
Influencer Marketing ขาขึ้น รับเศรษฐกิจฝืด แบรนด์รัดเข็มขัด
เผยเทรนด์ Influencer Marketing แบรนด์ลดความสำคัญยอดไลก์-ยอดวิว หันเน้น ROI-ยอดขายจริงผ่าน Affiliate ชี้ครึ่งปีหลัง Niche Influencer และ Deep Content มาแรง
KEY
POINTS
- แบรนด์ปรับกลยุทธ์การตลาดรับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเน้นจ้างอินฟลูเอนเซอร์ที่สร้างยอดขายและวัดผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้จริง
- เทรนด์ดังกล่าวส่งผลให้กลุ่ม Micro Influencer และ Nano Influencer ได้รับความนิยมและมีโอกาสเติบโตมากขึ้น เนื่องจากแบรนด์สามารถวัดผลด้านยอดขายได้ชัดเจน
- อินฟลูเอนเซอร์ต้องปรับตัวจากการสร้างคอนเทนต์เพื่อยอดวิว มาเป็นการสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์ โดยเน้นคอนเทนต์ที่กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ
- 4 กลุ่มคอนเทนต์ที่ยังคงได้รับงบประมาณจากแบรนด์อย่างต่อเนื่องคือ Foodie, Mom & Kid, Lifestyle และ Beauty เนื่องจากสามารถกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ดี
นายธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาด Influencer Marketing ในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 เริ่มเห็นแบรนด์ปรับกลยุทธ์ใช้งบการตลาดรับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยยังคงลงทุนกับอินฟลูเอนเซอร์ต่อเนื่อง
แต่ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) มากขึ้น เน้นเลือกครีเอเตอร์ที่สามารถสร้างยอดขายและวัดผลทางธุรกิจได้จริง ส่งผลให้กลุ่ม Micro Influencer และ Nano Influencer มีโอกาสได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น ขณะที่แบรนด์ลดความสำคัญของการวัดผลผ่านยอดไลก์และยอดวิวเพียงอย่างเดียว
ชี้แบรนด์เปลี่ยนเกม เน้น ROI มากกว่ายอดวิว
นายธนดล กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้ทุกเม็ดเงินด้านการตลาดต้องสามารถอธิบายผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย จำนวนลูกค้าใหม่ หรืออัตราการกลับมาซื้อซ้ำ ส่งผลให้แบรนด์จำนวนมากหันมาพิจารณาประสิทธิภาพของคอนเทนต์มากกว่าตัวเลขการเข้าถึงเพียงอย่างเดียว
จากเดิมที่หลายแบรนด์นิยมใช้งบประมาณจำนวนมากกับดาราหรือ Mega Influencer เพื่อสร้างกระแสบนโลกออนไลน์ ปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนมาสู่การกระจายงบประมาณไปยังกลุ่ม Micro Influencer และ Nano Influencer มากขึ้น โดยใช้เครื่องมือ Affiliate Marketing และลิงก์ติดตามผล เพื่อวัดว่าอินฟลูเอนเซอร์รายใดสามารถสร้างยอดขายกลับมาได้จริง
เปิด 4 กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ยังดึงงบการตลาด
จากฐานข้อมูลการทำงานร่วมกับลูกค้าของ IdeasLabs ในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 พบว่า มี 4 กลุ่มคอนเทนต์ที่ยังได้รับงบประมาณจากแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ Foodie, Mom & Kid, Lifestyle และ Beauty
กลุ่ม Foodie หรืออาหารและเครื่องดื่ม ยังคงเป็นหมวดที่ได้รับงบประมาณสูงสุด เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการบริโภคในชีวิตประจำวัน และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้รวดเร็ว โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่เน้นความคุ้มค่าและการประหยัดค่าใช้จ่าย
ขณะที่กลุ่ม Mom & Kid ยังคงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสูง เนื่องจากผู้ปกครองมักให้ความสำคัญกับข้อมูลจากประสบการณ์ใช้งานจริง และพร้อมจ่ายเพื่อสินค้าที่ตอบโจทย์การดูแลบุตรหลาน
ส่วนกลุ่ม Lifestyle สามารถเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ผู้บริโภคเห็นภาพการใช้งานจริงมากขึ้น ขณะที่กลุ่ม Beauty ยังคงได้รับความนิยมจากแบรนด์สกินแคร์และเครื่องสำอาง โดยเฉพาะคอนเทนต์รีวิวผลลัพธ์ก่อนและหลังใช้งานที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้สูง
แนะ 7 แนวทางปรับตัว รับยุควัดผลยอดขาย
นายธนดล กล่าวว่า ทิศทางตลาดที่เปลี่ยนไปทำให้อินฟลูเอนเซอร์ต้องปรับบทบาทจากการเป็นผู้สร้างคอนเทนต์เพื่อสร้างยอดวิว ไปสู่การเป็นผู้สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้กับแบรนด์ หรือ Business Result Driver
แนวทางสำคัญประกอบด้วย การผลิตคอนเทนต์ที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ การแสดงผลลัพธ์ที่วัดได้ผ่านยอดคลิกและยอดขาย การสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการรีวิวอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงการนำ AI และเครื่องมือ MarTech มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
นอกจากนี้ ครีเอเตอร์ควรกระจายการสร้างคอนเทนต์ไปยังหลายแพลตฟอร์ม ปรับรูปแบบค่าบริการให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และยกระดับมาตรฐานการทำงานให้เป็นมืออาชีพ ทั้งการส่งงานตรงเวลาและการจัดทำรายงานผลหลังจบแคมเปญ
ครึ่งปีหลังแข่งเดือด Niche Influencer-Deep Content มาแรง
สำหรับแนวโน้มตลาด Influencer Marketing ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 นายธนดล มองว่า การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นทั้งด้านคุณภาพคอนเทนต์และการแข่งขันด้านราคา แม้แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok และ Facebook Reels จะยังเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้บริโภค แต่แบรนด์จะเริ่มมองหาอินฟลูเอนเซอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือ Niche Influencer มากขึ้น
พร้อมกันนี้ คอนเทนต์เชิงลึก (Deep Content) จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและสนับสนุนการตัดสินใจซื้อได้ดีกว่าคอนเทนต์ที่เน้นสร้างกระแสเพียงอย่างเดียว
อีกหนึ่งเทรนด์สำคัญคือการทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์และอินฟลูเอนเซอร์ในรูปแบบ Long-term Partnership หรือความร่วมมือระยะยาว 3-6 เดือน แทนการจ้างโพสต์แบบครั้งเดียวจบ เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการสื่อสารและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลักดันยอดขาย
"อินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน ทั้งในมิติยอดขาย ยอดคลิก และการสร้างลูกค้าใหม่ จะเป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจจากแบรนด์และมีโอกาสได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง"






