
เมื่อเทคโนโลยี AI รุกคืบ แทนที่นักบัญชี CFO ยุคใหม่ต้องปรับตัว
ชำแหละสมรภูมิ AI เขย่าวิชาชีพนักบัญชี "สุกิจ งามสง่าพงษ์" แม่ทัพการเงิน กลุ่มดุสิตธานี นิยามใหม่ CFO ยุคดิจิทัล
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังรุกคืบและพลิกโฉมทุกอาชีพ แวดวง “นักบัญชีและการเงิน” กลายเป็นหนึ่งในวิชาชีพที่ถูกท้าทายจากกระแสคลื่น AI ดิสรัปชันอย่างรุนแรง ภาพจำเดิม ๆ ของมนุษย์หลังบ้านผู้จมกองเอกสารและตัวเลขกำลังจะเลือนหายไป ในมุมมองของยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรม Hospitality ระดับตำนานของไทย กล่าวว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่คือขอบฟ้าใหม่ของการก้าวสู่ตำแหน่ง “ลมใต้ปีก” ผู้วางยุทธศาสตร์แถวหน้าขององค์กร “ฐานเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ แม่ทัพใหญ่ด้านบัญชีและการเงินของ ดุสิตธานี “สุกิจ งามสง่าพงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ดำเนินรายการโดย “ฟาง-วิลาสินี แวน ฮาเรน” กรรมการผู้จัดการ ฐานเศรษฐกิจ เจาะลึกเส้นทางวิชาชีพที่บ่มเพาะประสบการณ์ยาวนานกว่า 35 ปี ตั้งแต่การเป็นผู้สอบบัญชี (Audit) มือฉมัง สู่ผู้บริหารการเงินระดับสากล รวมถึงมุมมองในวันที่ AI คำนวณเลขได้แม่นยำกว่ามนุษย์
เส้นทางชีวิต 35 ปี จาก Audit สู่แม่ทัพการเงินระดับสากล
ปูมหลังของ “สุกิจ งามสง่าพงษ์” มีวิถีการเติบโตที่แตกต่างและเปี่ยมไปด้วยเส้นทางที่น่าสนใจ เริ่มต้นจากสายงานตรวจสอบบัญชี (Audit) จากสำนักงานระดับตำนานอย่าง SGV ณ ถลาง นานถึง 9 ปี ก่อนจะผันตัวเข้าสู่บทบาทผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) และเลขานุการกรรมการตรวจสอบในบริษัทมหาชน ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังตื่นตัวเรื่องหลักธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เมื่อไม่หยุดนิ่งและปฏิเสธการอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ได้นำพาคุณสุกิจออกไปโลดแล่นในฐานะผู้บริหารในเวทีระดับโลก
โดยเขาได้รับโอกาสเดินทางไปประจำการ ณ สำนักงานใหญ่ ที่นครซูริก สวิตเซอร์แลนด์ เป็นเวลา 3 ปี เพื่อดูแลธุรกิจที่กระจายตัวอยู่เกือบ 100 ประเทศทั่วโลก ก่อนจะย้ายไปกุมบังเหียนในฐานะ CEO คุมธุรกิจที่อินโดนีเซียอีก 8 ปี ประสบการณ์ข้ามวัฒนธรรมเหล่านี้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นนักบริหารการเงินที่ไม่ได้มองแค่ตัวเลขตามหน้ากระดาษ แต่เข้าใจลึกซึ้งถึงบริบทของผู้มีส่วนได้เสีย ในระดับสากล จนกระทั่งได้รับการทาบทามจาก “คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์” ให้มาร่วมงานกับกลุ่มดุสิตธานี ในที่สุด
ถอดบทเรียนพา ‘ดุสิตธานี’ ฝ่าสมรภูมิวิกฤต
ปัจจุบัน “สุกิจ” ร่วมงานกับ บมจ.ดุสิตธานี เข้าสู่ปีที่ 7 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดเพราะเป็นช่วงที่องค์กรกำลังขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ หากย้อนกลับไปดุสิตธานียังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ถาโถมเข้าใส่ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการจนรายได้แทบกลายเป็นศูนย์ ในช่วงนั้นดุสิตธานีดำเนินนโยบาย “ไม่ลดพนักงาน” ในมุมของ “สุกิจ” ต้องทำหน้าที่อย่างหนักในการทำ Scenario และ Stress Test ทุกวันอย่างเข้มข้น บริหารกระแสเงินสด ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงยอมสละลดเงินเดือนตัวเองลงสูงสุดถึง 50% เพื่อปกป้องพนักงาน วิกฤตครั้งนั้นจึงกลายเป็นภูมิต้านทานชั้นยอดที่ทำให้ระบบหลังบ้านของดุสิตธานีแข็งแกร่งและยืดหยุ่นต่อความผันผวนของโลกยุคใหม่
ปัจจุบันดุสิตธานีไม่ได้มีเพียงแค่ธุรกิจโรงแรม แต่ขยายปีกไปสู่ธุรกิจการศึกษา ธุรกิจอาหาร และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีเมกะโปรเจกต์ที่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญอย่าง “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” (Dusit Central Park) โครงการลักชัวรีมิกซ์ยูสมูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท ที่กำลังอยู่ในช่วงทยอยส่งมอบและจะพลิกโฉมผลประกอบการของกลุ่มดุสิตธานีให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ชำแหละ Pain Point ปลดล็อกนักบัญชีด้วยระบบ Automation และ AI
เมื่อถามถึงกระแสความตื่นตระหนกว่าปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ออฟฟิศ แม่ทัพการเงินแห่งดุสิตธานียืนยันอย่างหนักแน่นว่า “AI ไม่สามารถทดแทนนักบัญชีได้ทั้งหมด” ผู้ประกอบวิชาชีพต้องเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากมันเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเอง
ปัจจุบัน กลุ่มดุสิตธานีบริหารจัดการปิดบัญชีและทำงบการเงินรวมถึง 50 บริษัทในเครือ ซึ่งมีทั้งความซับซ้อนและขนาดธุรกิจที่แตกต่างกัน คุณสุกิจได้นำระบบ Automation และเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยแก้ Pain Point สำคัญ 3 ด้าน คือ
“การกระทบยอดบัญชี การบันทึกรายการ และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตัดสินใจ แปลงฐานข้อมูลดิบให้เป็น Dashboard
แต่การใช้ AI หากขาดระบบการควบคุมภายในที่ดี ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากระบบอัตโนมัติจะขยายตัวเป็นทวีคูณ”
ยกระดับความโปร่งใส ปักหมุด ‘สภาของทุกๆ คน’ ผ่านระบบ E-voting
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่สปอตไลท์กำลังจับจ้องคุณสุกิจ คือการอาสาเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ในการขับเคลื่อนวิชาชีพบัญชีของประเทศ ในฐานะแกนนำ “กลุ่มเพื่อนนักบัญชี หมายเลข 2” ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการและนายกสภาวิชาชีพบัญชี ในวันที่ 15 สิงหาคม 2569 นี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่จะใช้ระบบลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ (E-voting)
“สุกิจ” กล่าวว่าระบบนิเวศของวิชาชีพบัญชีนั้นกว้างมาก ตั้งแต่สำนักงานบัญชีท้องถิ่นรายย่อยไปจนถึงบริษัทระดับ Big 4 ยุทธศาสตร์หลักของทีมเบอร์ 2 จึงตั้งมั่นอยู่บนหลักการ 3 คำคือ “ความเชื่อมั่น ช่วยกัน และเชื่อมโยง”
คัมภีร์ชีวิต CFO ‘อย่าอยู่คนเดียว’ กุญแจสำคัญของทัพหลังผู้ทรงพลัง
ในช่วงท้ายของการสนทนา “สุกิจ” ได้แบ่งปันแง่คิดการดำเนินชีวิตของผู้ชายที่ต้องอยู่กับตรรกะและตัวเลขตลอดเวลา นอกเหนือจากการผ่อนคลายความเครียดด้วยการวิ่งเอาต์ดอร์และการปั่นจักรยานแล้ว คัมภีร์สำคัญที่เขาฝากถึงนักบัญชีรุ่นใหม่คือคำว่า “อย่าอยู่คนเดียว”
“อย่าทำงานอยู่แต่กับตัวเลขจนหาทางออกไม่ได้ บางทีเพื่อนร่วมงานที่อยู่ใกล้ ๆ หรือฝ่ายงานอื่นสามารถช่วยเราแก้ปัญหาได้ สิ่งสำคัญคือทำในสิ่งที่เราถนัดอย่างเต็มที่ และเปิดใจทำงานร่วมกับคนอื่น เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้องค์กร”




