
'ผู้ประกอบการไทย' กระอัก! ส่งสัญญาณ SOS ถึงรัฐบาล ดูแลพิษสงครามอิหร่านโดยด่วน
รวบรวมเสียงผู้ประกอบการไทย ที่ค้าขายในตะวันออกกลาง ที่ตอนนี้กำลังแย่ เพราะพิษสงครามอิหร่าน-ตะวันออกกลางพ่นพิษ ทำยอดสั่งซื้อชะงัก-ค่าระวางเรือพุ่งพรวด สินค้าเกษตรและแปรรูปอ่วมหนัก ต้นทุนเม็ดพลาสติกขยับตัวสูงสวนทางเงินบาทแข็งค่า วอนรัฐบาลดูแลก่อนแบกรับภาระไม่ไหวจนธุรกิจล่มสลาย
KEY
POINTS
- ผู้ประกอบการส่งออกได้รับผลกระทบหนักจากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ยอดสั่งซื้อสินค้าหยุดชะงักและต้องแบกรับต้นทุนค่าขนส่ง วัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น
- เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือเร่งด่วน โดยเฉพาะการควบคุมดูแลค่าระวางเรือให้มีเสถียรภาพ และบริหารจัดการค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนกระทบความสามารถในการแข่งขัน
- เสนอให้ภาครัฐช่วยสนับสนุนการหาตลาดส่งออกใหม่ทดแทน และพิจารณามาตรการช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง หรือลดหย่อนภาษี เพื่อพยุงธุรกิจ
กลุ่มผู้ประกอบการไทยกำลังประสบวิกฤตหนักจาก "สถานการณ์สงครามอิหร่าน" ในพื้นที่ตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบทางด้านราคาขนส่งและการนำเข้าบรรจุภัณฑ์
ฐานเศรษฐกิจ สอบถามผู้ประกอบการในงานแสดงสินค้า THAIFEX – HOREC ASIA ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งมีบริษัทเข้าร่วมเกือบ 700 บริษัท จาก 35 ประเทศ
พบผู้ประกอบการไทยที่ทำการค้าขายกับประเทศตะวันออกกลางมีความต้องการให้รัฐบาลไทยเร่งหาวิธีในการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยด่วน เนื่องจากประสบปัญหาอย่างมาก
นางสาวอรุณี ชิณวงศ์ Sale Support and Product Development Manager จาก บริษัท บลู ริเวอร์ โปรดักส์ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการโรงงานผลิตอาหารและถนอมอาหาร เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในพื้นที่ตะวันออกกลาง ส่งผลให้ยอดการสั่งซื้อ(ออเดอร์)จากประเทศแถบตะวันออกกลางต้องหยุดชะงักลงอย่างไม่มีกำหนด
นอกจากนี้ บริษัทยังต้องเผชิญกับปัญหาค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์ยังคงตึงเครียดและยืดเยื้อต่อไป ทางบริษัทต้องเร่งหาวิธีในการหาทางออกของปัญหาเศรษฐกิจในครั้งนี้
"อยากให้รัฐบาลไทยเข้ามาช่วยควบคุมเรื่องของค่าขนส่งให้คงที่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าในภาพรวมไปมากกว่านี้"
นางสาวภัสร์วรา ตนบูรณ์ทรัพย์ Sales Manager บริษัท พิค แอนด์ พีล ไทย จำกัด ที่เชี่ยวชาญการส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋อง มะม่วงกระป๋อง และผลไม้เขตร้อนคุณภาพสูง เปิดเผยว่า ได้รับผลกระทบด้านการส่งออกสินค้ากลุ่มผลไม้กระป๋อง โดยเฉพาะในตลาดหลักอย่างซาอุดีอาระเบีย ที่ขณะนี้การสั่งซื้อหยุดชะงักลงอย่างไม่มีกำหนด
นอกจากปัญหาด้านการสั่งซื้อสินค้าแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับภาระ ค่าระวางเรือ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาวะ เงินบาทแข็งค่า ซึ่งทำให้รายได้จากการส่งออกลดน้อยลงไปอีก
จากวิกฤตที่เกิดขึ้น บริษัทจึงต้องปรับกลยุทธ์เร่งหาฐานลูกค้าใหม่ในแถบ ภูมิภาคเอเชียเพิ่มเติม เพื่อกระจายความเสี่ยงจากภาวะสงครามตะวันออกกลางที่อาจลากยาวและทำให้ยอดสั่งซื้อขาดช่วงนานกว่าที่คาดการณ์ไว้
"อยากให้รัฐบาลไทยเข้ามาช่วยควบคุมดูแลราคาค่าขนส่งและค่าระวางเรือให้มีความเสถียรเพื่อประคองต้นทุนการผลิต พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนในการเปิดช่องทางการค้าและหาตลาดใหม่ๆ ในพื้นที่ที่ปลอดภัยจากผลกระทบของสงครามเพื่อทดแทนยอดการสั่งสินค้าที่ขาดหายไป นอกจากนี้ อยากให้ภาครัฐมีมาตรการบริหารจัดการค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนเกินไป เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและรายได้จากการส่งออกที่ลดลง"
นางวิชาดา เดอ สมิท ตำแหน่ง Managing Director บริษัท ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประกอบกิจการผลิต พริกซอส น้ำจิ้ม เครื่องปรุงรสต่างๆ ส่งออกไปยังต่างประเทศทั่วโลก เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการส่งออกสินค้ากลุ่ม ซอสพริก เครื่องปรุงรส และสินค้าในกลุ่ม ODM ไปยังตลาดหลักอย่าง ซาอุดีอาระเบีย และดูไบ
"โดยขณะนี้พบว่าลูกค้าเริ่มมีการชะลอตัวและหยุดชะงักการสั่งซื้อสินค้าอย่างเห็นได้ชัด"
นอกจากนี้ บริษัทยังต้องเผชิญกับผลกระทบทางอ้อมที่รุนแรง ทั้งเรื่องการปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือที่ส่งผลให้ ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้น รวมถึงวิกฤตต้นทุนบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะ เม็ดพลาสติก ที่มีราคาสูงขึ้นตามสถานการณ์โลก ซึ่งทางบริษัทพยายามอย่างเต็มที่ในการทำความเข้าใจปัญหาและ ตรึงราคาสินค้า ให้อยู่ในระดับที่ลูกค้าสามารถรับได้เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจไว้
"จากวิกฤตที่เกิดขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือมาตรการด้านเงินทุน ด้วยการสนับสนุนวงเงินกู้ชั่วคราวเพื่อเสริมสภาพคล่องให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนบรรจุภัณฑ์และราคาเม็ดพลาสติกที่พุ่งสูงขึ้นได้ พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหารอบด้าน"
นางสาวเนตรชนก แก้วทอง ตำแหน่ง Sales Representatives บริษัท ตะวันพืชผล จำกัด ที่จำหน่ายสินค้า กลุ่มผักแปรรูป กลุ่มหอมแดง-กระเทียม กลุ่มอาหารแห้ง ธัญพืช และเครื่องเทศ เปิดเผยว่า บริษัทได้รับผลกระทบด้านการนำเข้าบรรจุภัณฑ์จากอิหร่าน และ ถั่วบางชนิดจากประเทศแถบตะวันออกกลาง เกิดความล่าช้า อาจจะถึงขั้นหยุดชะงักการนำเข้า
"ทั้งหมดนี้ทำให้ต้นทุนการผลิตขยับสูงขึ้นรอบด้าน ทางบริษัทก็พยายามจัดการอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ต้องไปขึ้นราคากับลูกค้า และยังสามารถผลิตสินค้าส่งมอบได้ตามกำหนดท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้า"
นายพุทธิภูมิ พุทธาคุณาพันธ์ ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย บริษัท เจ แอนด์ พี จัสโก โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ทางบริษัทกำลังเผชิญกับปัญหาหนัก เนื่องจากค่าเม็ดพลาสติกที่สูงขึ้น ทำให้โรงงานไม่รับการผลิตสินค้าจำพวกพลาสติกได้ ทางบริษัทจึงต้องหาทางแก้ไขสถานการณ์อื่นๆ แล้วยังมีปัญหาด้านการขนส่ง ที่ค่าระวางเรือปรับราคาขึ้นสูงขึ้น และทางบริษัทคาดว่าในอนาคตอาจจะสูงขึ้นอีก
"อยากให้รัฐบาลไทยเข้ามาช่วยควบคุมต้นทุนการผลิต และทางบริษัทเองก็ต้องทำการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์"
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ได้กลายเป็นกำแพงขนาดใหญ่ที่ขัดขวางการเติบโตของภาคการส่งออกไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอาหารแปรรูป ผลไม้สด พืชผักเกษตรกร ผลไม้กระป๋อง และเครื่องปรุงรสที่ส่งออกไปยังตลาดแถบตะวันออกกลาง ซึ่งขณะนี้มียอดสั่งซื้อหยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด
นอกจากปัญหายอดขายที่หายไป ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับ ปัญหาที่ควบคุมได้ยาก ทั้งค่าระวางเรือที่พุ่งสูงจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ราคาวัตถุดิบนำเข้าและเม็ดพลาสติกที่แพงขึ้น ตลอดจนปัญหาเงินบาทแข็งค่า แม้แต่ละบริษัทจะพยายามปรับตัวด้วยการหาตลาดใหม่ในแถบเอเชียและพยายามตรึงราคาขายไว้ให้ได้นานที่สุด แต่หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายลงในเร็ววัน ขีดความสามารถในการแบกรับภาระเหล่านี้อาจถึงขีดจำกัด
เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการทุกภาคส่วนจึงมุ่งเป้าไปที่การขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย เพื่อช่วยพยุงให้ธุรกิจส่งออกของไทยสามารถประคองตัวและผ่านพ้นวิกฤตซ้อนวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคง










