
TFPA ชี้เอกชนอ่วม-วิกฤตโลกดันต้นทุนพุ่ง จี้รัฐหนุน 3 ข้อเสนอก่อนพังทั้งระบบ
สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปชี้จุดวิกฤต หากสงครามตะวันออกกลางยังยืดเยื้อเกิน 6 เดือน จะส่งผลเสียรุนแรงต่อระบบซัพพลายเชนและผู้บริโภค จี้รัฐเร่งอุดหนุนต้นทุนและดูแลดอกเบี้ยช่วย SMEs ด่วน
KEY
POINTS
- สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (TFPA) ชี้ว่าผู้ประกอบการกำลังเผชิญวิกฤตจากสถานการณ์โลกที่ทำให้ต้นทุนการผลิต ทั้งด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
- ผู้ประกอบการพยายามตรึงราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งระบบซัพพลายเชน
- สมาคมฯ ยื่นข้อเสนอเร่งด่วน 3 ข้อถึงรัฐบาล ได้แก่ 1. ลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ 2. เร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และหาตลาดใหม่ 3. สนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร (Future Food)
ดร.องอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (Thai Food Processors' Association - TFPA) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในช่วงไตรมาสที่ 2/2569 ผู้ประกอบการธุรกิจจะยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก โดยเฉพาะสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนในหลายด้านอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และการขนส่ง รวมทั้งด้านปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย และบรรจุภัณฑ์ (Packaging) หรือภาชนะบรรจุต่าง ๆ
ระดับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนพุ่งขึ้นตั้งแต่ 10-50% ไปจนถึง 200-300% ในบางรายการ ซึ่งทางสมาคมฯและผู้ประกอบการยังคงพยายามตรึงราคาสินค้าไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าได้ในราคาเท่าเดิม
โดยเฉพาะการบริโภคภายในประเทศที่ต้องรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่วนตลาดในต่างประเทศ จะพยายามรักษาและปฏิบัติตาม สัญญาทางการค้าที่ทำไว้เช่นเดิม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความสมดุลระหว่างภาคธุรกิจและสังคมเอาไว้
"เรายังต้องเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จนกว่าสงครามหรือสภาพแวดล้อมต่าง ๆ จะเริ่มคลี่คลาย หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไปอีก 3-6 เดือน จะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญมาก ๆ ส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อทั้งผู้ประกอบการ ประชาชน และผู้บริโภคในวงกว้าง กระทบต่อ ระบบโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างแน่นอน"
นอกจากนี้ ดร.องอาจ ได้กล่าวในที่ประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมฯ ร่วมกับตัวแทนจากสมาชิกทั้ง 5 กลุ่ม ว่า ปัจจุบันสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป รวมมีประมาณ 250 บริษัท ประกอบด้วยสมาชิกแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มทูน่าและซีฟู้ด 2. กลุ่มสับปะรด 3. กลุ่มเครื่องปรุงรสและอาหารพร้อมทาน 4. กลุ่มผักและผลไม้ และ 5. กลุ่มข้าวโพดหวาน
ในปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมกัน 221,189 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณการส่งออกอยู่ที่ 2.91 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14.5% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารทั้งหมดของประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่ารวม 1,520,542 ล้านบาท สะท้อนความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหารไทย แม้อยู่ภายใต้แรงกดดันรอบด้าน แต่มีบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนรายได้เข้าสู่ประเทศ
“ตอนนี้อยากให้ภาครัฐช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการเข้ามาดูแลและควบคุมต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ เพื่อช่วยผ่อนคลายภาระให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
เพราะสถานการณ์โลกและสงคราม ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิตอย่างรุนแรง ต้นทุนโดยรวมสูงขึ้นจนกำไรลดลง แต่ผู้ประกอบการยังคงต้องปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้ล่วงหน้าราว 3-6 เดือน”
โดยผู้ประกอบการต้องพยายามประคองราคาเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคให้นานที่สุด ขณะที่การขนส่งสินค้าไปตะวันออกกลาง (กลุ่ม GCC) ก็ทำได้ยากลำบากและใช้เวลานานขึ้น ส่วนเรื่องบรรจุภัณฑ์ (Packaging) บางส่วนเริ่มหันไปสั่งบรรจุภัณฑ์จากจีนแล้ว เพราะราคาถูกกว่าไทยครึ่งหนึ่งและส่งของเร็วกว่า นอกจากนี้ราคาปุ๋ยก็จะส่งผลกระทบชัดเจนในระลอกถัดไป ยังมีเรื่องค่าเงินและดอกเบี้ย ความผันผวนของค่าเงินบาทส่งผลต่อกำไร กระทบต่อสภาพคล่องของ SMEs อีก
ดร.องอาจ กล่าวว่า แม้ไทยจะมีศักยภาพสูงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตอาหารสำคัญของโลก ทั้งด้านวัตถุดิบ คุณภาพการผลิต มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และประสบการณ์ด้านการส่งออก แต่จากบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งยกระดับจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรม มูลค่าเพิ่ม และความยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคของสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป มีหลายประการ ได้แก่
1. กลุ่มอาหารพร้อมรับประทานและเครื่องปรุง เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตสูงจากเทรนด์ผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และใส่ใจสุขภาพ ไทยควรเร่งสร้างแบรนด์สินค้าไทยในตลาดโลก พร้อมพัฒนาสินค้านวัตกรรม
2. กลุ่มทูน่าและอาหารทะเล ยังเป็นสินค้าหลักของประเทศ แต่เผชิญแรงกดดันจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แรงงาน และข้อกำหนดตรวจสอบย้อนกลับ จึงต้องเร่งยกระดับ ESG และระบบ Traceability
3. กลุ่มผักผลไม้แปรรูป ต้องเผชิญการแข่งขันสูงจากจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย จึงจำเป็นต้องปรับสู่ตลาดพรีเมียม สินค้าออร์แกนิก และ Functional Food
4. กลุ่มข้าวโพดหวาน ไทยยังมีจุดแข็งด้านคุณภาพ แต่ต้องรับมือความเสี่ยงด้านผลผลิต ภัยแล้ง ต้นทุนเกษตร และมาตรการการค้าระหว่างประเทศ จำเป็นต้องใช้ Smart Farming และบริหารต้นทุนเชิงระบบ
5. กลุ่มสับปะรดแปรรูป เป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวโดดเด่นจากดีมานด์ตลาดโลก แต่ต้องเร่งบริหารวัตถุดิบ โลจิสติกส์ และต่อยอดสินค้า Premium Segment
ดังนั้น จึงมีข้อเสนอถึงรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1. ลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ รัฐควรเข้ามาอุดหนุน (Subsidize) ในช่วงวิกฤต 2.สร้างสภาพแวดล้อมทางการค้า เร่งเจรจา FTA และหาตลาดใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง 3. สนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร (Future Food) สนับสนุนผู้ประกอบการที่มีศักยภาพอย่างจริงจัง เพื่อให้ไทยเป็นคลังอาหารของโลก และข้อเสนอเพิ่มเติม คือ ขอให้ช่วยลดช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้เพื่อช่วย SMEs







