
ตลาดแฟชั่นทรุด เซ่นพิษสงคราม 'VICKTEERUT' ปรับพอร์ตลุยตลาดยูนิฟอร์ม
ตลาดแฟชั่นอ่วมพิษสงคราม-ต้นทุนพุ่ง 'VICKTEERUT' เร่งพลิกเกมรุกน่านน้ำใหม่ ชูตลาด 'ยูนิฟอร์ม' คว้าบิ๊กดีลอเมซอน 6 หมื่นชิ้น พ่วงขยายไลน์ชุดแต่งงานหวังกระจายความเสี่ยง ดันรายได้รวมปี 2569 โต 5%
KEY
POINTS
- ธุรกิจแฟชั่นปี 2569 ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามและเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
- VICKTEERUT ปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อรับมือกับวิกฤต โดยหันมามุ่งเน้นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง 2 กลุ่ม คือ ชุดยูนิฟอร์มสำหรับองค์กรและชุดเจ้าสาว
- แบรนด์รุกตลาดชุดยูนิฟอร์มองค์กรจนกลายเป็นธุรกิจหลักที่ช่วยพยุงแบรนด์ และเตรียมขยายไลน์ธุรกิจชุดแต่งงานอย่างจริงจังโดยจะเปิดโชว์รูมในเดือนกรกฎาคม
- นอกจากนี้ แบรนด์ยังคงนโยบาย "ตรึงราคา" สินค้าแม้ต้นทุนจะสูงขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มขนาดไซส์ใหญ่ (XL, XXL) เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าเดิม
ปี 2569 ถือเป็นปีปราบเซียนของ "ธุรกิจแฟชั่น" เพราะนอกจากกำลังซื้อจะซึมยาวมาตั้งแต่ช่วงโควิด พิษเศรษฐกิจจากภาวะสงครามยิ่งทำให้อารมณ์การจับจ่ายของคนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ต้นทุนหลักอย่างราคาผ้ากลับพุ่งสวนทางตามราคาน้ำมัน
เกมแฟชั่นยุคนี้เลยไม่ได้สู้กันแค่เรื่องดีไซน์สวย แต่เป็นเรื่องของการเอาตัวรอด ใครปรับตัวไว หาตลาดใหม่เจอเร็วกว่า แบรนด์นั้นถึงจะรอด ซึ่งนี่คือโจทย์ใหญ่ที่แบรนด์ระดับท็อปอย่าง "VICKTEERUT" ต้องเร่งแก้เกมเพื่อฝ่าวิกฤตนี้ไปให้ได้
นางสาวอรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ แบรนด์ VICKTEERUT กล่าวถึงภาพรวมตลาดแฟชั่นในปี 2569 ว่า อยู่ในภาวะที่ท้าทายอย่างมากและเติบโตได้ยาก เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวจากสถานการณ์สงคราม ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 ส่งผลให้ภาพรวมตลาดแฟชั่นอยู่ในภาวะทรงตัว ไม่ถึงกับติดลบ แต่นิ่งสนิท โดยบริษัทคาดหวังการเติบโตของตลาดแฟชั่นในปีนี้ไว้เพียง 5% เท่านั้น
ซึ่งสัญญาณความชะลอตัวสะท้อนชัดเจนตั้งแต่ไตรมาสแรกที่ผ่านมาโดยเฉพาะแคมเปญโปรโมชันออนไลน์ 3.3 ที่ยอดสั่งซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้แบรนด์จะเคยครองอันดับหนึ่งมาโดยตลอด และคาดว่าสถานการณ์ในไตรมาส 2 จะยังไม่ปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากสถานการณ์สงครามในปัจจุบัน
แบกรับต้นทุนพุ่ง-ตรึงราคารักษาคุณภาพ
นอกจากนี้ ปัจจัยสงครามยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะวัตถุดิบกลุ่มผ้าที่อิงกับราคาน้ำมัน ปัจจุบันราคาผ้าจากโรงงานในไทยปรับตัวสูงขึ้น เช่น จากเมตรละ 400 บาท ขยับเป็น 450 บาท อย่างไรก็ตาม VICKTEERUT เลือกใช้นโยบาย "ตรึงราคา" โดยยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า เพื่อรักษากลุ่มลูกค้า และไม่เลือกวิธีลดคุณภาพเนื้อผ้าเพื่อลดต้นทุน
โดยตลาดแฟชั่นไทยยังเผชิญความท้าทายจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างก้าวกระโดดและดึงดูดความสนใจได้มากกว่า ในขณะที่ประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านต้นทุนที่สูงกว่าและไม่สามารถผลิตวัตถุดิบได้เองทั้งหมด
ชู "ยูนิฟอร์ม-ชุดแต่งงาน" ขุมทรัพย์ใหม่ดันรายได้
เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด VICKTEERUT ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจโดยหันมาโฟกัส 2 ตลาดหลักที่มีศักยภาพสูง ได้แก่
1. ตลาดชุดยูนิฟอร์ม (Corporate Uniform) ซึ่งเริ่มทำตลาดมา 5 ปี และกลายเป็นธุรกิจหลักที่ช่วยพยุงแบรนด์ ปัจจุบันบริษัทใหญ่ให้ความสำคัญกับยูนิฟอร์มเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์ ล่าสุด VICKTEERUT ได้รับความไว้วางใจในการรีแบรนดิ้งชุดยูนิฟอร์มให้ Cafe Amazon ด้วยยอดสั่งซื้อสูงถึง 60,000 ชิ้น
ปัจจุบันมีฐานลูกค้าองค์กรเพิ่มขึ้นปีละ 2-3 ราย กลุ่มลูกค้าหลักคือธุรกิจโรงแรม และกลุ่มที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง เช่น บริษัทประกันภัย รวมถึงการตัดเย็บชุดสำหรับระดับผู้บริหาร โดยราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นใช้ระยะเวลาในการออกแบบและผลิตประมาณ 6 เดือน
2. ตลาดชุดแต่งงาน (Wedding Dress) เตรียมขยายไลน์ธุรกิจชุดเจ้าสาวอย่างจริงจัง โดยในเดือนกรกฎาคมนี้จะเปิดตัวโชว์รูมที่ลูกค้าสามารถ Walk-in เข้ามาได้ แม้เทรนด์การแต่งงานจะน้อยลง แต่พฤติกรรมเจ้าสาว 1 คนมักใช้หลายชุด เช่น ชุดเช้า, ชุดปาร์ตี้, ชุดกลางคืน โดยจะเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อและต้องการงานดีไซเนอร์แทนการเช่าชุด ราคาเริ่มต้นที่หลักหมื่นซึ่งสามารถแข่งขันได้กับแบรนด์นำเข้าที่มีราคาสูงหลักแสนถึงหลักล้านบาท
แก้โจทย์ลูกค้าเดิมเปลี่ยนไซส์-เจาะตลาดนิวยอร์ก
นางสาวอรประพันธ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของกลุ่มลูกค้าหลักที่เป็นแฟนคลับเหนียวแน่นแบรนด์พบปัญหา "ไซส์ลูกค้าเดิมเปลี่ยนแปลง" ส่งผลให้ยอดขายลดลง ปีนี้บริษัทจึงแก้เกมด้วยการเพิ่มสินค้าไซส์ใหญ่ อย่าง XL และ XXL จากเดิมที่มีเพียง XS, S, M, L โดยเบื้องมีแผนจะออกคอลเลกชันใหม่เฉลี่ย 108 ชิ้นต่อปี หรือประมาณเดือนละ 10 ชิ้น
สำหรับการบุกตลาดต่างประเทศ ล่าสุดได้นำสินค้าไปจำหน่ายที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีด้านดีไซน์ จากประสบการณ์การเดินสายแฟชั่นโชว์ระดับสากล แต่ยังคงต้องปรับตัวและแก้ปัญหาเรื่องสรีระของชาวเอเชียและยุโรปที่แตกต่างกัน
เป้าหมายสัดส่วนรายได้ปี 2569 ปัจจุบัน VICKTEERUT มีช่องทางจัดจำหน่ายผ่านหน้าร้าน 5 สาขา คิดเป็นสัดส่วนราว 50% และช่องทางออนไลน์ อาทิ Lazada, Shopee และ Website สัดส่วนราว 50% โดยสินค้าออนไลน์จะมีราคาเข้าถึงง่ายกว่า ถูกลงกว่าหน้าร้าน 40-50% เริ่มต้นที่หลักพันบาท
อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงสร้างเป้าหมายรายได้รวมของแบรนด์ในปีนี้ ได้วางสัดส่วนใหม่เพื่อสร้างความสมดุลทางธุรกิจ แบ่งเป็น
- รายได้จากหน้าร้าน (ออฟไลน์) 30%
- รายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ 30%
- รายได้จากกลุ่มธุรกิจยูนิฟอร์ม 20%
- รายได้จากกลุ่มชุดแต่งงาน 20%
นางสาวอรประพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เราเชื่อมั่นว่าการรักษามาตรฐานคุณภาพโดยไม่ลดทอนคุณค่าของแบรนด์ ควบคู่ไปกับการปรับตัวอย่างรวดเร็วและเข้าใจอินไซต์ของลูกค้าอย่างแท้จริง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ VICKTEERUT ก้าวผ่านปีที่ท้าทายนี้ และรักษาจุดยืนในฐานะแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของไทยได้อย่างยั่งยืน







