thansettakij
thansettakij
สกินแคร์ไทยเดือด ‘นีเวีย’ ปรับเกมรับสงครามต้นทุน ครีมซองดาวรุ่ง ดันตลาดแสนล้าน

สกินแคร์ไทยเดือด ‘นีเวีย’ ปรับเกมรับสงครามต้นทุน ครีมซองดาวรุ่ง ดันตลาดแสนล้าน

25 มี.ค. 69 | 09:25 น.
อัปเดตล่าสุด :25 มี.ค. 69 | 13:21 น.

ตลาดสกินแคร์ไทยโต 9.4% แตะ 1.09 แสนล้านบาท ผู้เล่นเร่งบริหารต้นทุน-ซัพพลายเชน นีเวียตรึงราคา ใช้ครีมซอง–Face Care ขับยอด ท่ามกลางแรงกดดันเม็ดพลาสติกและโลจิสติกส์

KEY

POINTS

  • ตลาดสกินแคร์ไทยมูลค่ากว่าแสนล้านบาทเผชิญการแข่งขันรุนแรงและแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น
  • นีเวียปรับกลยุทธ์รับมือโดยเน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม แต่ยังคงตรึงราคาสินค้าและใช้โปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดขาย
  • 'ครีมซอง' เป็นผลิตภัณฑ์ดาวรุ่งและกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนตลาด เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงและทดลองสินค้าได้ในราคาที่จับต้องได้

ตลาดสกินแคร์ไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผ่านมายังราคาพลังงาน โลจิสติกส์ และวัตถุดิบ ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่เร่งปรับกลยุทธ์รับมือ ทั้งด้านสินค้า ราคา และซัพพลายเชน

ข้อมูลตลาดระบุว่า มูลค่าตลาดสกินแคร์ไทยอยู่ที่ราว 1.09 แสนล้านบาท เติบโต 9.4% และขยายตัวเฉลี่ยราว 9% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนดีมานด์ที่ยังแข็งแรง แม้กำลังซื้อถูกกดดัน โดยปัจจัยหลักมาจากผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น หันมาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบบเฉพาะเจาะจง (targeted skincare) และให้ความสำคัญกับ “สุขภาพผิว” มากขึ้น

ทิศทางอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “science-driven skincare” ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่มีข้อมูลรองรับทางวิทยาศาสตร์และผ่านการทดสอบจริง ทำให้การแข่งขันยกระดับจากแบรนด์ดิ้งไปสู่การลงทุนวิจัยและนวัตกรรม

ผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น นีเวีย ภายใต้ Beiersdorf ยังคงทุ่มงบวิจัยและพัฒนากว่า 270 ล้านยูโรต่อปี (เกือบ 10,000 ล้านบาท) พร้อมเครือข่ายศูนย์วิจัยในหลายภูมิภาค ทั้งเยอรมนี จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย และบราซิล เพื่อพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคแต่ละตลาด

นางสาววราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สดอร์ฟ (ประเทศไทย) ระบุว่า แนวโน้มตลาดชัดเจนว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “Skin Health” มากขึ้น และต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ทำให้การพัฒนานวัตกรรมกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน

 

นางสาววราพร ลิขิตจรรยากุล

 

ครีมซอง–Face Care เครื่องยนต์หลัก

โครงสร้างตลาดยังขับเคลื่อนโดยกลุ่ม Face Care ซึ่งมีสัดส่วนราว 83% ของตลาด และเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม Whitening/Brightening และ Anti-aging

สำหรับนีเวีย “ครีมซอง” ยังคงเป็นกลยุทธ์หลักในการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง และเป็นตัวสร้างการเติบโตสำคัญในตลาดไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผิวหน้า ซึ่งสร้างรายได้เกือบ 40-50% ของพอร์ต Face Care สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการทดลองสินค้าในราคาจับต้องได้ ขณะที่กลุ่มเซรั่มและผลิตภัณฑ์เฉพาะทางยังเติบโตเร็ว สะท้อนการขยับขึ้นของมูลค่าต่อการซื้อ ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นจากทั้งแบรนด์เดิมและผู้เล่นรายใหม่

ต้นทุนพุ่ง–ตรึงราคา–ใช้โปรโมชันพยุงกำลังซื้อ

แรงกดดันต้นทุนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาพลังงานและวัตถุดิบ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นต้นทุนหลักของบรรจุภัณฑ์ ขณะเดียวกันข้อจำกัดด้านการขนส่งทำให้ระยะเวลาวางแผนจัดหาวัตถุดิบต้องยาวขึ้น ผู้ประกอบการจึงเร่งปรับตัวผ่านการ ลดการใช้พลาสติก และเพิ่มวัสดุรีไซเคิล วางแผนจัดซื้อวัตถุดิบล่วงหน้านานขึ้น จากเดิม 4-6 เดือน เป็น 8 เดือนถึง 1 ปี บริหารซัพพลายเชนให้ยืดหยุ่นมากขึ้น

 

สกินแคร์ไทยเดือด ‘นีเวีย’ ปรับเกมรับสงครามต้นทุน ครีมซองดาวรุ่ง ดันตลาดแสนล้าน

 

แม้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นราคาสินค้าในระยะสั้น เนื่องจากกำลังซื้อยังเปราะบาง โดยเลือกใช้วิธีบริหารต้นทุนร่วมกับคู่ค้า และทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายแทน กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันที่ยังรุนแรงในตลาดสกินแคร์ไทย ซึ่งมีผู้เล่นใหม่เข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง ขณะที่ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น

ในระยะถัดไป นางสาววราพร มองว่ายังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสินค้า โดยเฉพาะกลุ่ม Face Care และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะจุด ควบคู่กับการผลักดันแนวทางความยั่งยืนเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว ทั้งนี้ ทิศทางตลาดสกินแคร์ไทยยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขใหม่ คือการแข่งขันด้าน “นวัตกรรม-ต้นทุน-ความยั่งยืน” ที่เข้มข้นมากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการรักษาการเติบโตของแต่ละแบรนด์ในระยะยาว