
ไตรมาส 2 อ่วม วัตถุดิบพาเหรดขึ้นยกแผง บิ๊กธุรกิจ-รายย่อยปรับแผนรับมือ
จับตาไตรมาส 2 วิกฤต “บิ๊กธุรกิจ-SME” ชี้เม.ย.-พ.ค. เดือนปราบเซียน หลังต้นทุนวัตถุดิบพลังงานพุ่งสวนทางกำลังซื้อที่เปราะบาง จับตากลยุทธ์ยักษ์ใหญ่ “ฟาร์มเฮ้าส์-CPRAM-CRG” เร่งปรับตัว ด้าน SME วอนลดภาษีน้ำมัน-หั่นค่าไฟ
KEY
POINTS
- ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารเผชิญต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้นในไตรมาส 2 สวนทางกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว
- ธุรกิจขนาดใหญ่ปรับตัวรับมือแตกต่างกัน บางรายเตรียมขึ้นราคาสินค้า ขณะที่บางรายเลือกตรึงราคาและเน้นบริหารจัดการต้นทุนภายในระยะยาว
- ผู้ประกอบการบางส่วนปรับกลยุทธ์หันมาเจาะตลาดมวลชนและสตรีทฟู้ดมากขึ้น เพื่อสร้างกระแสเงินสดและเข้าถึงลูกค้าในภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง
- ธุรกิจร้านอาหารขนาดเล็ก (SME) ได้รับผลกระทบหนักจนต้องใช้มาตรการลดต้นทุนที่เข้มข้น เช่น ลดปริมาณอาหาร ปรับขึ้นราคาบางเมนู และลดการจ้างงาน
สถานการณ์ผู้ผลิตและธุรกิจร้านอาหารในไตรมาส 2 กำลังเข้าสู่บททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อผู้ประกอบการต้องเผชิญกับแรงบีบสองด้านทั้งต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นในทุกมิติ จนผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยต่างประเมินตรงกันว่าช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมจะเป็น “เดือนปราบเซียน”
ซีพีแรม ชี้อาหารจ่อขึ้นราคา
นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ประเมินว่าในช่วงไตรมาส 2 นี้ โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคม ผู้บริโภคจะต้องเตรียมรับมือกับราคาสินค้าอาหารที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในทุกหมวดหมู่ โดยมีสาเหตุหลักมาจาก 1.ค่าขนส่งพุ่ง ราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนโลจิสติกส์ทันที 2.วัตถุดิบแพงขึ้นทั้งข้าวสาร เนื้อสัตว์ อาหารทะเล และพืชผลทางการเกษตร ทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิต
โดยธุรกิจอาหารกำลังเผชิญแรงกดดันหนักตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งแม้มาตรการภาครัฐจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนได้บ้าง แต่ไม่สามารถลดแรงกดดันในภาคการผลิตที่ยังต้องเดินเครื่องและจัดการระบบโลจิสติกส์ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการขาดแคลน
“สภาวะดังกล่าวทำให้ธุรกิจอาหารต้องเผชิญแรงบีบสองด้าน คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาขายได้เต็มที่เพราะต้องรักษาฐานลูกค้าที่ยังเปราะบาง ส่งผลให้กำไรลดลงและเริ่มเกิดปัญหาสภาพคล่องโดยเฉพาะในกลุ่มรายย่อย ทั้งนี้แม้ทางซีพีแรมจะยืนยันยังไม่เร่งขึ้นราคาโดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภายในแทน แต่หากต้นทุนปรับขึ้นในระดับสูงต่อเนื่อง การปรับราคาสินค้าและเมนูอาหารย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
ฟาร์มเฮ้าส์ ตรึงราคาสินค้า แม้ต้นทุนเพิ่ม
เช่นเดียวกับ นายอภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมปัง “ฟาร์มเฮ้าส์” กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ยังอยู่ในภาวะเปราะบางจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ แม้บริษัทจะเผชิญต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่เพิ่ม 3-5% จากราคาพลังงานและบรรจุภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น
แต่บริษัทยังคงยืนยันนโยบาย “ไม่ขึ้นราคาสินค้า” เพื่อประคองตลาดและลดภาระผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการต้นทุนและปรับเส้นทางขนส่งเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ในด้านกลยุทธ์ฟาร์มเฮ้าส์ทุ่มงบลงทุนรวม 4,000 ล้านบาท (ปี 2568-2570) เพื่อสร้างโรงงานผลิตแป้งสาลีเองที่บางปะกง มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท หวังควบคุมคุณภาพและลดความเสี่ยงจากการนำเข้าวัตถุดิบ พร้อมลงทุนสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่ที่ลาดกระบังอีก 2,000 ล้านบาทเพื่อขยายกำลังการผลิต ควบคู่ไปกับการเร่งปรับตัวสู่พลังงานสะอาดด้วยการเพิ่มจำนวนรถขนส่งไฟฟ้า (EV) ให้ครบ 100 คันภายในปีนี้ และติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่โรงงานบางชันเพื่อลดภาระต้นทุนพลังงานในระยะยาวอย่างยั่งยืน
ซีอาร์จี รับต้นทุนโลจิสติกส์พุ่ง
ขณะที่ นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือซีอาร์จี กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า ยอมรับว่าต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง แม้ในส่วนของวัตถุดิบจะยังพอรับมือได้จากการทำสัญญาจัดซื้อล่วงหน้า แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 2-3 เดือนที่ตั้งเป้าตรึงราคาไว้ ก็อาจจำเป็นต้องทบทวนแผนต้นทุนใหม่อีกครั้ง
ขณะเดียวกันประเมินว่ากำลังซื้อในไตรมาส 2 และ 3 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคมที่เป็นช่วงเปิดภาคเรียน ซึ่งผู้บริโภคมีภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจนอาจต้องปรับพฤติกรรมไปเลือกบริโภคสินค้าราคาประหยัดแทน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายภาครัฐเรื่องการปรับเวลาเปิด-ปิดห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะกระทบต่อรายได้โดยตรงจากชั่วโมงการขายที่ลดลง
ท่ามกลางความท้าทายนี้ CRG ยังคงเดินหน้าแผนลงทุนปี 2569 ด้วยงบ 1,400 ล้านบาท เพื่อขยายและรีโนเวตสาขา รวมถึงอัปเกรดระบบหลังบ้าน โดยตั้งเป้ารายได้เติบโต 14% อย่างไรก็ตาม นายณัฐ ย้ำชัดว่าแผนการลงทุนทั้งหมดอาจมีการปรับลดหรือชะลอออกไปเพื่อรักษาสภาพคล่อง หากสถานการณ์ความตึงเครียดระดับโลกยังคงยืดเยื้อ ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญว่าผู้ประกอบการจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนและยืนระยะอยู่รอดได้ในภาวะที่ท้าทายนี้
“รวยไม่หยุด” ปรับเกมรุกตลาดแมส
นางสาวชุติมา เปรื่องเมธางกูร ประธานบริหาร บริษัท รวยไม่หยุด จำกัด กล่าวว่า ในไตรมาส 2 กำลังซื้อผู้บริโภคลดลงราว 20% ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับกลยุทธ์ จากเดิมที่เน้นตลาดระดับบน หันลงมาเจาะตลาดทั่วไปมากขึ้น โดยยึดแนวคิด “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” เพื่อแก้ Pain Point และตอบโจทย์ความคุ้มค่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงนี้
ปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตโฟลิโอรวม 16 แบรนด์ ภายใต้เครือ “รวยไม่หยุด” ครอบคลุมหลายเซกเมนต์ ทั้งอาหารเกาหลี อาหารญี่ปุ่น คาเฟ่ ของหวาน และอาหารไทย โดยที่ผ่านมาแบรนด์ส่วนใหญ่มีภาพลักษณ์พรีเมียม โดยเฉพาะกลุ่มอาหารเกาหลี แต่ในปีนี้บริษัทได้ปรับทิศทางครั้งสำคัญ หันมารุกตลาดอาหารไทยและสตรีทฟู้ดอย่างจริงจัง เพื่อสร้างกระแสเงินสดและกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ
ในปี 2569 บริษัทเตรียมผลักดันแบรนด์ “เกศเตี๋ยว” (ก๋วยเตี๋ยวเรือ) ให้เป็นหัวหอกในการขยายตลาด โดยวางตำแหน่งให้เข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่ราคาหลักสิบบาทไปจนถึงเมนูพรีเมียมอย่างเนื้อวากิว ปัจจุบันมี 4 สาขา และมีแผนขยายเพิ่มอีก 5 สาขาในช่วงไตรมาส 3 ในทำเลศักยภาพ เช่น One Bangkok, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล บางนา, The Forestias และเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า
นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับโมเดลธุรกิจให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งการเปิด Cloud Kitchen เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน และการพัฒนาร้านในทำเลที่มีค่าเช่าสูงให้ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า สะท้อนให้เห็นว่าสตรีทฟู้ดกลายเป็นกลยุทธ์หลักในการขยายฐานลูกค้า โดยต้องบริหารสมดุลระหว่าง “คุณภาพ ราคา และการเข้าถึง” ควบคู่กับการปรับตัวทั้งช่องทางหน้าร้านและดีลิเวอรี เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรง และรักษาการเติบโตท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพที่ยังคงกดดันกำลังซื้อผู้บริโภคในปัจจุบัน
SME ร้านอาหารเริ่มลดต้นทุนหนัก
ด้าน นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตีฟ กรุ๊ป (ไทยแลนด์) กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารในไตรมาส 2 คาดว่าสถานการณ์จะตึงตัวมากขึ้นจากค่าครองชีพที่ยังสูง ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และราคาสินค้า โดยมองว่าหากมาตรการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ออกมาได้เร็วจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มลูกค้าได้ในระยะสั้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะฟื้นเศรษฐกิจอย่างชัดเจน อีกทั้งกังวลว่า SME ในระบบภาษีอาจไม่ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง
ปัจจุบันนี้จำนวนลูกค้าลดลงและพฤติกรรมการใช้จ่ายมีความไม่แน่นอน ทำให้คาดการณ์ดีมานด์ได้ยาก ทางร้านจึงเริ่มปรับตัวตั้งแต่ปลายไตรมาส 1 ทั้งการลดปริมาณอาหาร ทยอยขึ้นราคาในบางเมนู เน้นทำโปรโมชั่นสินค้ามาร์จิ้นสูง และปรับใช้วัตถุดิบทดแทนเพื่อลดต้นทุน รวมถึงเริ่มลดการจ้างงานชั่วคราวและโอที







