thansettakij
thansettakij
เปิดโรดแมป ‘โรจูคิส 3.0’ ปรับทัพใหญ่ เดินหน้าสู่ Health & Beauty เอเชีย

เปิดโรดแมป ‘โรจูคิส 3.0’ ปรับทัพใหญ่ เดินหน้าสู่ Health & Beauty เอเชีย

30 พ.ย. 2568 | 07:03 น.
อัปเดตล่าสุด :30 พ.ย. 2568 | 07:09 น.

โรจูคิสเดินหน้า “โรดแมป Rojukiss 3.0” ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่จากมัลติแบรนด์ สู่การโฟกัสฮีโรโปรดักท์ พร้อมเร่งปั้นแบรนด์ไทยบุกตลาดต่างประเทศ สู่ Health & Beauty เอเชีย

KEY

POINTS

  • โรจูคิสประกาศโรดแมป “Rojukiss 3.0” ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้น 2 แบรนด์หลักคือ Rojukiss และ Sis2Sis เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน Health & Beauty ในเอเชีย
  • เตรียมทุ่มงบการตลาด 150-200 ล้านบาท เพื่อรีแบรนด์และขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ครอบคลุมนอกเหนือจากเซรั่มและมาส์กหน้า
  • เดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศเต็มรูปแบบ ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 10% ภายในปี 2569 และบุกตลาดใหม่อย่างน้อย 8 ประเทศ
  • เร่งขยายช่องทางจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยตั้งเป้าเพิ่มจุดขายในร้านค้าทั่วไป (General Trade) จาก 4.5 หมื่นแห่ง เป็นมากกว่า 6.8 หมื่นแห่ง

นายคอร์ราโด จาควินโต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ KISS เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจว่า บริษัทกำลังเดินหน้าโรดแมป “Rojukiss 3.0” เพื่อยกระดับแบรนด์ไทยสู่การเป็นผู้เล่นตัวจริงในสนาม Health & Beauty ระดับเอเชีย ภายใต้กลยุทธ์การสร้างการเติบโตทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ แม้กำลังซื้อผู้บริโภคและภาพรวมเศรษฐกิจปี 2568–2569 ยังเผชิญความไม่แน่นอน

อุตสาหกรรมความงามและเครื่องสำอางยังเป็นหนึ่งในไม่กี่เซ็กเตอร์ที่แสดงความแข็งแกร่ง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สะท้อนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองและความสวยความงาม ขณะเดียวกัน ตลาดยังมีผู้เล่นรายใหม่ ทั้งแบรนด์ไทยและเกาหลีเข้ามาชิงส่วนแบ่งอย่างต่อเนื่อง ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้นในทุกช่องทาง

จากสมรภูมิที่เต็มไปด้วยคู่แข่ง โรจูคิสจึงเลือก “ปรับทัพเชิงรุก” แทนการตั้งรับ โดยนายคอร์ราโดอธิบายว่า ปี 2568 เปรียบเสมือน “ปีแห่งการไถพรวนดินและถางวัชพืช” บริษัทเริ่มจากการบริหารจัดการสินค้าคงคลังอย่างเข้มข้น ลดสินค้าที่หมุนเวียนช้า และตัดจำหน่ายสินค้าที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ออกจากพอร์ตโฟลิโอ เพื่อลดภาระต้นทุนและเพิ่มความคล่องตัว ก่อนจะ “หว่านเมล็ดพันธุ์ใหม่” ให้พร้อมเติบโตเต็มที่ในปี 2569

การปรับพอร์ตสินค้าครั้งนี้ ยังรวมถึงการเปลี่ยนบทบาทจาก “มัลติแบรนด์” ที่เคยมีสินค้า 6–7 แบรนด์ มาสู่การโฟกัส 2 แบรนด์ฮีโรหลัก คือ แบรนด์สกินแคร์ “Rojukiss” และแบรนด์เมกอัพ “Sis2Sis” ซึ่งมีฐานแฟนเหนียวแน่นในตลาด และสามารถต่อยอดได้อีกมาก ทั้งในแง่การแตกไลน์สินค้าและการขยายตลาดต่างประเทศ

คอร์ราโด จาควินโต

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 842.2 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 121.2 ล้านบาท โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ของ “โรจูคิส” ยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ยอดขายเติบโต 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความนิยมของสินค้าหลัก เช่น Rojukiss Face-Eye-Neck, Rojukiss Reju PDRN และ Rojukiss Phyto-Retinol พร้อมทั้งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Serum Treatment Pad, Reju PDRN Essence, Micellar Water และ Sleeping masks ซึ่งช่วยเติมพอร์ตสินค้าให้ครบวงจรมากขึ้น

ด้านภาพรวมผลประกอบการในไตรมาส 3/2568 บริษัทมีรายได้รวม 329.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.6% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่อยู่ที่ 61.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3% ขณะเดียวกัน Rojukiss ยังรักษาสถานะผู้นำตลาดมาสก์หน้า ด้วยส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 19.0% จาก 15.2% ในปีก่อน และกลุ่มมอยส์เจอไรเซอร์ยังเติบโตต่อเนื่อง ส่วนแบ่งเพิ่มเป็น 5.4% จาก 5.2%

นายคอร์ราโดกล่าวว่า ปี 2569 จะเป็น “ปีแห่งการหว่านเมล็ดพันธุ์” อย่างแท้จริง บริษัทเตรียมเดินหน้าสู่ “Rojukiss 3.0” ด้วยการออกนวัตกรรมสินค้าใหม่ให้ครอบคลุมหมวดหมู่ที่กว้างขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะเซรั่มหรือมาส์กหน้า แต่ขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวรูปแบบอื่น ๆ ทั้งกันแดด ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว และทรีตเมนต์รูปแบบใหม่ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกมิติ

เปิดโรดแมป ‘โรจูคิส 3.0’ ปรับทัพใหญ่ เดินหน้าสู่ Health & Beauty เอเชีย

ในด้านการสร้างแบรนด์ บริษัทเตรียมเพิ่มงบการตลาดกว่า 150–200 ล้านบาท เพื่อรีแบรนด์และปรับภาพลักษณ์สินค้าให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น สื่อสารภาพลักษณ์ “นวัตกรรมจากเกาหลีที่เข้าใจผิวคนเอเชีย” พร้อมดึง “ดร.ลี” มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เน้นการสื่อสารเชิงวิทยาศาสตร์ สร้างความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ มากกว่าการใช้พรีเซ็นเตอร์ในสายบันเทิงอย่างเดียว

ด้านช่องทางจัดจำหน่าย บริษัทเดินหน้ารุกทั้งออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กัน โดยในช่องทางดิจิทัล จะเร่งเครื่องเต็มกำลังบนแพลตฟอร์ม Shopee, Lazada และ TikTok ด้วยกลยุทธ์ KOL/KOC เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่ค้นหาข้อมูลและตัดสินใจซื้อผ่านโซเชียลมีเดีย ส่วนในช่องทางออฟไลน์ มีการปรับหมากรบใหม่ในตลาดร้านค้าทั่วไป (General Trade: GT) ผ่านเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย เพื่อเพิ่มจำนวนจุดขายจาก 4.5 หมื่นร้านเป็นมากกว่า 6.8 หมื่นร้าน

โรจูคิสยังเตรียมสร้างความแตกต่างให้กับคู่ค้า ด้วยการพัฒนาสินค้า “เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะร้าน” ตามความต้องการของพันธมิตร โดยชูจุดแข็งด้านความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตั้งเป้าให้ตั้งแต่รับบรีฟจนถึงขึ้นชั้นวางสินค้าใช้เวลาเพียงราว 1 เดือน เพื่อเร่งป้อนสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างทันท่วงที

เปิดโรดแมป ‘โรจูคิส 3.0’ ปรับทัพใหญ่ เดินหน้าสู่ Health & Beauty เอเชีย

ในมิติการเติบโตแบบ Asset-light บริษัทเน้นโมเดลที่ไม่ต้องลงทุนในโรงงานเอง แต่ใช้การจ้างผลิต (OEM) ผ่านพันธมิตรในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเกาหลี ซึ่งช่วยให้โครงสร้างต้นทุนมีความยืดหยุ่น และสามารถนำเงินสดไปลงทุนในด้านนวัตกรรม การตลาด และการขยายตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น

สำหรับโรดแมปบุกตลาดต่างประเทศ นายคอร์ราโดระบุว่า บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศให้แตะ 10% ภายในปี 2569 และไต่ระดับสู่ 20% ของรายได้รวมภายในปี 2573 หรือคิดเป็นมูลค่าราว 800 ล้านบาท โดยใช้กลยุทธ์ “Rojukiss 3.0 Go Global” ผ่านโมเดลธุรกิจ 3 รูปแบบ คือ การตั้ง Country Manager ทำตลาดเองในประเทศยุทธศาสตร์อย่างลาว เวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย การแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายรายเดียวในประเทศที่มีศักยภาพสูง และการขายผ่านค้าส่งในบางตลาด

ปัจจุบันบริษัทเริ่มส่งออกสินค้าไปยังลาวและเมียนมาแล้ว และเตรียมเริ่มจำหน่ายในเวียดนามช่วงต้นปี 2569 พร้อมแผนปักธงในตลาดใหม่เพิ่มเติม เช่น อินเดีย บังกลาเทศ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ รวมแล้วอย่างน้อย 8 ประเทศ ตามเป้าหมายในการยกระดับแบรนด์สกินแคร์ไทยสู่เวทีเอเชีย

นอกจากการเติบโตแบบออร์แกนิก โรจูคิสยังมอง “ทางลัด” ผ่านการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) โดยพิจารณาเป้าหมายในกลุ่ม Personal Care, Skincare หรือ Cosmetics ที่มีรายได้ราว 300–600 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าดีล 500–1,000 ล้านบาท โดยเน้นธุรกิจที่มีแบรนด์แข็งแรง ไม่จำเป็นต้องมีโรงงานผลิตเอง และสามารถสร้างซินเนอร์จีกับธุรกิจหลักของบริษัทได้

อย่างไรก็ดี นายคอร์ราโดย้ำว่า M&A เป็นเป้าหมายระยะยาวที่ต้องทำอย่างระมัดระวัง บริษัทจึงยังให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจในประเทศและการขยายตลาดต่างประเทศให้สำเร็จตามแผนก่อน

สำหรับปี 2568 บริษัทคาดว่าจะยังรักษาการเติบโตในระดับบวก หรือ Single Digit ท่ามกลางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง ก่อนจะ “เร่งเครื่องเต็มสูบ” ในปี 2569 เพื่อกลับมาเติบโตในระดับสองหลักทั้งรายได้และกำไรสุทธิ ตามเป้าหมายระยะยาวในการดันรายได้แตะ 4,000 ล้านบาทภายในปี 2573 และก้าวสู่การเป็น “ผู้นำสินค้าสุขภาพและความงามของเอเชีย” ตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้.