
15 ปีในไทย ยูนิโคล่ เดินเกมค้าปลีกยั่งยืน ดันวัตถุดิบออร์แกนิก-ราคาเป็นธรรม
ยูนิโคล่ ประเทศไทย ประกาศแผนความยั่งยืนปี 2569 เดินหน้าจัดการขยะในทุกสาขา ขยายโครงการบริจาคเสื้อผ้าในกรุงเทพฯ และต่อยอดโครงการพัฒนาเยาวชน พร้อมยืนยันใช้วัตถุดิบออร์แกนิกต่อเนื่อง ไม่ปรับขึ้นราคา
KEY
POINTS
- ครบรอบ 15 ปี ยูนิโคล่ ประเทศไทย ประกาศแผนงานด้านความยั่งยืน โดยตั้งเป้าเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกที่ยั่งยืนของไทย
- เดินหน้าใช้วัตถุดิบออร์แกนิกในการผลิตสินค้า โดยยืนยันว่าจะไม่ผลักภาระต้นทุนให้ผู้บริโภคและยังคงรักษาระดับราคาที่เป็นธรรม
- มุ่งส่งเสริมให้ผู้บริโภคปรับทัศนคติในการถนอมและยืดอายุการใช้งานเสื้อผ้า เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน
- ขยายผลโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่น ระบบจัดการขยะ Zero Landfill และการส่งต่อเสื้อผ้าผ่าน BKK Food Bank ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ยูนิโคล่ ประเทศไทย เปิดแผนงานด้านความยั่งยืนประจำปี 2569 ในโอกาสครบรอบ 15 ปีในตลาดไทย โดยยังคงยึดปรัชญา "ปลดล็อกพลังแห่งเสื้อผ้า" เป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจ ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน
โยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงทิศทางและแผนการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในปี 2569 โดยย้ำว่าความยั่งยืนคือแกนหลักของโมเดลธุรกิจที่ยูนิโคล่ยึดถือมาโดยตลอด
วาคากุวะกล่าวถึงพฤติกรรมเฉพาะตัวของผู้บริโภคชาวไทยว่า คนไทยให้ความสำคัญกับแฟชั่นและการแต่งกายสูง แตกต่างจากตลาดญี่ปุ่นในแง่ระยะเวลาการใช้งานเสื้อผ้า อย่างไรก็ตาม เขามองว่าจากนี้ไปทั้งแบรนด์และลูกค้าจะต้องร่วมกันปรับทัศนคติในการ "ถนอมและยืดอายุการใช้งานเสื้อผ้า" เพื่อให้ยูนิโคล่สามารถส่งมอบคุณค่าได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ในประเด็นการใช้วัตถุดิบอย่างยั่งยืน วาคากุวะชี้แจงว่ายูนิโคล่ดำเนินการด้านวัตถุดิบออร์แกนิกมาอย่างต่อเนื่อง เเละย้ำว่าจะไม่นำต้นทุนส่วนนี้มาผลักภาระให้ผู้บริโภค โดยระบุว่าบริษัทมุ่งรักษาระดับราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม พร้อมปรับปรุงคุณภาพควบคู่ไปด้วย เพราะเชื่อว่าการสร้างประโยชน์ให้สังคมต้องไม่แลกมาด้วยการทำให้สินค้าเข้าถึงได้ยากขึ้น
เมื่อถูกถามถึงงบประมาณที่จัดสรรสำหรับโครงการด้านความยั่งยืน วาคากุวะอธิบายว่าหลักการจัดสรรงบประมาณของบริษัทจะพิจารณาจากคุณค่าที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมไทยและผลที่จะได้จากการแก้ไขปัญหาสังคม โดยตั้งงบให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์นั้นอย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ วาคากุวะแสดงความมั่นใจว่ายูนิโคล่มีศักยภาพพอที่จะเป็น "Leading Company" ด้านความยั่งยืนในภาคค้าปลีกไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งพันธมิตรและลูกค้า แต่ก็ยอมรับว่ามีความเสี่ยงในหลายมิติที่ต้องติดตาม ประเมิน และวางมาตรการรองรับ รวมถึงกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงขึ้นในประเทศไทย
สำหรับตัวชี้วัดความสำเร็จด้านความยั่งยืน วาคากุวะ ระบุว่าการวัดผลเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ดัชนีสำคัญที่เขาให้น้ำหนักคือ การที่ลูกค้าเข้าใจและเชื่อมั่นในปรัชญาและแนวคิดของยูนิโคล่ โดยมองว่าตัวเลขยอดขายที่มาจากความเชื่อมั่นนั้นคือสัญญาณที่บอกได้ว่าบริษัทเดินมาถูกทางเเล้วหรือไม่
15 ปีในไทย บทเรียนสำคัญ
วาคากุวะสะท้อนการดำเนินธุรกิจตลอด 15 ปีในตลาดไทย โดยยอมรับว่าเส้นทางนี้ไม่ได้ราบรื่น ย้อนกลับไปเฉพาะช่วงวิกฤตโควิด-19 ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา บริษัทพยายามสร้างกิจกรรมที่มีส่วนแก้ปัญหาสังคมอย่างต่อเนื่อง และในวาระครบรอบนี้ ต้องการนำทุกสิ่งที่ได้เรียนรู้มาต่อยอดสร้างประโยชน์ สร้างผลประกอบการที่ดี และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าชาวไทยต่อไป
15 ปี ที่ยูนิโคล่เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เราไม่ได้เพียงขยายร้านสาขาเพื่อให้คนไทยเข้าถึงไอเทมไลฟ์แวร์ แต่ยังขับเคลื่อนกิจกรรมด้านความยั่งยืนควบคู่กัน เราลงมือทำกิจกรรมด้านความยั่งยืนอย่างครบวงจร ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน ผ่านกิจกรรมระดับโลกของบริษัทแม่ในเมืองไทย รวมถึงริเริ่มโครงการด้านความยั่งยืนต่างๆ ซึ่ง ยูนิโคล่ ประเทศไทย ริเริ่มขึ้นมาเพื่อตอบสนองกับสังคมไทยโดยเฉพาะ ผ่านการร่วมมือกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เรายังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสานต่อโครงการและกิจกรรมด้านความยั่งยืนของยูนิโคล่ ประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและสังคมไทย
แผนการเดินหน้าความยั่งยืนในปี 2569
ยูนิโคล่ ประเทศไทย วางแผนขยายผลโครงการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะขยายระบบจัดการขยะ Zero Landfill ไปยังทุกสาขาและคลังสินค้า พร้อมขยาย UNIQLO Clothing Corner ใน BKK Food Bank ให้ครอบคลุมทั้ง 50 สำนักงานเขตของกรุงเทพฯ ภายในปี 2573
ด้านการพัฒนาเยาวชน ยูนิโคล่จับมือกับ Save the Children จัดอบรมและกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจด้านอาชีพให้เยาวชนกว่า 100 คนในชุมชนคลองเตย โดยเปิดโอกาสให้ฝึกงานในสาขาจริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระยะ 3 ปี (2568–2571) ที่ได้รับการสนับสนุนจากเงินบริจาค 60 ล้านเยน ผ่านการจำหน่ายเสื้อยืด PEACE FOR ALL และยังมีแผนจัดกิจกรรม PM2.5 Warrior Award ต่อเนื่องในเดือนมีนาคม 2569 อีกด้วย

