thansettakij
thansettakij
ค้าปลีก-ค้าส่ง รายได้แกร่งเดินเกมรุกปี 69 ลงทุนขยายอาณาจักรเพิ่ม

ค้าปลีก-ค้าส่ง รายได้แกร่งเดินเกมรุกปี 69 ลงทุนขยายอาณาจักรเพิ่ม

ค้าปลีก–ค้าส่งปี 2568 ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ 4 บิ๊กโฟร์กวาดรายได้โตถ้วนหน้า “CPALL” โชว์เหนือกำเม็ดเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท พร้อมเดินหน้าลงทุนขยายเซเว่นฯ เพิ่ม ขณะที่ CPN-CRC-CPAXT พร้อมเดินเกมรุกปี 2569 ปักหมุดแพร่อาณาจักรเพิ่ม

KEY

POINTS

  • ผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่งรายใหญ่ (CPN, CRC, CPAXT, CPALL) มีผลประกอบการด้านรายได้เติบโตแข็งแกร่งในปี 2568 แม้เผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
  • CPN สร้างสถิติใหม่สูงสุดต่อเนื่อง 3 ปีซ้อนทั้งรายได้และกำไร ขณะที่ CPALL มีรายได้รวมทะลุ 1 ล้านล้านบาท และกำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
  • ทุกบริษัทประกาศแผนลงทุนเชิงรุกในปี 2569 เพื่อขยายอาณาจักรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น การเปิดโครงการใหม่ (CPN) การขยายสาขา (CPALL) และการเข้าซื้อกิจการในมาเลเซีย (CPAXT)

ผลประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในปี 2568 ที่พบว่าผู้เล่นรายใหญ่ทั้ง CPN, CRC, CPALL, และ CPAXT ต่างทำผลงานได้ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น สะท้อนภาพการฟื้นตัวท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว ขณะที่กำไรสุทธิมีทั้งขยายตัวและปรับลดตามโครงสร้างต้นทุนและรายการพิเศษ สะท้อนยุทธศาสตร์บริหารพอร์ตและการลงทุนระยะยาวเพื่อรองรับปี 2569

CPN โชว์ผลงานนิวไฮ 3 ปีซ้อน

 นางสาวนภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินการบัญชี และกลุ่มธุรกิจโรงแรมและสำนักงาน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN กล่าวว่า ผลประกอบการในปี 2568 บริษัทเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งศูนย์การค้า โครงการที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรมทั่วประเทศ

ส่งผลให้มีรายได้รวมที่ 53,009 ล้านบาท เติบโต 2% กำไรสุทธิ 18,841 ล้านบาท เติบโต 13% จากปีก่อนหน้า ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน มาจากโมเดล Retail-Led Mixed-Use Development ที่เชื่อมศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรมเข้าด้วยกัน และการเปิดศูนย์การค้าใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ “เซ็นทรัล พาร์ค” ซึ่งมีทราฟฟิกเฉลี่ย 7 หมื่นคนต่อวันในวันทำงาน และ 1 แสนคนในวันหยุด และ “เซ็นทรัล กระบี่”

 พบว่า มีจำนวนผู้ใช้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศรวมกว่า 510 ล้านครั้งต่อปี และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 70 ล้านครั้งต่อปี ขณะที่โครงการ Transformation เช่น เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ช่วยหนุนทราฟฟิกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญธุรกิจที่อยู่อาศัยมียอดขายโดดเด่น เช่น คอนโดมิเนียม Escent นครสวรรค์ ขายได้กว่า 80% และนครปฐมกว่า 95% สะท้อนดีมานด์โครงการติดศูนย์การค้า

สำหรับปี 2569 เตรียมเปิดโครงการใหม่ ได้แก่ The Central พหลโยธิน, Central Khonkaen Campus และ Central Northville รวมถึงทรานส์ฟอร์ม Market Place ทองหล่อ พร้อมเดินหน้าขยาย Hotel และ Residence ต่อเนื่อง ขณะที่ CPNREIT ตั้งเป้าขยายขนาดสินทรัพย์เป็น 2 เท่าภายในปี 2575

 

ค้าปลีก-ค้าส่ง รายได้แกร่งเดินเกมรุกปี 69 ลงทุนขยายอาณาจักรเพิ่ม

CRC รายได้แฟชั่นฮาร์ดไลน์ลด

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC รายงานผลประกอบการพบว่า ในปี 2568 มีรายได้รวม 253,165 ล้านบาท เติบโต 3.6% กำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุง 7,432 ล้านบาท ลดลง 5.5% โดยรายได้มาจาก 3 กลุ่มธุรกิจได้แก่ แฟชั่น 49,772 ล้านบาท ลดลง 0.2% ฮาร์ดไลน์ 71,956 ล้านบาท ลดลง 2.5% และ ฟู้ด 97,374 ล้านบาท เติบโต 3.8% มีรายได้จากการให้บริการเช่า 7,970 ล้านบาท เติบโต 2.1% รายได้จากการให้บริการ 1,305 ล้านบาท ลดลง 8.2% นอกจากนี้ยังมีรายได้อื่นๆ 24,529 ล้านบาท เติบโต 41% ซึ่งมาจากการขายห้างรีนาเซนเต (ประเทศอิตาลี) 6,703 ล้านบาทในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

โดยในปีที่ผ่านมา CRC ขยายการลงทุนในท็อปส์ 9 แห่งยกระดับ 3 แห่งเป็นท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์, โก โฮลเซลล์ 4 สาขา ไทวัสดุ 3 สาขา ในเวียดนามขยาย GO! 2 แห่ง รีโนเวตแฟล็กชิป 2 แห่ง พร้อมขยาย Auto1 เพิ่ม 13 สาขา The 1 Loyalty Platform ในไทยมีสมาชิกกว่า 23 ล้านราย และเปิดตัวในเวียดนาม

ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ขณะที่ในปี 2569 บริษัทมุ่งเดินหน้ากลยุทธ์ New Heights, Next Growth โดยโฟกัสขยายตลาดหลักไทย–เวียดนาม ควบคู่รักษาเสถียรภาพการเงิน

 นายปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน CRC กล่าวว่า ปี 2569 เซ็นทรัล รีเทล พร้อมเร่งเครื่องกลยุทธ์ New Heights, Next Growth เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืน รักษาเสถียรภาพทางการเงิน และเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์และความท้าทาย เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของวงการค้าปลีก-ค้าส่งที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วนต่อไป”

CPAXT เดินหน้า 5 กลยุทธ์ปี 69

กลุ่มบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารโลตัส และแม็คโคร รายงานตัวเลขผลประกอบการในปี 2568 พบว่ามีรายได้รวม 520,706 ล้านบาท เติบโต 1.7% กำไรสุทธิ 9,356 ล้านบาท ลดลง 11.5% คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 1.8% จาก 2.1% ในปีก่อน กำไรขั้นต้นจากการขาย 71,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 937 ล้านบาท หรือ 1.3% อัตรากำไรขั้นต้น 14.3% ลดลงจาก 14.4% ตามสัดส่วนยอดขายสินค้าไม่ใช่อาหารที่ชะลอ

ยอดขายออนไลน์ผ่าน Makro PRO และ Lotus’s Smart App เติบโต 27.4% ขยายเครือข่ายกว่า 2,600 สาขา Net IBD to Equity อยู่ที่ 0.33 เท่า สะท้อนฐานะการเงินแข็งแกร่ง ปี 2569 วาง 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ ขยายทุกช่องทางจำหน่าย เพิ่มสัดส่วนอาหารสดและ Private Label ยกระดับพื้นที่เช่า Happy Mall ขยายอาเซียน (มาเลเซีย–ฟิลิปปินส์) และใช้เทคโนโลยี/AI ยกระดับซัพพลายเชน สู่ Retail Tech

นายธานินทร์ บูรณมานิต ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเดินหน้าขยายการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน บนพื้นฐานของวินัยทางการเงินและการบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ โดยมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ควบคู่กับการเดินหน้าพัฒนา “พื้นที่ความสุขของชุมชน” (Happy Mall) เร่งขยายการขายนอกร้าน โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ ควบคู่การยกระดับการใช้เทคโนโลยีและข้อมูล ในการขับเคลื่อนองค์กร สู่เป้าหมายการเป็น Retail Tech ชั้นนำของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ล่าสุด (4 มี.ค.69) ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถึงการเข้าซื้อหุ้นหุ้นในกลุ่มบริษัท The Food Purveyor Sdn. Bhd. ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Village Grocer B.I.G., BSC Fine Foods, OTK และ The Food Merchant รวม 50 สาขา ในประเทศมาเลเซีย โดยมูลค่าเงินลงทุนเท่ากับ 1,660 ล้านริงกิตมาเลเซีย หรือเทียบเท่าประมาณ 13,483 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าธุรกรรมนี้จะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ปี 2569

CPALL ทำรายได้ทะลุล้านล้านบาท

 บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL รายงานผลประกอบการในปี 2568 พบว่า มีรายได้รวม 1,022,143 ล้านบาท เติบโต 3.5% กำไรสุทธิ 28,206 ล้านบาท เติบโต 11.3% รายได้จากการขายสินค้าและบริการ 990,663 ล้านบาท เติบโต 3.3% รายได้อื่น 31,480 ล้านบาท เติบโต 9.3% โครงสร้างรายได้ก่อนหักรายการระหว่างกัน ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 46% ค้าส่ง–ค้าปลีกและ ศูนย์การค้า 48% อื่น ๆ 6%

โดยธุรกิจ 7-Eleven มีรายได้ 462,854 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% กำไรสุทธิ 24,984 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.9% สิ้นปีมี 15,945 สาขา (เปิดใหม่ 700 สาขา) ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน 83,777 บาท ลูกค้าเฉลี่ย 951 คนต่อสาขาต่อวัน ยอดซื้อต่อบิล 88 บาท โดยการขาย O2O ผ่าน 7Delivery และ All Online คิดเป็น 11% ของยอดขายสินค้า ขณะที่ปี 2569 เตรียมงบลงทุน 12,000–13,600 ล้านบาท เปิดสาขาใหม่ในไทยอีก 700 สาขา รวมทั้งขยายสาขาใน สปป.ลาว และปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในกัมพูชาด้วย

อย่างไรก็ดี ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งของไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะหลังจากที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เริ่มขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยังคงต้องจับตาดูต่อไปว่าจะยุติหรือลดความรุนแรงได้มากน้อยแค่ไหน หรือจะยืดเยื้อต่อไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยรวมถึงภาคค้าปลีกทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้ผู้ประกอบการเองต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไป