
TFPA เตรียม Safety First รับภาษี “ทรัมป์” หากคู่แข่งอัตราต่ำกว่าไทย
สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เผยไทยเผชิญกับความไม่แน่นอนกับอัตราภาษีจากสหรัฐฯ อาจเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง หลายปัจจัยทำให้แข่งขันยาก ครึ่งหลังของปี 2568 ต้องเน้น Safety First เป็นอันดับแรกสำหรับทุกธุรกิจ
“ดร.องอาจ กิตติคุณชัย” นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป Thai Food Processors’ Association (TFPA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตอนนี้ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนเรื่องอัตราภาษีจากสหรัฐฯ หลังเจรจาคาดการณ์ว่าอาจมีความเป็นไปได้คือ คงไว้ตามกำหนด 36% หรือ 25-20% หรือ ต่ำกว่า 20% และเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น 15%, เวียดนาม 20% และอินโดนีเซีย 19% เห็นได้อย่างชัดเจนว่าไทยเสียเปรียบมาก โดยเฉพาะเวียดนาม แม้ไทยจะเจรจาได้ภาษี 20% เท่ากัน ก็ยังสู้ต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่าของเวียดนามได้ยาก
สิ่งที่น่ากังวลคือประเทศไทยกำลังมีปัญหาใหญ่ ประเทศคู่แข่งที่เคยวิ่งตามได้แซงหน้าไปแล้ว ต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้น เป็นอุปสรรคสำหรับการแข่งขันรวมถึงลูกค้าที่มีตัวเลือกมากขึ้น
“ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบทุกทาง อาจมีปัจจัยหลายอย่างทำให้เกิดกระแส
เรื่องการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการ แต่จะไม่ใช่ปัจจัยหลักทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้จะมีราคาค่าแรง ค่าวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายสิ่งอำนวยความสะดวก และภาษีภายในประเทศนั้นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผู้ประกอบการต้องคิดคำนวนให้ดี มิฉะนั้นจะเป็นการหนีเสือปะจระเข้ ดังนั้นในช่วงแรกน่าจะไม่มีประเด็นเรื่องนี้มากนัก”
ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องปรับตัว กระจายตลาดส่งออกให้กว้างขวางมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ปรับลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพด้วยการใช้เทคโนโลยี AI นำเครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพการผลิตให้มากขึ้น โดยภาครัฐและเอกชนก็ควรร่วมมือกันปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้ดีขึ้น เช่น ค่าสาธารณูปโภค ขั้นตอนการทำงานให้สะดวกและรวดเร็ว รวมถึงเสถียรภาพทางการเมืองที่มีผลกระทบโดยตรง เพราะหากการเมืองไม่ดีเศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่ดี
ดร.องอาจ กล่าวว่า เรื่องภาษีสหรัฐฯ ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่พึ่งพิงตลาดอเมริกาค่อนข้างมากตั้งแต่ 10-30% และทางออกคือต้องกระจายตลาดใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น โดยความไม่แน่นอนของอัตราภาษีและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศคู่แข่ง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนแก้ไขปัญหาร่วมกัน
ที่สำคัญคือเสถียรภาพทางการเมือง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาเติบโตและแข่งขันในเวทีโลกได้ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรใช้ช่วงเวลาที่เหลือในการวางแผนปรับตัวและกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่ต้องเน้น Safety First เป็นอันดับแรกสำหรับทุกธุรกิจ







