
สมรภูมิไก่ทอดเดือด 'The Pizza Company' ปัดฝุ่นสูตรเด็ด คัมแบ็คชิงเค้ก 2.76 หมื่นล้าน
The Pizza Company ปัดฝุ่น รีเทิร์นตลาดไก่ทอด หลังเคยส่ง Chick-A-Boom ทำตลาด เปิดเกมปั้น “Chicken Tendies” ปักหมุด โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สุวรรณภูมิ เจาะ Solo Dining ขยายฐาน Gen Z และคนทำงาน
KEY
POINTS
- เดอะ พิซซ่า คอมปะนี บุกตลาดไก่ทอดมูลค่ากว่า 2.76 หมื่นล้านบาทอย่างเต็มตัว เพื่อสร้างการเติบโตใหม่นอกเหนือจากธุรกิจพิซซ่า
- เปิดตัวเมนูไก่ทอดเรือธง "LONGZILLA" ซึ่งเป็นไก่ทอดไร้กระดูกชิ้นยาว เพื่อสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
- มุ่งขยายฐานลูกค้าใหม่ไปยังกลุ่ม Gen Z, พนักงานออฟฟิศ และกลุ่มที่รับประทานอาหารคนเดียว (Solo Dining)
- ยกระดับธุรกิจสู่โมเดลร้านอาหารบริการด่วน (QSR) พร้อมเปิดตัว "Digital Store" ที่ใช้ตู้ Kiosk สั่งอาหารเพื่อเพิ่มความรวดเร็ว
เดอะ พิซซ่า คอมปะนี กลับมารุกตลาดไก่ทอดอีกครั้ง หลังเคยทดลองทำตลาดผ่านแบรนด์ Chick-A-Boom ในอดีต แต่ครั้งนี้เลือกเปลี่ยนเกมใหม่ทั้งหมด จากการเพิ่มเมนูไก่ทอดในร้านพิซซ่า สู่การยกระดับโมเดลธุรกิจในรูปแบบ Quick Service Restaurant (QSR) ปั้นโมเดล “Chicken Tendies” รุกตลาดไก่ทอดเต็มตัว ที่เน้นความรวดเร็ว ความสะดวก และการตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
พร้อมเปิดตัว “LONGZILLA” ไก่ทอดชิ้นยาวเป็นหัวหอกบุกตลาด ควบคู่การเปิดร้านต้นแบบ Digital Store สาขาแรก หวังชิงโอกาสในตลาดไก่ทอดที่มีมูลค่ากว่า 27,600 ล้านบาท และขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z พนักงานออฟฟิศ และผู้บริโภคที่นิยมรับประทานอาหารคนเดียว (Solo Dining)
เดินเกมใหม่ หลังพิซซ่าโตทรงตัว แต่เห็นโอกาสตลาดไก่ทอด
นายปัทม์ พงษ์วิทยาพิพัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ภายใต้ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้ในปี 2568 เดอะ พิซซ่า คอมปะนี จะยังรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดพิซซ่าอันดับ 1 ของประเทศ พร้อมผลักดันยอดขายเติบโต 50% จากการขยายสาขา การพัฒนา Flagship Store และการออกเมนูใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ปี 2569 บริษัทต้องการสร้างโอกาสการเติบโตครั้งใหม่ จึงหันมาให้ความสำคัญกับตลาด QSR มากขึ้น
บริษัทประเมินว่า ตลาด QSR ไทยมีมูลค่ารวมกว่า 45,000 ล้านบาท โดยเซกเมนต์ไก่ทอดเป็นตลาดใหญ่ที่สุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 27,600 ล้านบาท และยังเติบโตเฉลี่ย 8-10% ต่อปี ขณะที่ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา กระแสไก่ทอดคลุกซอสและเมนูจิ้มซอสได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าผู้บริโภคต้องการรสชาติและประสบการณ์ใหม่ในการรับประทานอาหาร
การกลับเข้าสู่ตลาดไก่ทอดครั้งนี้จึงแตกต่างจากในอดีตที่เคยทำแบรนด์ Chick-A-Boom เพราะไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มไลน์สินค้า แต่เป็นการปรับโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการอาหารรวดเร็ว เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ทุกมื้ออาหาร
รุกตลาดไก่ทอด 2.7 หมื่นล้าน เต็มตัว ปั้น “Chicken Tendies”
กลยุทธ์สำคัญของการรุกตลาดครั้งนี้ คือการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Chicken Tendies หรือ เท็นดี้ ไก่เต็มสิบ” โดยมี LONGZILLA เป็นเมนูหลัก LONGZILLA เป็นไก่ทอดไร้กระดูกชิ้นยาว เน้นรับประทานง่าย จับถนัดมือ แตกต่างจากไก่ทอดทั่วไป พร้อมซอสเคลือบ 4 รสชาติ ได้แก่ สูตรคลาสสิก ฮ็อตฮันนี่ บูลดัก และสวีทแอนด์ซาวร์ รวมถึงบาร์บีคิว พร้อมดิปปิ้งซอสอีก 5 รสชาติ ให้ผู้บริโภคเลือกจับคู่ได้ตามความชอบ
โดยระบุว่า การออกแบบเมนูให้มีรูปทรงยาว ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างความแตกต่าง แต่ต้องการให้หยิบรับประทานสะดวก เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมือง ลดข้อจำกัดของการรับประทานพิซซ่าหรือไก่ทอดแบบเดิม และสร้างภาพจำใหม่ของแบรนด์ พร้อมกันนี้ยังต่อยอดแนวคิด “ความยาว” ไปยังอีก 2 เมนู ได้แก่ พิซซ่ายาว ความยาว 30 เซนติเมตร บนแป้งทาร์ตบางกรอบ เลือกได้ 10 หน้ายอดนิยม และ ทาร์ตไข่ยาว เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่และเพิ่มความหลากหลายของสินค้า
เปลี่ยนภาพจำพิซซ่า เจาะตลาดมื้อเดี่ยว
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการเปิดตัว LONGZILLA คือการขยายฐานลูกค้านอกเหนือจากกลุ่มครอบครัว ซึ่งเป็นฐานหลักของตลาดพิซซ่ามาอย่างยาวนาน นายปัทม์มองว่า เทรนด์ Solo Dining เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และคนทำงานที่ต้องการอาหารรับประทานคนเดียวได้ง่าย รวดเร็ว และคุ้มค่า
เมนูใหม่จึงถูกออกแบบให้สามารถเป็นมื้อหลักสำหรับคนเดียว ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มโอกาสการขายผ่านกลยุทธ์ Cross-Selling ด้วยการจัดชุดคอมโบจับคู่ไก่ทอดกับพิซซ่า พาสต้า ข้าว เมนูทานเล่น และของหวาน เพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายของลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้าใหม่ที่ชื่นชอบเมนูไก่ทอด หลังจากเปิดโมเดลใหม่สาขาแรกได้เพียง 15 วัน ดันยอดขายของสาขาโตกว่า 50% เมื่อเทียบจากปีก่อน โดยยอดใช้จ่ายต่อบิลอยู่ที่ 300 บาท
เปิด Digital Store ต้นแบบ รับยุคบริการดิจิทัล
นอกจากการเปิดตัวสินค้าใหม่แล้ว เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ยังเปิด Digital Store แห่งแรกของประเทศไทย ที่สาขาโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สุวรรณภูมิ โมเดลร้านใหม่นำระบบ Self-Ordering Kiosk มาใช้เต็มรูปแบบ ให้ลูกค้าเลือกเมนู ชำระเงิน และรับอาหารด้วยตนเอง เพื่อลดระยะเวลาการสั่งซื้อ เพิ่มความแม่นยำในการรับออเดอร์ และรองรับลูกค้าทั้ง Dine-in, Takeaway และ Delivery ได้พร้อมกัน
ขณะเดียวกันยังปรับระบบหลังบ้านใหม่ เชื่อมต่อคำสั่งซื้อกับครัวโดยตรง เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการผลิตอาหาร รองรับปริมาณคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ พร้อมระบุว่า การพัฒนา Digital Store ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนพนักงาน แต่เป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการร้านและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า
เดินหน้าปรับสาขาตามศักยภาพแต่ละทำเล
สำหรับแผนการขยาย Digital Store ในอนาคต บริษัทระบุว่าจะพิจารณาเป็นรายสาขา เนื่องจากแต่ละทำเลมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และพฤติกรรมผู้บริโภคแตกต่างกัน โดยตั้งเป้า 10 สาขาภายในปีนี้ และพร้อมเปิด 100 สาขาภายใน 3 ปี ปัจจุบัน เดอะ พิซซ่า คอมปะนี มีสาขารวม 428 แห่ง
มีรูปแบบร้านหลัก 4 โมเดล ได้แก่ สาขาในศูนย์การค้า สาขานอกศูนย์การค้าแบบมีที่นั่ง สาขาที่เน้นเดลิเวอรี และ Flagship Store ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นขณะที่สัดส่วนยอดขายปัจจุบันมาจาก Delivery 40%, Dine-in 30% และ Takeaway 30% ซึ่งบริษัทมองว่าความเร็วในการให้บริการและนวัตกรรมจะเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันของธุรกิจร้านอาหารในระยะต่อไป
ครึ่งปีหลังจับตากำลังซื้อ เน้นสินค้า “คุ้มค่า”
นายปัทม์กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ต้นทุนบางด้านเริ่มมีทิศทางดีขึ้นตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน แต่ผู้บริโภคยังใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า รวมถึงสินค้าที่มีขนาดเหมาะสม เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์การใช้ชีวิต
ดังนั้น กลยุทธ์ของบริษัทจึงยังมุ่งพัฒนานวัตกรรมสินค้า ควบคู่กับการยกระดับความรวดเร็วในการให้บริการ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยคาดหวังว่า LONGZILLA และโมเดล Digital Store จะช่วยผลักดันการเติบโตของยอดขาย พร้อมขยายฐานลูกค้าใหม่ให้กับแบรนด์ในระยะยาว







