thansettakij
thansettakij
อ่านเกม 3 แบรนด์สุกี้ต่ำกว่า 300 บาท จากตลาดที่เคยมีแชมป์สู่สงคราม 3 ก๊ก

อ่านเกม 3 แบรนด์สุกี้ต่ำกว่า 300 บาท จากตลาดที่เคยมีแชมป์สู่สงคราม 3 ก๊ก

ตลาดสุกี้บุฟเฟต์ต่ำกว่า 300 บาทกำลังเปลี่ยนจากสนามของเจ้าตลาดรายเดียว สู่การแข่งขันระหว่าง 3 แบรนด์ใหญ่ “สุกี้ตี๋น้อย-ลัคกี้ สุกี้-โบนัส สุกี้” ที่ต่างเร่งขยายสาขา ชิงกำลังซื้อและฐานลูกค้าในยุคเศรษฐกิจเปราะบาง

KEY

POINTS

  • ตลาดสุกี้บุฟเฟต์ราคาต่ำกว่า 300 บาท เปลี่ยนจากการมี "สุกี้ตี๋น้อย" เป็นเจ้าตลาดรายเดียว สู่การแข่งขันของ 3 แบรนด์หลัก คือ สุกี้ตี๋น้อย, ลัคกี้ สุกี้ (ในเครือเซ็นทรัล) และ โบนัส สุกี้ (ในเครือเอ็มเค)
  • สุกี้ตี๋น้อย แม้ยังเป็นผู้นำด้านรายได้และจำนวนสาขา แต่กำลังเผชิญความท้าทายจากภาวะกำไรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสวนทางกับยอดขายที่เติบโต
  • ผู้ท้าชิงรายใหม่อย่าง ลัคกี้ สุกี้ และ โบนัส สุกี้ กำลังเร่งขยายสาขาอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยความแข็งแกร่งของกลุ่มทุนใหญ่อย่างเซ็นทรัลและเอ็มเค เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด

ในวันที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ร้านอาหารที่ตอบโจทย์เรื่อง “ความคุ้มค่า” กลายเป็นผู้เล่นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด หนึ่งในนั้นคือธุรกิจ "สุกี้บุฟเฟต์ราคาไม่เกิน 300 บาท" หรือ Budget Buffet ซึ่งเติบโตสวนทางกับกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

จากเดิมที่ตลาดนี้มีชื่อของ “สุกี้ตี๋น้อย” เป็นเจ้าตลาดแบบแทบไร้คู่แข่ง วันนี้ภาพการแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาเปิดเกมรุกทั้งจากฝั่งเซ็นทรัลและเอ็มเค ทำให้สมรภูมิหม้อไฟปี 2569 กลายเป็นการแข่งขันของ 3 แบรนด์ใหญ่ ได้แก่ สุกี้ตี๋น้อย, ลัคกี้ สุกี้ (Lucky Suki) และ โบนัส สุกี้ (Bonus Suki)

 

สุกี้ตี๋น้อย เจ้าตลาดที่ยังใหญ่สุด แต่เริ่มเจอโจทย์ใหม่

หากวัดกันด้วยจำนวนสาขาและรายได้ สุกี้ตี๋น้อยภายใต้การนำทัพของ “เฟิร์น - นัทธมน พิศาลกิจวนิช” ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสุกี้ตี๋น้อย ยังคงเป็นผู้นำตลาดอย่างชัดเจน ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีสาขารวม 117 สาขา ประกอบด้วย Suki Teenoi 105 สาขา, Teenoi BBQ 10 สาขา และ Teenoi Gold 2 สาขา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จุดแข็งสำคัญของตี๋น้อยคือการวางตำแหน่งเป็นบุฟเฟต์ราคาจับต้องได้ เปิดบริการถึงตี 5 และขยายสาขาอย่างรวดเร็วไปทั่วประเทศ ผลลัพธ์คือรายได้เติบโตต่อเนื่องจาก 5,262 ล้านบาทในปี 2566 เพิ่มเป็น 7,028 ล้านบาทในปี 2567 และพุ่งแตะ 9,147 ล้านบาทในปี 2568

 

เฟิร์น - นัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสุกี้ตี๋น้อย

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การเติบโตดังกล่าว ตัวเลขกำไรเริ่มส่งสัญญาณที่น่ากังวล ปี 2568 ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นถึง 57% จาก 3,313 ล้านบาท เป็น 5,207 ล้านบาท สูงกว่าการเติบโตของรายได้ที่เพิ่มขึ้น 31% ขณะที่กำไรสุทธิลดลงต่อเนื่องทุกไตรมาส โดยไตรมาส 4 ปี 2568 ถือเป็นจุดต่ำสุด เมื่อกำไรลดลงจาก 279 ล้านบาท เหลือเพียง 57 ล้านบาท หดตัวถึง 79%

สถานการณ์ดังกล่าวยังต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งรายได้เพิ่มขึ้น 32% แตะ 2,588 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิลดลง 37%ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าตี๋น้อยกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน การทำโปรโมชั่น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาด

 

ลัคกี้ สุกี้ จากธุรกิจครอบครัวสู่แบรนด์ที่เซ็นทรัลเลือกลงทุน

อีกหนึ่งผู้เล่นที่ถูกจับตามองมากที่สุดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คือ ลัคกี้ สุกี้ แบรนด์ที่เริ่มต้นจากร้านสุกี้บุฟเฟต์ขนาดกลาง ก่อนขยายตัวอย่างรวดเร็วจนสามารถสร้างรายได้ระดับพันล้านบาท จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Central Restaurants Group (CRG) ในเครือเซ็นทรัล ตัดสินใจเข้าถือหุ้น 40% ในบริษัทแม่ของ ลัคกี้ สุกี้ และ ลัคกี้ บาร์บีคิ ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 940 ล้านบาท ดีลดังกล่าวสะท้อนว่ากลุ่มเซ็นทรัลมองเห็นศักยภาพของตลาดบุฟเฟต์ระดับแมส ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก

 

 

ลัคกี้สุกี้ จากธุรกิจครอบครัวสู่แบรนด์ที่เซ็นทรัลเลือกลงทุน

ปัจจุบัน ลัคกี้ สุกี้ และ ลัคกี้ บาร์บีคิว มีสาขารวมเกือบ 40 แห่งทั่วประเทศ แต่เป้าหมายในระยะยาวใหญ่กว่านั้นมาก บริษัทวางแผนขยายสาขาสู่ระดับ 100-120 สาขาภายใน 3 ปี พร้อมผลักดันรายได้แตะ 5,000 ล้านบาท สิ่งที่ ลัคกี้สุกี้ ได้จากการมี CRG เป็นพันธมิตร ไม่ใช่เพียงเงินลงทุน แต่รวมถึงองค์ความรู้ด้านการบริหารร้านอาหาร ระบบจัดซื้อ ซัพพลายเชน และโอกาสเข้าถึงทำเลในศูนย์การค้าทั่วประเทศ นั่นทำให้ ลัคกี้สุกี้ กลายเป็นผู้เล่นที่หลายฝ่ายมองว่าอาจเป็นคู่แข่งโดยตรงของตี๋น้อยในระยะยาว

โบนัสสุกี้ ไพ่ใบสำคัญของ MK Group

หาก ลัคกี้สุกี้ คือผู้ท้าชิงจากฝั่งเซ็นทรัล โบนัส สุกี้ คือคำตอบของ MK Group ต่อการเติบโตของตลาดบุฟเฟต์ หลังจากตลาดสุกี้ระดับแมสขยายตัวต่อเนื่อง เอ็มเคเลือกสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาแข่งขันในเซกเมนต์ราคาต่ำกว่า 300 บาทโดยเฉพาะ โบนัสสุกี้ถูกวางตำแหน่งให้แตกต่างจาก MK Restaurants ที่อยู่ในตลาดระดับกลางถึงบน โดยเน้นราคาจับต้องง่ายและเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหญ่

 

โบนัสสุกี้ ไพ่ใบสำคัญของ MK Group

 

แม้จำนวนสาขาจะยังน้อยกว่าคู่แข่ง แต่การเติบโตของแบรนด์ถือว่าน่าจับตา ในไตรมาส 1 ปี 2569 โบนัส สุกี้ สร้างรายได้ประมาณ 445 ล้านบาท หรือคิดเป็นราว 11% ของรายได้รวมทั้งกลุ่มเอ็มเค จนหลายฝ่ายมองว่าโบนัสสุกี้กลายเป็นหนึ่งในไพ่ใบสำคัญที่ช่วยหนุนผลประกอบการของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา ที่สำคัญ MK ยังเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างจริงจัง โดยมีแผนเปิดเพิ่มอีก 50 สาขาในปี 2569 และตั้งเป้าดันจำนวนสาขาสู่ระดับ 100 แห่งภายในปี 2570 พร้อมตั้งเป้ารายได้แตะระดับ 3,600 ล้านบาทในอนาคต

ความน่าสนใจของตลาดสุกี้ชาบูต่ำกว่า 300 บาท หรือ Budget Buffet นั้นไม่ได้มีแต่เชนใหญ่ในตลาดแดงเดือดนี้ยังมี SME รายเล็ก ๆ ต่อสู้ในตลาดนี้ และโจทย์สำคัญในระยะต่อไปอาจไม่ใช่ใครขายบุฟเฟต์ได้ถูกกว่า แต่คือใครจะสามารถบริหารต้นทุนได้ดีกว่า ขยายสาขาได้เร็วกว่า และดึงให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำได้บ่อยที่สุด เพราะในวันที่ราคาไม่ใช่ความแตกต่างเพียงอย่างเดียว ความแข็งแกร่งของแบรนด์และประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ จะเป็นตัวตัดสินผู้ชนะในศึกสุกี้ต่ำกว่า 300 บาทรอบนี้อย่างแท้จริง