thansettakij
thansettakij
เปิดโผ 4 กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์มาแรง ครึ่งปีแรก 69 ที่แบรนด์ยังจ้างต่อ

เปิดโผ 4 กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์มาแรง ครึ่งปีแรก 69 ที่แบรนด์ยังจ้างต่อ

IdeasLabs เผยเทรนด์ตลาด Influencer Marketing ครึ่งปีแรก 2569 แม้เศรษฐกิจชะลอ แต่แบรนด์ยังเดินหน้าลงทุนผ่านอินฟลูเอนเซอร์ที่สร้างยอดขายได้จริง พร้อมเปิด 4 กลุ่มคอนเทนต์มาแรงที่ยังดึงดูดเม็ดเงินการตลาดต่อเนื่อง

KEY

POINTS

  • เปิด 4 กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่แบรนด์ยังคงใช้งบจ้างงานมากที่สุดในครึ่งปีแรก ได้แก่ Foodie, Mom & Kids, Lifestyle และ Beauty
  • แบรนด์ปรับกลยุทธ์โดยหันมาให้ความสำคัญกับอินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถสร้างยอดขายและวัดผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้จริง มากกว่าเน้นแค่การสร้างการรับรู้
  • แนวโน้มการจ้างงานเปลี่ยนจากอินฟลูเอนเซอร์รายใหญ่ไปสู่กลุ่ม Micro และ Nano Influencer มากขึ้น เพื่อสร้างคอนเทนต์เชิงลึกและติดตามผลลัพธ์ด้านยอดขายได้ชัดเจน
  • อินฟลูเอนเซอร์ต้องปรับบทบาทจากผู้สร้างคอนเทนต์ (Content Creator) ไปสู่ผู้ที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ (Business Result Driver) เพื่อรับมือการแข่งขันที่สูงขึ้นในอนาคต

นายธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง IdeasLabs ผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Influencer และ MarTech กล่าวว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มปรับกลยุทธ์การใช้งบการตลาดอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่สามารถวัดผลได้จริง มากกว่าการสร้างการรับรู้ผ่านยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือยอดวิวเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ตลาด Influencer Marketing กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่อินฟลูเอนเซอร์ต้องพิสูจน์ศักยภาพในการสร้างยอดขายและผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

นายธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง IdeasLabs ผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Influencer และ MarTech

 

จากข้อมูลการทำงานร่วมกับแบรนด์ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ พบว่า ผู้ประกอบการยังคงใช้งบด้าน Influencer Marketing อย่างต่อเนื่อง แต่มีการคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์อย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยให้น้ำหนักกับผู้ที่สามารถกระตุ้นการตัดสินใจซื้อและสร้างยอดขายกลับมาได้จริง

 

จากยุคไวรัล สู่ยุควัดผลยอดขาย

แนวโน้มดังกล่าวแตกต่างจากในอดีตที่แบรนด์มักใช้งบก้อนใหญ่กับดาราหรือ Mega Influencer เพื่อสร้างกระแสไวรัลและการรับรู้ในวงกว้าง ปัจจุบันหลายแบรนด์เริ่มกระจายงบประมาณไปยัง Micro Influencer และ Nano Influencer จำนวนมากขึ้น

พร้อมเชื่อมโยงการทำงานกับระบบ Affiliate Marketing เพื่อวัดผลยอดขายที่เกิดขึ้นจากคอนเทนต์ของแต่ละคนโดยตรงแทนที่จะจ้างอินฟลูเอนเซอร์รายใหญ่เพียงไม่กี่ราย แบรนด์เลือกกระจายงบไปยังครีเอเตอร์ขนาดเล็กหลายสิบคน เพื่อสร้างคอนเทนต์เชิงลึกที่แสดงการใช้งานสินค้าจริงในชีวิตประจำวัน และสามารถติดตามผลลัพธ์การขายได้ชัดเจน

เปิดโผ 4 กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์มาแรง Foodie ครองแชมป์

ข้อมูลจาก IdeasLabs พบว่า 4 กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่ยังคงได้รับงบประมาณจากแบรนด์มากที่สุดในช่วงไตรมาสแรก ได้แก่ Foodie, Mom & Kids, Lifestyle และ Beauty

 

เปิดโผ 4 กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์มาแรง Foodie ครองแชมป์

 

กลุ่ม Foodie ยังคงครองอันดับหนึ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและสามารถกระตุ้นการซื้อตามได้ง่าย

กลุ่ม Mom & Kids ได้รับความเชื่อถือสูงจากผู้บริโภค โดยเฉพาะการรีวิวจากประสบการณ์ตรงของคุณแม่

กลุ่ม Lifestyle ช่วยเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้อย่างเป็นธรรมชาติ

กลุ่ม Beauty ยังคงเป็นตลาดสำคัญของแบรนด์สกินแคร์และเครื่องสำอางที่ต้องการรีวิวผลลัพธ์จริงก่อนและหลังการใช้งาน

แนะอินฟลูฯ เปลี่ยนบทบาทจากคนสร้างคอนเทนต์สู่คนสร้างผลลัพธ์

IdeasLabs มองว่า อินฟลูเอนเซอร์ไทยจำเป็นต้องปรับบทบาทจาก “Content Creator” ไปสู่ “Business Result Driver” หรือผู้สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้กับแบรนด์ แนวทางสำคัญประกอบด้วย การผลิตคอนเทนต์ที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ การนำเสนอข้อมูลวัดผลที่ชัดเจน การสร้างความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในการรีวิว รวมถึงการนำ AI และเครื่องมือ MarTech มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

นอกจากนี้ ครีเอเตอร์ควรกระจายการสร้างคอนเทนต์ไปยังหลายแพลตฟอร์ม ไม่พึ่งพาช่องทางเดียว พร้อมปรับรูปแบบค่าบริการให้ยืดหยุ่นมากขึ้น และยกระดับมาตรฐานการทำงานในด้านการส่งมอบงาน การจัดทำข้อมูลผู้ติดตาม และการรายงานผลหลังจบแคมเปญ

 

แนะอินฟลูฯ เปลี่ยนบทบาทจากคนสร้างคอนเทนต์สู่คนสร้างผลลัพธ์

 

ครึ่งปีหลังแข่งเดือด แบรนด์มองหาคอนเทนต์เชิงลึกมากขึ้น

สำหรับแนวโน้มตลาด Influencer Marketing ในช่วงครึ่งปีหลัง IdeasLabs คาดว่า การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นทั้งด้านคุณภาพคอนเทนต์และราคา โดยแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok และ Facebook Reels ยังคงเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารกับผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม แบรนด์จะเริ่มกระจายความเสี่ยงด้วยการมองหาอินฟลูเอนเซอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Niche Influencer) และสามารถสร้างคอนเทนต์เชิงลึก (Deep Content) ได้มากขึ้น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและผลักดันยอดขายในระยะยาว

อีกหนึ่งเทรนด์สำคัญคือการขยับสู่รูปแบบ Long-term Partnership หรือการร่วมงานระยะยาว 3-6 เดือน แทนการจ้างงานแบบครั้งเดียวจบ เพื่อสร้างความต่อเนื่องของการสื่อสารและติดตามผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายธนดล กล่าวว่า อินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ทางธุรกิจและสร้างยอดขายได้อย่างชัดเจน จะเป็นกลุ่มที่ได้รับความได้เปรียบในการแข่งขัน และมีโอกาสได้รับงบประมาณจากแบรนด์เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังอย่างต่อเนื่อง