thansettakij
thansettakij
ถอดสูตรยูนิลีเวอร์ ดัน AI-นวัตกรรม ขับเคลื่อน FMCG รับเทรนด์ผู้บริโภค

ถอดสูตรยูนิลีเวอร์ ดัน AI-นวัตกรรม ขับเคลื่อน FMCG รับเทรนด์ผู้บริโภค

26 พ.ค. 69 | 08:55 น.
อัปเดตล่าสุด :26 พ.ค. 69 | 09:31 น.

ยูนิลีเวอร์ปรับเกม FMCG รับกำลังซื้อผู้บริโภคไทยที่ยังเปราะบาง ดัน AI -นวัตกรรม พัฒนาสินค้าราคาจับต้องได้ เร่งขยายออนไลน์ ชูไทยเป็นตลาดสำคัญในอาเซียน ต่อยอดเทรนด์สุขภาพ ความงาม สังคมสูงวัย

KEY

POINTS

  • ยูนิลีเวอร์นำเทคโนโลยี AI และ Data มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ เพื่อเร่งการพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น
  • วางตำแหน่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้า FMCG เพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก โดยมีผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นในไทย เช่น วาสลีน กลูต้า-ไฮยา และคนอร์ผงมะนาว
  • ปรับกลยุทธ์รับมือกำลังซื้อที่เปราะบาง โดยเน้นผลิตสินค้านวัตกรรมคุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ และทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อรักษาระดับราคาสินค้า

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG)  ผ่านการผสาน AI วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง และสอดรับกับเทรนด์สุขภาพ ความงาม และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

นายอาซีม ปุริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า กลยุทธ์หลักของบริษัทในปี 2569 คือการสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมี 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การทำให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม การพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพจากนวัตกรรมในราคาที่เข้าถึงได้ และการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญของตลาดอาเซียน

ทั้งนี้ บริษัทได้เข้าร่วมโครงการภาครัฐ เช่น “ไทยช่วยไทยพลัส” และทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาระดับราคาสินค้าให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย ขณะเดียวกันยังมองว่าตลาดไทยยังมีศักยภาพ และผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า

ดึง AI วิเคราะห์ผู้บริโภคแบบเรียลไทม์

ยูนิลีเวอร์ระบุว่า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการนำ AI ขั้นสูงและการวิเคราะห์ข้อมูล มาใช้ทำความเข้าใจความต้องการ พฤติกรรม และเทรนด์ทางวัฒนธรรมของผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ ผ่านการผสานข้อมูลธุรกิจ ข้อมูลการค้นหา พฤติกรรมบนโซเชียลมีเดีย และเทรนด์ไลฟ์สไตล์ เพื่อค้นหา Insight ที่สามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

ระบบดังกล่าวช่วยให้บริษัทมองเห็นความต้องการของผู้บริโภคที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง คาดการณ์ความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลง และออกแบบนวัตกรรมให้สอดรับกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคได้ตรงจุด โดยปัจจุบันเครื่องมือ AI สามารถดึงข้อมูลเชิงลึกได้ภายในเวลาไม่กี่นาที จากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายวัน ช่วยให้การตัดสินใจทำได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

หนึ่งในตัวอย่างที่บริษัทหยิบยกคือ “บรีส ซักด่วน” (Breeze Quick Wash) ซึ่งพัฒนาขึ้นภายในเวลา 15 เดือน ผ่านการใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ขั้นสูง การจำลองแบบด้วย AI และระบบหุ่นยนต์ โดยออกแบบเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความรวดเร็ว ใช้ส่วนผสมที่ออกฤทธิ์เร็วและเทคโนโลยี Pro-S เพื่อช่วยขจัดกลิ่นอับและคราบสกปรกที่ไม่หนักมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ แตกต่างจากผงซักฟอกที่ต้องใช้รอบการซักนานกว่า

ชูไทยฐานพัฒนานวัตกรรม FMCG ส่งออกตลาดโลก

ยูนิลีเวอร์ระบุว่า วิทยาศาสตร์ยังเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตระยะยาว โดยบริษัทมีเครือข่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ระดับโลก ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์กว่า 4,500 คน ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกกว่า 500 คน และสิทธิบัตรมากกว่า 16,500 ฉบับทั่วโลก ขณะที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาของยูนิลีเวอร์ในประเทศไทยมีนักวิทยาศาสตร์ 98 คน ทำหน้าที่คิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองเทรนด์และความต้องการของผู้บริโภคไทย พร้อมส่งออกไปยังตลาดโลก

ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย ได้แก่ “วาสลีน กลูต้า-ไฮยา” (Vaseline Gluta-Hya) ทุกสูตร ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายเนื้อเซรั่มบางเบาที่แตกตัวเป็นสัมผัสคล้ายหยดน้ำ ให้ความชุ่มชื้นและความกระจ่างใส เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้น

อีกผลิตภัณฑ์คือ “คนอร์ ผงมะนาว” (Knorr Lime Powder) ที่ใช้เทคโนโลยี Encapsulation หรือการห่อหุ้มโมเลกุล เพื่อกักเก็บรสชาติของมะนาวแท้ไว้ภายในอนุภาคปกป้อง ช่วยคงรสชาติและกลิ่นหอมเมื่อนำมาผสมกับน้ำหรือใช้ปรุงอาหาร ทำให้ได้รสชาติเปรี้ยวของมะนาวที่คงที่ในทุกครั้งที่ใช้งาน

บริษัทระบุว่า การผสานความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ระดับโลกเข้ากับความเข้าใจผู้บริโภคในท้องถิ่น ช่วยให้สามารถพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะกับสภาพแวดล้อม ไลฟ์สไตล์ และความต้องการที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกัน ระบบวิจัยและพัฒนาที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก รวมถึงขีดความสามารถด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ยังช่วยให้นวัตกรรมออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ซีอีโอใหม่เดินสาย 36 จังหวัด รับฟังลูกค้า-คู่ค้า

นายอาซีมกล่าวว่า ในฐานะซีอีโอคนใหม่ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือทีมงาน โดยต้องการให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน และพร้อมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับลูกค้า โดยที่ผ่านมาได้เดินทางลงพื้นที่แล้ว 36 จังหวัด เพื่อพูดคุยกับคู่ค้าและผู้บริโภค รวมถึงสอบถามถึงความต้องการด้านนวัตกรรมสินค้า

นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาครัฐในการสร้างงาน การส่งออก และการขับเคลื่อนธุรกิจอีคอมเมิร์ซและออนไลน์ ซึ่งมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดในอนาคต

นายอาซีม ยังกล่าวว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันต้องการนวัตกรรมที่มีคุณภาพ แต่ยังต้องอยู่ในราคาที่เข้าถึงได้ ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์เซรั่มปลูกผมของซันซิล ซึ่งมีราคาหลักร้อยบาท และมีราคาต่ำกว่าการเข้าคลินิก บริษัทจึงยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ในลักษณะดังกล่าวต่อไป โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในระดับสเกล การรักษาระดับราคาให้เข้าถึงได้ รวมถึงการทำโปรโมชั่นร่วมกับแบรนด์ชั้นนำอย่างต่อเนื่อง

รับมือเศรษฐกิจผันผวน-ต้นทุนโลกพุ่ง

สำหรับสถานการณ์ต้นทุนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งปัจจัยด้านตะวันออกกลาง การขนส่ง วัตถุดิบ และการผลิต บริษัทมียุทธศาสตร์บริหารจัดการ 3 ขั้นตอน โดยให้ความสำคัญกับการติดตามซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา บริษัทไม่มีปัญหาการขาดช่วงของซัพพลายเชน และยังสามารถรักษาระดับราคาไว้ได้ตลอดห่วงโซ่

นายอาซีมกล่าวว่า แม้ในอนาคตจะมีความไม่แน่นอนด้านต้นทุน หากต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น บริษัทก็จะพยายามรักษาระดับราคาสินค้าให้ดีที่สุด โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือน พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อให้ผู้บริโภคยังสามารถเข้าถึงสินค้าได้

รุกออนไลน์ รับเทรนด์สังคมสูงวัย-คนอยู่คนเดียวเพิ่ม

สำหรับเทรนด์นวัตกรรมที่กำลังเติบโต นายอาซีมมองว่าออนไลน์ช้อปปิ้งยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยปัจจุบันยูนิลีเวอร์มีการทำตลาดในทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ และเตรียมเปิดช่องทางออนไลน์เพิ่มเติม รวมถึงทำแคมเปญด้านการขายออนไลน์มากขึ้นในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน นายอาซีมยังมองเห็นโอกาสจากโครงสร้างประชากรไทย ทั้งกลุ่มผู้สูงอายุ นักท่องเที่ยว และผู้บริโภคที่อาศัยอยู่คนเดียวมากขึ้น โดยมองว่าไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ ความงาม และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนเยาว์ ยังมีโอกาสเติบโต ทั้งครีมบำรุงผิว ผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศีรษะ รวมถึงสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความต้องการของผู้บริโภคแต่ละช่วงวัยเพิ่มเติม

นายอาซีมอีกกล่าวว่า ปัจจุบันการพัฒนาสินค้าต้องทำได้รวดเร็วขึ้น เนื่องจากเทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว โดยมองว่าในทุก 3-4 เดือน บริษัทจำเป็นต้องมีนวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาด เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่

นวัตกรรมเร็วขึ้น เเต่เทรนด์ก็เปลี่ยนเร็ว เราต้องพยายามตามให้ทัน 3-4 เดือนต้องมีนวัตกรรมเเล้ว ผู้ผลิตรายใหญ่เเบบเราต้องทำ

คนไทยยังซื้อของดี แต่เน้นคุ้มค่า-รอโปรโมชัน

ส่วนกำลังซื้อของผู้บริโภคไทยในปัจจุบันยังอยู่ในภาวะเปราะบาง แต่บริษัทพบว่าผู้บริโภคยังไม่ต้องการลดคุณภาพของสินค้าที่เลือกซื้อ และยังต้องการสินค้าที่มีความคุ้มค่า ส่งผลให้สินค้าขนาดใหญ่หรือเมกะวาลู รวมถึงสินค้าแบบถุงเติมขนาด 2-3 ลิตร ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

ผู้บริโภคไทยฉลาดเลือกซื้อมากขึ้น มีการรอโปรโมชั่น และพิจารณาความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจซื้อ ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีช่องทางจำหน่ายที่เข้าถึงง่าย ทั้งร้านสะดวกซื้อ อีคอมเมิร์ซ และช่องทางค้าปลีกที่หลากหลาย

สำหรับแผนการลงทุนในปีนี้ บริษัทมีแผนเพิ่มการลงทุน ทั้งการขยายโรงงานผลิต การลงทุนด้านบุคลากร การพัฒนานวัตกรรม AI และการลงทุนด้านการตลาดเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยูนิลีเวอร์ยังมีการพัฒนาแบรนด์ใน"กลุ่มเวลบีอิ้ง" (Well-being)  แม้ปัจจุบันยังไม่มีการเปิดตัวในประเทศไทย แต่บริษัทระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างพัฒนานวัตกรรมใหม่ และเตรียมเปิดตัวใหม่ในอนาคต

ส่วนสินค้าที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย นายอาซีมกล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะระบุเพียงแบรนด์เดียว เนื่องจากบริษัทมีสินค้าหลายกลุ่ม แต่พบว่าผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมมักได้รับการตอบรับที่ดี เช่น กลุ่มเซรั่มบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ทำให้บริษัทต้องเพิ่มการสต็อกสินค้าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคมองว่าเป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีที่ดีและมีราคาที่เข้าถึงได้