thansettakij
thansettakij
ไตรมาส 2 อ่วม วัตถุดิบพาเหรดขึ้นยกแผง  บิ๊กธุรกิจ-รายย่อยปรับแผนรับมือ

ไตรมาส 2 อ่วม วัตถุดิบพาเหรดขึ้นยกแผง บิ๊กธุรกิจ-รายย่อยปรับแผนรับมือ

16 พ.ค. 69 | 01:40 น.
อัปเดตล่าสุด :16 พ.ค. 69 | 01:42 น.

จับตาไตรมาส 2 วิกฤต “บิ๊กธุรกิจ-SME” ชี้เม.ย.-พ.ค. เดือนปราบเซียน หลังต้นทุนวัตถุดิบพลังงานพุ่งสวนทางกำลังซื้อที่เปราะบาง จับตากลยุทธ์ยักษ์ใหญ่ “ฟาร์มเฮ้าส์-CPRAM-CRG” เร่งปรับตัว ด้าน SME วอนลดภาษีน้ำมัน-หั่นค่าไฟ

KEY

POINTS

  • ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารเผชิญต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้นในไตรมาส 2 สวนทางกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว
  • ธุรกิจขนาดใหญ่ปรับตัวรับมือแตกต่างกัน บางรายเตรียมขึ้นราคาสินค้า ขณะที่บางรายเลือกตรึงราคาและเน้นบริหารจัดการต้นทุนภายในระยะยาว
  • ผู้ประกอบการบางส่วนปรับกลยุทธ์หันมาเจาะตลาดมวลชนและสตรีทฟู้ดมากขึ้น เพื่อสร้างกระแสเงินสดและเข้าถึงลูกค้าในภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง
  • ธุรกิจร้านอาหารขนาดเล็ก (SME) ได้รับผลกระทบหนักจนต้องใช้มาตรการลดต้นทุนที่เข้มข้น เช่น ลดปริมาณอาหาร ปรับขึ้นราคาบางเมนู และลดการจ้างงาน 

สถานการณ์ผู้ผลิตและธุรกิจร้านอาหารในไตรมาส 2 กำลังเข้าสู่บททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อผู้ประกอบการต้องเผชิญกับแรงบีบสองด้านทั้งต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นในทุกมิติ จนผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยต่างประเมินตรงกันว่าช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมจะเป็น “เดือนปราบเซียน”

ซีพีแรม  ชี้อาหารจ่อขึ้นราคา

นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ประเมินว่าในช่วงไตรมาส 2 นี้ โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคม ผู้บริโภคจะต้องเตรียมรับมือกับราคาสินค้าอาหารที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในทุกหมวดหมู่ โดยมีสาเหตุหลักมาจาก 1.ค่าขนส่งพุ่ง ราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนโลจิสติกส์ทันที 2.วัตถุดิบแพงขึ้นทั้งข้าวสาร เนื้อสัตว์ อาหารทะเล และพืชผลทางการเกษตร ทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิต

นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด

โดยธุรกิจอาหารกำลังเผชิญแรงกดดันหนักตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งแม้มาตรการภาครัฐจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนได้บ้าง แต่ไม่สามารถลดแรงกดดันในภาคการผลิตที่ยังต้องเดินเครื่องและจัดการระบบโลจิสติกส์ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการขาดแคลน

“สภาวะดังกล่าวทำให้ธุรกิจอาหารต้องเผชิญแรงบีบสองด้าน คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาขายได้เต็มที่เพราะต้องรักษาฐานลูกค้าที่ยังเปราะบาง ส่งผลให้กำไรลดลงและเริ่มเกิดปัญหาสภาพคล่องโดยเฉพาะในกลุ่มรายย่อย ทั้งนี้แม้ทางซีพีแรมจะยืนยันยังไม่เร่งขึ้นราคาโดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภายในแทน แต่หากต้นทุนปรับขึ้นในระดับสูงต่อเนื่อง การปรับราคาสินค้าและเมนูอาหารย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

ฟาร์มเฮ้าส์ ตรึงราคาสินค้า แม้ต้นทุนเพิ่ม

เช่นเดียวกับ นายอภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมปัง “ฟาร์มเฮ้าส์” กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ยังอยู่ในภาวะเปราะบางจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ แม้บริษัทจะเผชิญต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่เพิ่ม 3-5% จากราคาพลังงานและบรรจุภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น

นายอภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน)

แต่บริษัทยังคงยืนยันนโยบาย “ไม่ขึ้นราคาสินค้า” เพื่อประคองตลาดและลดภาระผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการต้นทุนและปรับเส้นทางขนส่งเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

ในด้านกลยุทธ์ฟาร์มเฮ้าส์ทุ่มงบลงทุนรวม 4,000 ล้านบาท (ปี 2568-2570) เพื่อสร้างโรงงานผลิตแป้งสาลีเองที่บางปะกง มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท หวังควบคุมคุณภาพและลดความเสี่ยงจากการนำเข้าวัตถุดิบ พร้อมลงทุนสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่ที่ลาดกระบังอีก 2,000 ล้านบาทเพื่อขยายกำลังการผลิต ควบคู่ไปกับการเร่งปรับตัวสู่พลังงานสะอาดด้วยการเพิ่มจำนวนรถขนส่งไฟฟ้า (EV) ให้ครบ 100 คันภายในปีนี้ และติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่โรงงานบางชันเพื่อลดภาระต้นทุนพลังงานในระยะยาวอย่างยั่งยืน

ไตรมาส 2 อ่วม วัตถุดิบพาเหรดขึ้นยกแผง  บิ๊กธุรกิจ-รายย่อยปรับแผนรับมือ

ซีอาร์จี  รับต้นทุนโลจิสติกส์พุ่ง

ขณะที่ นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือซีอาร์จี กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า ยอมรับว่าต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง แม้ในส่วนของวัตถุดิบจะยังพอรับมือได้จากการทำสัญญาจัดซื้อล่วงหน้า แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 2-3 เดือนที่ตั้งเป้าตรึงราคาไว้ ก็อาจจำเป็นต้องทบทวนแผนต้นทุนใหม่อีกครั้ง

 ขณะเดียวกันประเมินว่ากำลังซื้อในไตรมาส 2 และ 3 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคมที่เป็นช่วงเปิดภาคเรียน ซึ่งผู้บริโภคมีภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจนอาจต้องปรับพฤติกรรมไปเลือกบริโภคสินค้าราคาประหยัดแทน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายภาครัฐเรื่องการปรับเวลาเปิด-ปิดห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะกระทบต่อรายได้โดยตรงจากชั่วโมงการขายที่ลดลง

 นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือซีอาร์จี

ท่ามกลางความท้าทายนี้ CRG ยังคงเดินหน้าแผนลงทุนปี 2569 ด้วยงบ 1,400 ล้านบาท เพื่อขยายและรีโนเวตสาขา รวมถึงอัปเกรดระบบหลังบ้าน โดยตั้งเป้ารายได้เติบโต 14% อย่างไรก็ตาม นายณัฐ ย้ำชัดว่าแผนการลงทุนทั้งหมดอาจมีการปรับลดหรือชะลอออกไปเพื่อรักษาสภาพคล่อง หากสถานการณ์ความตึงเครียดระดับโลกยังคงยืดเยื้อ ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญว่าผู้ประกอบการจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนและยืนระยะอยู่รอดได้ในภาวะที่ท้าทายนี้

“รวยไม่หยุด” ปรับเกมรุกตลาดแมส

นางสาวชุติมา เปรื่องเมธางกูร ประธานบริหาร บริษัท รวยไม่หยุด จำกัด กล่าวว่า ในไตรมาส 2 กำลังซื้อผู้บริโภคลดลงราว 20% ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับกลยุทธ์ จากเดิมที่เน้นตลาดระดับบน หันลงมาเจาะตลาดทั่วไปมากขึ้น โดยยึดแนวคิด “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” เพื่อแก้ Pain Point และตอบโจทย์ความคุ้มค่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงนี้

ปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตโฟลิโอรวม 16 แบรนด์ ภายใต้เครือ “รวยไม่หยุด” ครอบคลุมหลายเซกเมนต์ ทั้งอาหารเกาหลี อาหารญี่ปุ่น คาเฟ่ ของหวาน และอาหารไทย โดยที่ผ่านมาแบรนด์ส่วนใหญ่มีภาพลักษณ์พรีเมียม โดยเฉพาะกลุ่มอาหารเกาหลี แต่ในปีนี้บริษัทได้ปรับทิศทางครั้งสำคัญ หันมารุกตลาดอาหารไทยและสตรีทฟู้ดอย่างจริงจัง เพื่อสร้างกระแสเงินสดและกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ

นางสาวชุติมา เปรื่องเมธางกูร ประธานบริหาร บริษัท รวยไม่หยุด จำกัด

ในปี 2569 บริษัทเตรียมผลักดันแบรนด์ “เกศเตี๋ยว” (ก๋วยเตี๋ยวเรือ) ให้เป็นหัวหอกในการขยายตลาด โดยวางตำแหน่งให้เข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่ราคาหลักสิบบาทไปจนถึงเมนูพรีเมียมอย่างเนื้อวากิว ปัจจุบันมี 4 สาขา และมีแผนขยายเพิ่มอีก 5 สาขาในช่วงไตรมาส 3 ในทำเลศักยภาพ เช่น One Bangkok, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล บางนา, The Forestias และเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า

นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับโมเดลธุรกิจให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งการเปิด Cloud Kitchen เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน และการพัฒนาร้านในทำเลที่มีค่าเช่าสูงให้ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า สะท้อนให้เห็นว่าสตรีทฟู้ดกลายเป็นกลยุทธ์หลักในการขยายฐานลูกค้า โดยต้องบริหารสมดุลระหว่าง “คุณภาพ ราคา และการเข้าถึง” ควบคู่กับการปรับตัวทั้งช่องทางหน้าร้านและดีลิเวอรี เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรง และรักษาการเติบโตท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพที่ยังคงกดดันกำลังซื้อผู้บริโภคในปัจจุบัน

SME ร้านอาหารเริ่มลดต้นทุนหนัก

ด้าน นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตีฟ กรุ๊ป (ไทยแลนด์) กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารในไตรมาส 2 คาดว่าสถานการณ์จะตึงตัวมากขึ้นจากค่าครองชีพที่ยังสูง ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และราคาสินค้า โดยมองว่าหากมาตรการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ออกมาได้เร็วจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มลูกค้าได้ในระยะสั้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะฟื้นเศรษฐกิจอย่างชัดเจน อีกทั้งกังวลว่า SME ในระบบภาษีอาจไม่ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง

ไตรมาส 2 อ่วม วัตถุดิบพาเหรดขึ้นยกแผง  บิ๊กธุรกิจ-รายย่อยปรับแผนรับมือ

ปัจจุบันนี้จำนวนลูกค้าลดลงและพฤติกรรมการใช้จ่ายมีความไม่แน่นอน ทำให้คาดการณ์ดีมานด์ได้ยาก ทางร้านจึงเริ่มปรับตัวตั้งแต่ปลายไตรมาส 1 ทั้งการลดปริมาณอาหาร ทยอยขึ้นราคาในบางเมนู เน้นทำโปรโมชั่นสินค้ามาร์จิ้นสูง และปรับใช้วัตถุดิบทดแทนเพื่อลดต้นทุน รวมถึงเริ่มลดการจ้างงานชั่วคราวและโอที