
ชิงเค้กตลาดชานม 2.6 หมื่นล้าน KAMU KAMU เดินหน้าแฟรนไชส์-บุกต่างประเทศ
ตลาดชานมไทยเดือดไม่พัก “KAMU KAMU” เร่งวางระบบหลังบ้าน-ขยายสาขาเชิงคุณภาพ ตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาทใน 3 ปี พร้อมศึกษาเกมรุกต่างประเทศอย่างรอบคอบ
KEY
POINTS
- คามุ คามุ วางแผนธุรกิจ 3 ปี ตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาท และขยายสาขาให้ครบ 300 แห่ง เพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาดชานมมูลค่ากว่า 2.6 หมื่นล้านบาท
- เดินหน้าขยายสาขาทั้งในรูปแบบของบริษัทและแฟรนไชส์ โดยเน้นทำเลที่มีศักยภาพสูงเพื่อการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ
- ศึกษาโอกาสในการรุกตลาดต่างประเทศอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอาจร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น
ท่ามกลางมูลค่าตลาดชานมและเครื่องดื่มชาในประเทศไทยที่ประเมินกันว่ามีขนาดหลายหมื่นล้านบาท และยังคงเติบโตต่อเนื่องตามพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่นิยม “ดื่มแทนมื้อ” มากขึ้น ผู้เล่นในตลาดต่างเร่งปรับยุทธศาสตร์จากการขยายสาขาเชิงปริมาณ สู่การแข่งขันเชิงคุณภาพและประสิทธิภาพการบริหาร
ล่าสุด KAMU KAMU วางหมุดหมายใหม่ เดินหน้าแผนธุรกิจระยะ 3 ปี ตั้งเป้าผลักดันรายได้แตะระดับ 1,000 ล้านบาท พร้อมขยายเครือข่ายสาขาแตะ 300 แห่ง และศึกษาโอกาสรุกตลาดต่างประเทศอย่างเป็นระบบ
นายทินกฤต สินทัตตโสภณ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า ทิศทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมชานมไทยกำลังเข้าสู่ช่วง “คัดกรองผู้เล่น” อย่างชัดเจน หลังจากก่อนหน้านี้มีแบรนด์เกิดใหม่จำนวนมาก ทั้งจากผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ การแข่งขันด้านราคาและโปรโมชันรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีระบบบริหารจัดการต้นทุนและซัพพลายเชนที่แข็งแรง เริ่มเผชิญแรงกดดันด้านกำไร
“ภาพตลาดวันนี้ไม่ใช่แค่ใครเปิดสาขาได้มากที่สุด แต่เป็นใครที่บริหารต้นทุนได้ดีที่สุด และรักษามาตรฐานรสชาติได้สม่ำเสมอในทุกสาขา” นายทินกฤตกล่าว
กลยุทธ์การเติบโตของบริษัทจึงถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “โตอย่างมีวินัย” (Disciplined Growth) โดยแบ่งออกเป็น 3 เสาหลักสำคัญ
เสาแรก คือ การขยายสาขาเชิงกลยุทธ์ (Strategic Expansion) บริษัทจะเน้นทำเลที่มีทราฟฟิกสูงและมีกำลังซื้อชัดเจน เช่น ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และคอมมูนิตี้มอลล์ในเขตเมืองใหญ่ มากกว่าการเร่งเปิดสาขากระจายทั่วประเทศแบบไม่คัดเลือก เป้าหมายคือเพิ่มประสิทธิภาพยอดขายต่อสาขา (Same-Store Sales Growth) ควบคู่กับการควบคุมค่าเช่าพื้นที่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
เสาที่สอง คือ การยกระดับระบบหลังบ้านและซัพพลายเชน บริษัทลงทุนในระบบบริหารสต็อกวัตถุดิบและโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถกระจายวัตถุดิบหลักจากศูนย์กลางไปยังสาขาต่าง ๆ ได้รวดเร็ว ลดความสูญเสีย และรักษามาตรฐานรสชาติให้คงที่ ซึ่งถือเป็นหัวใจของธุรกิจเครื่องดื่มที่ลูกค้าให้ความสำคัญกับ “ความคุ้นเคยของรสชาติ” เป็นอันดับต้น ๆ
เสาที่สาม คือ การพัฒนาแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้า บริษัทมุ่งสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้ชัดเจนในฐานะแบรนด์ชานมที่มีเอกลักษณ์ ทั้งในด้านเมนู ซิกเนเจอร์ และการออกสินค้าใหม่ตามเทรนด์ พร้อมเดินหน้าพัฒนาโปรแกรมสมาชิก (Loyalty Program) เพื่อเพิ่มความถี่ในการซื้อซ้ำ และสร้างฐานข้อมูลลูกค้า (Customer Data) สำหรับวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงลึก
นายทินกฤตมองว่า ความท้าทายสำคัญของธุรกิจเครื่องดื่มในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ไม่ได้อยู่ที่ดีมานด์ผู้บริโภคซึ่งยังมีแนวโน้มเติบโต แต่เป็นแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าเช่าพื้นที่ที่ปรับตัวสูงขึ้น การรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมจึงต้องอาศัยการบริหารต้นทุนอย่างละเอียด และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แบรนด์
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมการบริโภคใกล้เคียงกับไทย อย่างไรก็ตาม การรุกต่างประเทศจะดำเนินการภายใต้โมเดลที่รอบคอบ อาจเริ่มจากการจับมือพันธมิตรท้องถิ่น (Local Partner) ที่มีความเข้าใจตลาด เพื่อจำกัดความเสี่ยงในระยะแรก
“เราไม่ได้มองการออกต่างประเทศเป็นเพียงภาพลักษณ์ แต่ต้องมั่นใจว่าระบบหลังบ้านและมาตรฐานของเราพร้อมจริง ๆ เพราะถ้าแบรนด์เสียความเชื่อมั่นในตลาดใหม่ จะกู้กลับมาได้ยาก” ทินกฤตกล่าว
ในมิติการแข่งขัน ปัจจุบันตลาดชานมไทยมีทั้งแบรนด์พรีเมียม แบรนด์แมส และแบรนด์เฉพาะกลุ่ม ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกจำนวนมาก การรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายกลุ่มใหม่จึงต้องอาศัยความแตกต่างที่จับต้องได้ ทั้งในด้านรสชาติ คุณภาพวัตถุดิบ และประสบการณ์หน้าร้าน
บริษัทประเมินว่า หากสามารถขยายสาขาได้ตามแผน และรักษาอัตราการเติบโตของยอดขายต่อสาขาอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายรายได้ 1,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี มีความเป็นไปได้ โดยจะอาศัยทั้งรายได้จากสาขาบริษัท (Company-Owned Stores) และสาขาแฟรนไชส์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
ในระยะยาว นายทินกฤตมองว่า อุตสาหกรรมเครื่องดื่มจะเคลื่อนสู่ยุคที่ผู้เล่นต้องมีความสามารถด้านข้อมูล (Data-Driven Business) มากขึ้น ตั้งแต่การวิเคราะห์ทำเล การคาดการณ์ยอดขาย ไปจนถึงการพัฒนาเมนูใหม่ให้ตรงกับรสนิยมผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่
“การแข่งขันจะไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติ แต่เป็นเรื่องระบบและความเร็วในการปรับตัว” เขากล่าว
การเดินเกมครั้งนี้ของ KAMU KAMU จึงสะท้อนภาพผู้ประกอบการไทยที่พยายามยกระดับจากธุรกิจร้านเครื่องดื่มทั่วไป สู่การวางรากฐานองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการเติบโตในระดับภูมิภาค ท่ามกลางสมรภูมิตลาดชานมที่ยังคงร้อนแรง และไม่มีสัญญาณชะลอตัวในเร็ววัน

