
เนสท์เล่ งัดคำตัดสินศาลสูงสิงคโปร์ ชี้ “มหากิจศิริ” ไม่มีสิทธิผลิตเนสกาแฟ ตั้งแต่ปี 67
เนสท์เล่ย้ำสิทธิ “เนสกาแฟ” หลังชนะอนุญาโตฯ-ศาลสิงคโปร์ เดินหน้าธุรกิจไทยต่อ ชี้ QCP หมดสิทธิผลิตเนสกาแฟตั้งแต่สิ้นปี 67 พร้อมตอกย้ำธรรมาภิบาล-หนุนเกษตรกรไทย
KEY
POINTS
- เนสท์เล่ชนะคดีที่สิงคโปร์ โดยศาลสูงและคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศยืนยันว่าการยุติสัญญาร่วมทุนกับบริษัทของตระกูลมหากิจศิริชอบด้วยกฎหมาย
- ส่งผลให้บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส (QCP) ของตระกูลมหากิจศิริ ไม่มีสิทธิในการผลิตเนสกาแฟอีกต่อไปนับตั้งแต่สิ้นสุดสัญญาเมื่อ 31 ธันวาคม 2567
- คดีแพ่งในประเทศไทยที่ตระกูลมหากิจศิริยื่นฟ้องเนสท์เล่ ได้ถูกโอนไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 “เนสท์เล่” ออกแถลงการณ์ย้ำความชอบธรรมในการยุติสัญญาร่วมทุนกับบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) หลังคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศและศาลสูงสิงคโปร์มีคำตัดสินยืนว่าการยุติสัญญาเป็นไปตามกฎหมาย ส่งผลให้ QCP ไม่มีสิทธิผลิต “เนสกาแฟ” อีกต่อไป ขณะที่คดีในไทยถูกโอนไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ สะท้อนข้อพิพาทธุรกิจกาแฟรายใหญ่ที่ยังต้องติดตามใกล้ชิด
ปมสิทธิผลิต “เนสกาแฟ” หลังสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน
Nestlé ระบุว่า ในอดีตผลิตภัณฑ์ Nescafé ในประเทศไทย ผลิตผ่านบริษัท QCP ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างเนสท์เล่และตระกูลมหากิจศิริ ในสัดส่วน 50:50 โดยเนสท์เล่เป็นผู้บริหารด้านการผลิต การตลาด และการจัดจำหน่ายทั้งหมด รวมถึงเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้ในการผลิตเนสกาแฟ
อย่างไรก็ตาม หลังสัญญาร่วมทุนสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทระบุว่า QCP ไม่มีสิทธิในการผลิตเนสกาแฟอีกต่อไป เนื่องจากสิทธิทั้งหมดเป็นของเนสท์เล่
อนุญาโตฯ-ศาลสิงคโปร์ ยืนคำตัดสินให้เนสท์เล่
บริษัทเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมีคำชี้ขาดว่าการยุติสัญญาทั้งหมดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ก่อนที่ศาลสูงสิงคโปร์จะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ยืนตามคำชี้ขาดดังกล่าว พร้อมยกคำร้องของผู้ถือหุ้นอีกฝ่ายทั้งหมด เนสท์เล่ระบุว่า คำพิพากษาดังกล่าวถือเป็นการยืนยันสิทธิทางกฎหมายอย่างสิ้นสุด และฝ่ายผู้ถือหุ้น QCP ได้ชำระค่าใช้จ่ายตามคำสั่งศาลเรียบร้อยแล้ว
คดีในไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
สำหรับคดีแพ่งในประเทศไทย ซึ่งนายประยุทธ มหากิจศิริและครอบครัวยื่นฟ้องเนสท์เล่และบริษัทในเครือ ล่าสุด ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจโดยตรง โดยปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกจับตาอย่างมากในภาคธุรกิจกาแฟ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับแบรนด์กาแฟสำเร็จรูปอันดับต้นของประเทศ รวมถึงห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่โรงงานผลิตไปจนถึงเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในไทย
ย้ำธรรมาภิบาล-เดินหน้าลงทุนในไทยต่อ
เนสท์เล่ยืนยันว่า บริษัทจะยังคงดำเนินธุรกิจในประเทศไทยต่อไป โดยยึดหลักธรรมาภิบาลและการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่
บริษัทระบุว่า ไทยยังเป็นตลาดสำคัญของเนสท์เล่ ซึ่งดำเนินธุรกิจในประเทศมายาวนานกว่า 130 ปี และจะเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง ทั้งในด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ การสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟไทย และการรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภค คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ






