองว่าไม่มีอินฟลูเอนเซอร์หรือพรีเซนเตอร์คนไหนจะเข้าใจและส่งต่อความจริงใจได้เท่ากับตัวเจ้าของกิจการ

ความสำเร็จนี้ไม่ได้พึ่งพาโชคชะตา แต่ขับเคลื่อนด้วยวินัยในการทำคอนเทนต์ที่สม่ำเสมอตลอดระยะเวลา 12 ปี ปัจจุบันแม่ทัพ I Have CPU ยังคงลงแรงเองด้วยการไลฟ์สดเฉลี่ยวันละ 7 ชั่วโมง ผลิตคลิปยาว 3 คลิปต่อวัน และคลิปสั้นไม่ต่ำกว่า 20 คลิปต่อวัน เพื่อการันตีว่าแบรนด์จะเข้าถึงผู้บริโภคในทุกแพลตฟอร์มตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

นายพีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท iHAVECPU บรรยายในหัวข้อ "ของเหมือนกัน แต่วิธีขายต่างกัน ถอดบทเรียนสู่แบรนด์ร้อยล้าน"

เตือน "สงครามราคา" คือเกมฆ่าตัวตาย ยุคนี้ต้อง "ปลาเร็ว" เท่านั้น

ในมิติการแข่งขันบนโลกอีคอมเมิร์ซ นายพีรวิชญ์ ให้มุมมองอย่างดุเดือดว่า การตัดราคาเปรียบเสมือน "เกมแข่งกันกลั้นหายใจใต้น้ำ" สุดท้ายจะบาดเจ็บและตายกันหมด ไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง SME จึงควรหันมาแข่งกันที่การสร้างมูลค่าเพิ่มและประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

"วันนี้ไม่ใช่ยุคปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่เป็นยุค 'ปลาเร็วกินปลาช้า' ใครปรับตัวไว คอนเทนต์ถึง บริการเร็ว คนนั้นรอด ยิ่งถ้าเราสามารถทำองค์กรให้เป็นปลาใหญ่ที่มีความคล่องตัวสูง (Agile Big Fish) ได้ จะยิ่งสร้างความได้เปรียบในระยะยาว"

นอกจากนี้ ยังมองว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยอย่าง Thai Mart เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเพิ่มกำไรและลดต้นทุน แต่ระบบนิเวศ (Ecosystem) จะเติบโตได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือของทั้ง 3 ฝ่าย คือ แพลตฟอร์ม, ผู้ขาย (Seller) และผู้ซื้อ (Buyer)

ฝากข้อคิดคนรุ่นใหม่ "เลิกรอเวลาให้เริ่มทำทันที"

นายพีรวิชญ์ ฝากแง่คิดทิ้งท้ายถึง SME และคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างธุรกิจว่า ไม่ควรรอให้ถึงเวลาที่พร้อมหรือรอฤกษ์ปีใหม่ แต่ควรรีบลงมือทำทันทีเมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน และสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องลงทุนกับการพัฒนาทักษะ (Skill) ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะทักษะคือสิ่งเดียวในโลกธุรกิจที่จะติดตัวเราไปตลอดชีวิตและไม่มีใครสามารถแย่งชิงไปได้

บทเรียนของนักธุรกิจที่ไม่เคยบอก พร้อม Case Study

นายพงศธร ธนบดีภัทร ผู้ร่วมก่อตั้ง Eddu Group และ Refinn กล่าวว่า ประเทศไทยจะมีผู้ประกอบการรายใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีธุรกิจที่ปิดกิจการในสัดส่วนสูงเช่นกัน สาเหตุสำคัญไม่ใช่เพราะคนไทยทำการตลาดไม่เก่ง แต่เป็นเพราะผู้ประกอบการจำนวนมากให้ความสำคัญกับการขายมากกว่าการบริหารจัดการและการเงิน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตในระยะยาว

จากประสบการณ์ส่วนตัว ช่วง 2 ปีแรกของการทำธุรกิจ แม้สร้างรายได้ราว 20 ล้านบาทต่อปี แต่ธุรกิจกลับไม่สามารถเติบโตต่อได้ เปรียบเสมือน "ธุรกิจซอมบี้" ที่ไม่ล้มแต่ก็ไม่โต ก่อนตัดสินใจไปศึกษาหลักสูตร Executive Education ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และค้นพบว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจกับการเป็นผู้บริหารมืออาชีพเป็นคนละเรื่อง

เลิกเป็นเจ้าของที่ทำทุกอย่างเอง

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังทำหน้าที่เป็น "Chief Everything Officer" หรือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่ขายสินค้า ตอบลูกค้า ดูแลพนักงาน ไปจนถึงแก้ปัญหาในองค์กร ทำให้เมื่อเจ้าของหยุดทำงาน ธุรกิจก็หยุดเติบโตไปด้วย

ธุรกิจส่วนใหญ่มักเริ่มจากการทำงานเพียงคนเดียว ก่อนขยายทีมงาน แต่เมื่อพนักงานเพิ่มขึ้น กลับพบว่าต้นทุนเติบโตเร็วกว่ารายได้ เพราะขาดระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพ จนเจ้าของต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งเรื่องคน การเงิน และการดำเนินงาน

นายพงศธร ธนบดีภัทร ผู้ร่วมก่อตั้ง Eddu Group และ Refinn บรรยายในหัวข้อ "บทเรียนของนักธุรกิจที่ไม่เคยบอก พร้อม Case Study"

ธุรกิจโต ต้องสร้างระบบให้โตตาม

ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนต้องสร้างสมดุลระหว่าง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ทรัพยากร (Resources) กระบวนการทำงาน (Processes) และโครงสร้างกำไร (Profit Formula) หากเพิ่มเฉพาะจำนวนพนักงานโดยไม่ปรับปรุงระบบการทำงานและรูปแบบการสร้างกำไร ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลกำไรกลับลดลง

แนวทางที่เหมาะสมคือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยการลดคอขวดขององค์กร ปรับปรุงกระบวนการทำงาน และนำระบบอัตโนมัติหรือเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แทนการเพิ่มกำลังคนเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรมองธุรกิจเป็น "ผืนป่า" ที่ประกอบด้วยธุรกิจใหม่ ธุรกิจที่กำลังเติบโต และธุรกิจที่อยู่ในช่วงอิ่มตัว โดยธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างมั่นคงควรทำหน้าที่สร้างกำไร เพื่อนำเงินไปลงทุนต่อยอดธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต

นายพงศธร ยกตัวอย่างแบรนด์ "ยืดเปล่า" ที่เลือกเปลี่ยนธุรกิจเสื้อยืดให้เป็นธุรกิจสร้างกำไรอย่างต่อเนื่อง ก่อนต่อยอดความเชื่อมั่นของลูกค้าไปสู่สินค้าใหม่ เช่น กางเกงทำงาน จนสามารถสร้างการเติบโตของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

สร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

หัวใจของแบรนด์ไม่ใช่โลโก้หรือการโฆษณา แต่คือ "ความเชื่อมั่น" ที่ลูกค้ามีต่อสินค้าและบริการ เพราะเมื่อผู้บริโภคไว้วางใจ ก็พร้อมกลับมาซื้อซ้ำและยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน การบริหารบุคลากรต้องเลือกคนให้เหมาะกับลักษณะงาน ไม่ควรนำคนที่ถนัดงานประจำไปทำโครงการใหม่ หรือให้คนที่ชอบความท้าทายทำงานรูทีน เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพลดลงและเกิดภาวะหมดไฟ

นายพงศธร กล่าวทิ้งท้ายว่า บทบาทของผู้บริหารควรพัฒนาจากการเป็นผู้ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไปสู่การวางระบบองค์กร และท้ายที่สุดคือการกำหนดวิสัยทัศน์ พร้อมเปิดโอกาสให้ทีมงานมืออาชีพเป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อสร้างแบรนด์ไทยที่แข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว