
ทายาทรุ่น 2 ‘สหแสงชัย‘ เดิมพันครั้งใหญ่ เปลี่ยนธุรกิจครอบครัว จากโชห่วยสู่ค้าปลีกสมัยใหม่
“ถ้าไม่เปลี่ยน เราก็ตาย” 3 บทเรียนธุรกิจ “สหแสงชัย ซุปเปอร์สโตร์” จ.พิจิตร ทายาทรุ่นสอง เปิดบทเรียนการปรับตัวธุรกิจครอบครัว จากร้านค้าส่งดั้งเดิมสู่ค้าปลีกยุคใหม่
KEY
POINTS
- ทายาทรุ่นที่ 2 ของ "สหแสงชัย" พลิกโฉมธุรกิจครอบครัวจากร้านโชห่วยในจังหวัดพิจิตร สู่ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Local Modern Trade) เพื่อรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
- การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากการนำเทคโนโลยีอย่างระบบคอมพิวเตอร์และบาร์โค้ดมาใช้ โดยต้องใช้เวลาสร้างความเข้าใจกับคนในครอบครัวเพื่อปรับตัวก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน
- แม้จะปรับธุรกิจให้ทันสมัย แต่ยังคงหัวใจของความเป็นธุรกิจท้องถิ่นที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชน ทั้งการสร้างงานและสนับสนุนร้านค้ารายย่อยในพื้นที่
ท่ามกลางการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก สินค้าหลากหลาย และประสบการณ์การซื้อสินค้าใกล้เคียงกับ Modern Trade ทำให้ร้านค้าท้องถิ่นจำนวนมากต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด หนึ่งในตัวอย่างของธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นที่ผ่านการเปลี่ยนผ่าน คือ สหแสงชัย ซุปเปอร์สโตร์ ธุรกิจค้าปลีกจากจังหวัดพิจิตร ที่เริ่มต้นจากร้านโชห่วยในปี 2524 ก่อนพัฒนาสู่ธุรกิจ Local Modern Trade มีสินค้ากว่า 20,000 รายการ ขยายสาขาครอบคลุมพื้นที่พิจิตร พิษณุโลก และจังหวัดใกล้เคียง
เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงคือ นายจาตุรนต์ เหลืองสว่าง หรือ “คุณอู๋” ทายาทรุ่นที่สองที่ตัดสินใจกลับมารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว หลังคุณพ่อเสียชีวิต จากเดิมที่เคยทำงานในกรุงเทพฯ ก่อนเข้ามาปรับระบบและวางแนวทางใหม่ให้ธุรกิจสามารถแข่งขันในยุคค้าปลีกที่เปลี่ยนไป
เปลี่ยนก่อนถูกเปลี่ยน เมื่อค้าปลีกแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป
นายจาตุรนต์ มองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจเกิดจากการเห็นความเปลี่ยนแปลงของตลาด หากยังดำเนินธุรกิจรูปแบบเดิม อาจไม่สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
“ตอนนั้นเรารู้สึกว่า ถ้าเรายังขายส่งแบบเดิม วันหนึ่งมันจะหายไปแน่ ๆ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปหมด คนอยากเดินร้านห้องแอร์ อยากมีของให้เลือกเยอะ อยากได้โปรโมชั่น ถ้าเราไม่ปรับตัว เราก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”
การเปลี่ยนผ่านไม่ได้เกิดขึ้นทันที เพราะต้องสร้างความเข้าใจกับคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้ก่อตั้งธุรกิจที่ต้องพิจารณาความเสี่ยงด้านเงินลงทุนและการแข่งขัน คุณอู๋ใช้เวลาหลายปีในการนำเสนอข้อมูล ทดลองนำระบบใหม่เข้ามาใช้ และพาครอบครัวเรียนรู้รูปแบบค้าปลีกที่เปลี่ยนแปลงไป
ทั้งการนำระบบคอมพิวเตอร์ บาร์โค้ด รวมถึงการศึกษารูปแบบร้านค้าสมัยใหม่ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนจากร้านค้าส่งแบบเดิมไปสู่ธุรกิจค้าปลีกที่มีระบบมากขึ้น สำหรับ SME บทเรียนสำคัญคือ การปรับตัวไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนครั้งใหญ่เสมอไป แต่ต้องเริ่มจากการมองเห็นการเปลี่ยนแปลง ทดลอง และสร้างความเข้าใจร่วมกันภายในองค์กร
โตแบบ Local Modern Trade แต่ยังรักษาความเป็นธุรกิจท้องถิ่น
แม้สหแสงชัยจะปรับรูปแบบธุรกิจให้ทันสมัยขึ้น แต่หัวใจสำคัญยังคงอยู่ที่ความเข้าใจพื้นที่และความสัมพันธ์กับชุมชน จากร้านค้าขนาดเล็ก วันนี้ธุรกิจไม่ได้เป็นเพียงจุดจำหน่ายสินค้าให้ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั้งการสร้างงานให้พนักงาน สนับสนุนร้านค้ารายย่อย และเชื่อมโยงกับคู่ค้าในพื้นที่
“สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดไม่ใช่แค่ร้านโต แต่มันคือการที่พนักงานมีงานทำ ร้านค้าย่อยมีของไปขายต่อ ชาวบ้านได้ซื้อของราคาดี แล้วทุกคนในระบบนิเวศรอบ ๆ เราเติบโตไปด้วยกัน” แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า การเติบโตของธุรกิจท้องถิ่นไม่ได้วัดเพียงขนาดขององค์กร แต่รวมถึงบทบาทที่ธุรกิจมีต่อชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรอบด้าน
ทายาทธุรกิจยุคใหม่ ต้องมีทั้งความรู้และเครือข่าย
อีกหนึ่งความท้าทายของธุรกิจครอบครัว คือการส่งต่อกิจการระหว่างรุ่น เมื่อโลกธุรกิจเปลี่ยนเร็วขึ้น ทายาทรุ่นใหม่ต้องมีทั้งความเข้าใจรากฐานเดิมและความสามารถในการนำธุรกิจไปสู่อนาคต นายจาตุรนต์ ระบุว่า การเข้าร่วม Durbell Successor Program ซึ่งจัดโดย บริษัท เดอเบล จำกัด ไม่ได้ช่วยเพียงเพิ่มความรู้ด้านการบริหาร การตลาด และดิจิทัล แต่ยังทำให้เกิดเครือข่ายของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่เผชิญความท้าทายคล้ายกัน
“สมัยก่อนเราคิดว่าเราสู้อยู่คนเดียว คิดเอง ทำเอง เหนื่อยเอง แต่พอมาเข้าโครงการ เราได้เจอเพื่อนร่วมทางที่มีปัญหาเหมือนกัน ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้เดินอยู่คนเดียว”
ปัจจุบันโครงการดังกล่าวสนับสนุนผู้ประกอบการแล้ว 70 รายทั่วประเทศ โดยมุ่งสร้างพื้นที่ให้ทายาทธุรกิจได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และต่อยอดธุรกิจให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง
บทเรียนธุรกิจครอบครัว: อย่ารอให้พร้อม 100% จนไม่ได้เริ่ม
นายจาตุรนต์ มองว่า ความท้าทายของผู้ประกอบการในยุคปัจจุบัน คือการต้องตัดสินใจและลงมือทำท่ามกลางความไม่แน่นอน เพราะไม่มีช่วงเวลาใดที่ทุกอย่างจะพร้อมสมบูรณ์แบบ “ในทุกวิกฤตมีโอกาสอยู่เสมอ ขอแค่อย่าหยุด อย่าถอย ถ้าเรายังอยู่ในสนาม ยังลงมือทำ เรามีโอกาสไปต่อได้เสมอ”
กรณีของสหแสงชัยสะท้อนว่า การอยู่รอดของธุรกิจครอบครัวไม่ได้เกิดจากการรักษาสิ่งเดิมไว้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างสมดุลระหว่างรากฐานเดิมกับแนวทางใหม่ เพราะในวันที่โลกธุรกิจเปลี่ยนเร็ว ธุรกิจที่สามารถไปต่อได้ อาจไม่ใช่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด แต่คือธุรกิจที่พร้อมเปลี่ยนแปลงก่อนวันที่ถูกบังคับให้เปลี่ยน







