thansettakij
thansettakij
CPALL กวาดรายได้ปี 68 ทะลุ 1 ล้านล้าน เตรียมควัก 1.36 หมื่นล้านขยายเซเว่นฯ อีก 700 สาขา

CPALL กวาดรายได้ปี 68 ทะลุ 1 ล้านล้าน เตรียมควัก 1.36 หมื่นล้านขยายเซเว่นฯ อีก 700 สาขา

26 ก.พ. 2569 | 07:56 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ก.พ. 2569 | 08:23 น.

อาณาจักรค้าปลีกแสนล้านขยับสู่ “ล้านล้าน” CPALL โชว์กำไร 2.8 หมื่นล้าน ดัน O2O โตต่อเนื่อง อัดงบลงทุนสูงสุด 1.36 หมื่นล้าน ขยายเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วไทย เร่งเครื่อง 7-Eleven แตะ 15,945 สาขา ลุยเปิดเพิ่มอีก 700 สาขา ปี 69

KEY

POINTS

  • ซีพี ออลล์ (CPALL) ประกาศผลประกอบการปี 2568 มีรายได้รวมทะลุ 1 ล้านล้านบาทเป็นครั้งแรก อยู่ที่ 1,022,143 ล้านบาท เติบโต 3.5%
  • ในปี 2568 ได้ขยายสาขา 7-Eleven ครบตามเป้าหมาย 700 สาขา ทำให้มีสาขาทั่วประเทศรวม 15,945 สาขา
  • บริษัทวางแผนเดินหน้าเปิดร้าน 7-Eleven ในประเทศไทยเพิ่มอีกประมาณ 700 สาขาในปี 2569 พร้อมตั้งงบลงทุนรวม 12,000 – 13,600 ล้านบาท

บมจ.ซีพี ออลล์ หรือ CPALL ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกของไทย หลังสรุปผลการดำเนินงานปี 2568 ด้วยรายได้รวมทะลุหลักล้านล้านบาทเป็นครั้งแรกที่ 1,022,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% จากปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 28,206 ล้านบาท เติบโต 11.3% สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน การปรับพอร์ตสินค้า และการรุกกลยุทธ์ O2O ที่สร้างการเติบโตท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยังมีแรงกดดัน

โครงสร้างรายได้หลักยังคงมาจากการขายสินค้าและบริการจำนวน 990,663 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการพัฒนาสินค้าใหม่ การทำการตลาดเชิงรุก และการเชื่อมต่อช่องทางออนไลน์กับออฟไลน์ของแต่ละหน่วยธุรกิจ ขณะที่รายได้อื่น ๆ รวม 31,480 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.3% จากรายได้ทางการตลาดที่เติบโตตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น

เมื่อพิจารณาสัดส่วนรายได้รวมก่อนหักรายการระหว่างกัน พบว่า ธุรกิจร้านสะดวกซื้อคิดเป็น 46% ธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก และศูนย์การค้า 48% และธุรกิจอื่น ๆ ในประเทศ 6% สะท้อนโครงสร้างธุรกิจที่กระจายความเสี่ยงและสร้างสมดุลรายได้อย่างมีนัยสำคัญ

หัวใจสำคัญยังอยู่ที่ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ซึ่งในปี 2568 มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 462,854 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% หรือ 23,067 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 24,984 ล้านบาท เติบโต 15.9% จากปีก่อนหน้า การเติบโตดังกล่าวมาจากทั้งยอดขายสาขาเดิม การขยายสาขาใหม่ และการเพิ่มสัดส่วนสินค้าอาหารพร้อมรับประทาน

ตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายสาขาใหม่ครบตามเป้าหมาย 700 สาขา ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2568 มีร้าน 7-Eleven ในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 15,945 สาขา แบ่งเป็นร้านบริษัท 8,194 สาขา ร้าน SBP 6,803 สาขา และร้านสิทธิช่วงอาณาเขต 948 สาขา โดยมียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน 83,777 บาท มียอดซื้อต่อบิลประมาณ 88 บาท และมีจำนวนลูกค้าเฉลี่ย 951 คนต่อสาขาต่อวัน สะท้อนกำลังซื้อที่ยังหมุนเวียนในระบบค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง

ในต่างประเทศ บริษัทขยายสาขาใน สปป.ลาว เพิ่มอีก 16 สาขา รวมเป็น 26 สาขา ขณะที่กัมพูชามีจำนวน 112 สาขา พร้อมปรับกลยุทธ์การดำเนินงานให้เหมาะสมกับบริบทตลาดแต่ละประเทศ

กลยุทธ์ O2O ผ่าน 7Delivery และ All Online ยังคงได้รับการตอบรับที่ดี โดยมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 11% ของยอดขายสินค้าในปีที่ผ่านมา สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่แพลตฟอร์มค้าปลีกแบบผสานทุกช่องทาง ขณะเดียวกัน ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังมีรายได้อื่นอีก 29,597 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.7% จากการใช้ประโยชน์พื้นที่สาขา เช่น การให้เช่าพื้นที่และบริการเสริม

 

CPALL กวาดรายได้ปี 68 ทะลุ 1 ล้านล้าน เตรียมควัก 1.36 หมื่นล้านขยายเซเว่นฯ อีก 700 สาขา

 

ในเชิงโครงสร้างสินค้า สัดส่วนรายได้จากการขาย 76.3% มาจากกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และ 23.7% มาจากสินค้าอุปโภคบริโภค การเพิ่มขึ้นของกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาร้านสะดวกซื้อเป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหารในชีวิตประจำวัน ทั้งจากการพัฒนาเมนูใหม่ การทำโปรโมชัน และการยกระดับประสบการณ์ผ่าน 7App ภายใต้แนวคิด “ร้านอิ่มสะดวก” เต็มรูปแบบ

สำหรับปี 2569 CPALL วางแผนเปิดร้าน 7-Eleven ในประเทศไทยเพิ่มอีกประมาณ 700 สาขา พร้อมตั้งเป้าขยายใน สปป.ลาว ต่อเนื่อง ส่วนกัมพูชาจะปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเตรียมงบลงทุนรวมประมาณ 12,000 – 13,600 ล้านบาท ครอบคลุมการเปิดสาขาใหม่ การปรับปรุงร้านเดิม การลงทุนในโครงการใหม่ ศูนย์กระจายสินค้า ตลอดจนระบบสารสนเทศ

การก้าวสู่รายได้ระดับล้านล้านบาทในปี 2568 จึงไม่เพียงเป็นหมุดหมายเชิงตัวเลข แต่สะท้อนการวางรากฐานธุรกิจค้าปลีกที่ผสานสาขาครอบคลุมทั่วประเทศเข้ากับเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อรักษาการเติบโตและความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยในระยะยาว