
‘หาดทิพย์’ ตรึงราคา เร่งใช้ขาดแก้ว หนีต้นทุนเม็ดพลาสติก พิษสงครามตะวันออกกลาง
หาดทิพย์ รับศึกต้นทุนพลังงานพุ่ง กดดันบรรจุภัณฑ์ เร่งดัน ‘ขวดแก้ว’ สู้เม็ดพลาสติก ตรึงราคาสินค้านานที่สุด ลุ้นรายได้ปี 69 โต 3-5%
KEY
POINTS
- หาดทิพย์เผชิญต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์พุ่งสูง โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- บริษัทปรับกลยุทธ์เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุน โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายบรรจุภัณฑ์ "ขวดแก้ว" เป็นเท่าตัว จาก 3% เป็น 6-7% ภายในปีนี้
- แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่บริษัทยืนยันที่จะ "ตรึงราคาสินค้า" ไว้ให้นานที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบยอดขายในภาวะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังอ่อนตัว
บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มในเครือโคคา-โคล่าในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ประเมินทิศทางธุรกิจปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน
โดยเฉพาะ “ต้นทุนพลังงาน” ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลโดยตรงต่อราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกและกระป๋องอลูมิเนียม ขณะที่บริษัทเร่งปรับกลยุทธ์ดันสัดส่วน “ขวดแก้ว” เพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและรักษาความสามารถในการทำกำไร
พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมปี 2568 ถือเป็นปีที่ท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนตัว ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก และภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำท่วมในภาคใต้ช่วงปลายปี ส่งผลให้ตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (NARTD) ในพื้นที่เติบโตเพียง 1%
อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถรักษาการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 8,258 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% และมีกำไรสุทธิ 568 ล้านบาท แม้จะลดลงเล็กน้อยจากการอัดงบทำตลาดเพื่อรักษาส่วนแบ่ง
พลังงานดันต้นทุนพุ่ง กระทบทั้งซัพพลายเชน
สำหรับปี 2569 บริษัทประเมินว่า “ต้นทุนพลังงาน” จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันธุรกิจ โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น และเชื่อมโยงไปยังต้นทุนบรรจุภัณฑ์ทันที
“ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อเม็ดพลาสติกและอลูมิเนียม ทำให้ต้นทุนการผลิตและขนส่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้” พลตรี พัชร กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทประเมินในกรณีเลวร้าย (Worst Case) ต้นทุนด้านขนส่งและบรรจุภัณฑ์อาจเพิ่มขึ้นกระทบผลประกอบการราว 100 ล้านบาท ขณะที่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ และเงินเฟ้อ
เร่ง “ขวดแก้ว” ลดพึ่งพาพลาสติก
ท่ามกลางต้นทุนเม็ดพลาสติกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น บริษัทจึงเร่งปรับโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขาย “ขวดแก้ว” จากปัจจุบันเพียง 3% ให้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 6-7% ภายในปีนี้ สวนทางกับขวดพลาสติกที่ยังครองสัดส่วนสูงถึง 79% ของยอดขายรวม
กลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุน แต่ยังสอดรับกับแนวโน้มความยั่งยืน (Sustainability) และการลดขยะพลาสติกในระยะยาว โดยบริษัทมีศักยภาพด้านบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วรองรับอยู่แล้ว และสามารถผลักดันการเติบโตในกลุ่มนี้ได้ถึง 6-7% ในปี 2569
อย่างไรก็ตาม การขยายขวดแก้วยังต้องใช้เวลา เนื่องจากต้องพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการหมุนเวียนขวด (Returnable Glass Bottle) ให้มีประสิทธิภาพ
ตรึงราคาสินค้า สู้กำลังซื้ออ่อน
แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่บริษัทยืนยัน “ยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคา” อย่างน้อยในช่วงเดือนเมษายนนี้ และจะพยายามตรึงราคาให้นานที่สุด
“หากขึ้นราคา จะกระทบปริมาณการขายทันที ในภาวะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย เราจึงเลือกบริหารต้นทุนและรักษามาร์จิ้นให้ได้ก่อน”
ในเชิงกลยุทธ์ บริษัทเดินหน้าควบคุมต้นทุนอย่างเข้มข้น ทั้งการทำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า (Hedging) การจัดซื้อแบบรวมศูนย์ในเครือโคคา-โคล่าทั่วโลก รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ทั้งการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงงานและสำนักงาน รวมถึงทดลองใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงานในระยะยาว
แม้เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน แต่บริษัทยังเชื่อมั่นว่าดีมานด์ในตลาดยังมีความยืดหยุ่น (Resilient) โดยเฉพาะปัจจัยหนุนจากฤดูกาลท่องเที่ยวและสภาพอากาศร้อนรวมถึงการขยายตัวของร้านสะดวกซื้อ (CVS) และช่องทาง Traditional Trade ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้จากการขายที่ประมาณ 8,500 ล้านบาท เติบโต 3-5% โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการออกสินค้าใหม่ เช่น แฟนต้า รสสับปะรด, สไปรท์ ชิลล์ และเครื่องดื่มพรีเมียม “มอนสเตอร์ เอ็นเนอร์จี้” พร้อมกันนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติจ่ายเงินปันผลปี 2568 รวม 0.99 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายประมาณ 70% ของกำไรสุทธิ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อฐานะการเงินในระยะยาว
ภายใต้แรงกดดันต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง “หาดทิพย์” เลือกใช้เกมรุกเชิงโครงสร้าง ปรับพอร์ตบรรจุภัณฑ์ ดันขวดแก้ว ลดพึ่งพาพลาสติก ควบคู่ตรึงราคาสินค้าและคุมต้นทุนเข้ม หวังประคองมาร์จิ้นและรักษาการเติบโตในปีที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน.





