

KEY
POINTS
April’s Bakery กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นม้ามืดที่น่าจับตาที่สุดของตลาดเบเกอรี่ไทย หลังเร่งเครื่องการเติบโตได้เร็วกว่าที่วางแผนไว้ โดยจากเดิมตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาทในปี 2570 แต่กลับสามารถทำยอดขายทะลุ 1,300 ล้านบาทได้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เร็วกว่าเป้าหมายถึง 2 ปี
ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนพลังของโซเชียลมีเดีย และกลยุทธ์การปรับตัวแบบ Fast Mover ที่ติดตามเทรนด์ขนมจากทั่วโลก ก่อนนำมาพัฒนาให้เข้ากับรสนิยมคนไทย ภายใต้ราคาที่เข้าถึงได้
นางกนกกัญจน์ มธุรพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงหา ฟู้ด อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารร้านเอพริล เบเกอรี่ (April’s Bakery) กล่าวว่า หนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญของแบรนด์คือ “ช็อกโกแลตดูไบ” ซึ่งก้าวขึ้นเป็น Hero Product ทำยอดขายสูงสุดถึง 70,000 ชิ้นต่อวันในช่วงพีค ปัจจุบันยอดขายทรงตัวอยู่ที่ราว 20,000 ชิ้นต่อวัน
ทั้งนี้ยอมรับว่ากระแสในโซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญแต่ตั้งราคาเพียงหลักสิบบาท ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง
ปัจจุบันรายได้ของ April’s Bakery กว่า 80% มาจากช่องทาง 7-Eleven โดยมีสัดส่วนสินค้าหลัก ได้แก่
ก้าวสำคัญในปี 2569 บริษัทเตรียมลงทุนกว่า 200 ล้านบาท เพื่อรีแบรนด์จาก April’s Bakery ปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยและพรีเมียมมากขึ้น รองรับการขยายธุรกิจในระยะยาว และหนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการเปิด Flagship Store แห่งแรกย่านบรรทัดทอง ร้านต้นแบบขนาด 2 คูหา มีกำหนดเปิดช่วงกลางปีนี้ ภายใต้คอนเซปต์ “Live Baking” หรือการอบสดใหม่หน้าเตา เพื่อลบภาพจำเดิมที่แบรนด์ถูกมองเป็นเพียงตู้เค้กในซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัทตั้งเป้ายอดขายเฉพาะสาขานี้ไว้ที่ 2 ล้านบาทต่อเดือน นับเป็นการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี
ขณะเดียวกันสาขาบรรทัดทองจะทำหน้าที่เป็นครัวกลางในเมือง ส่งขนมอบสดไปยังสาขาอื่นๆ ลดการพึ่งพาโรงงานเพียงอย่างเดียวเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมสินค้าร้อน สด ใหม่
นอกจากธุรกิจเบเกอรี่ บริษัทเดินเกมรุกต่อเนื่องด้วยการขยายพอร์ตสู่ธุรกิจ Lifestyle Food & Beverage ได้แก่
1.Daily Joy (เดลี่ จอย)
จับกลุ่มคนเร่งรีบ เช่น คนทำงานและนักเรียนในทำเลสถานีรถไฟฟ้า ราคาอาหารกล่องเริ่มต้นหลักสิบ ปัจจุบันมี 3 สาขา (สยาม อารีย์ ทองหล่อ) และเตรียมเปิดสาขาที่ 4 ย่านศาลาแดง
2.Chocolate Cafe
ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ออกแบบในสไตล์ Chocolate Factory เปิดให้ลูกค้าเห็นกระบวนการผลิตจริง พร้อมใช้ช็อกโกแลตไทยคุณภาพพิเศษ วางแผนเปิดช่วงฤดูหนาวปลายปีนี้
3.Matcha Cafe
ร้านมัทฉะเกรดพรีเมียมนำเข้าจากญี่ปุ่น เจาะกลุ่ม Niche Market จากความชอบส่วนตัวของผู้บริหาร ร้านตั้งอยู่ริมถนนจันทร์–พระราม 3 พื้นที่ราว 80 ตร.ม. ตกแต่งสไตล์สวนญี่ปุ่น มีที่นั่งจำกัดประมาณ 20 ที่ เพื่อสร้างบรรยากาศเป็นส่วนตัว
4.วณิดา
ธุรกิจร้านอาหารที่มีอยู่เดิม 1 สาขา โดยร้าน Matcha Cafe ที่กำลังจะเปิดใหม่จะตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
โดยเป้าหมายคือการลดการพึ่งพารายได้จาก 7-Eleven ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 70–80% และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากแบรนด์ของตัวเองและหน้าร้านมากขึ้น โดยตั้งเป้าการเติบโตของรายได้รวมปีนี้ไว้ที่ 30%
ด้านการผลิตบริษัทมีโรงงานรวม 6 แห่งในย่านสุขสวัสดิ์ และอยู่ระหว่างเจรจาซื้อโรงงานแห่งที่ 7 เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 1.6 ล้านชิ้นต่อวัน แต่ใช้กำลังการผลิตจริงไม่ถึง 50% ทำให้ยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก
ขณะเดียวกันบริษัทเริ่มรุกตลาดต่างประเทศในรูปแบบ OEM ส่งออกไปยังไต้หวัน (ล็อตแรก 5 ตู้คอนเทนเนอร์) และเกาหลีใต้ ในรูปแบบสินค้าแช่แข็งตั้งเป้ายอดขายต่างประเทศปีแรก 100 ล้านบาท
เป้าหมายสูงสุดของ April’s Bakery คือการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ภายในปี 2570 ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 1,200 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเมียนมามีต้นทุนค่าแรงสูงถึง 20 ล้านบาทต่อเดือนแผนเตรียมความพร้อมก่อนเข้าตลาดคือการลงทุนในเครื่องจักรจากยุโรป เพื่อลดการใช้แรงงาน เพิ่มมาตรฐานการผลิต และยกระดับอัตรากำไร
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้ 1,700 ล้านบาท เติบโต 30% และขยายสู่ระดับ 2,000–2,500 ล้านบาทภายในปี 2570
แม้จะมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่แสดงความสนใจเข้าซื้อกิจการแต่บริษัทยังยืนยันถือหุ้น 100% โดยเปิดรับเฉพาะ Strategic Partner ที่เข้ามาช่วยวางระบบบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจครอบครัวสู่บริษัทมหาชนอย่างเต็มรูปแบบ
ในปี 2569 ตลาดเบเกอรี่ไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องคาดว่ามีมูลราว 46,000 ล้านบาท โดยปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดมาจากพลังของโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีบทบาทในการสร้างกระแสความต้องการสินค้าใหม่ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปิดรับขนมและวัฒนธรรมการบริโภคจากต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าเบเกอรี่รูปแบบใหม่สามารถแจ้งเกิดและขยายตัวได้ในเวลาอันสั้น
อย่างไรก็ตามภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมยังมาพร้อมปัจจัยเสี่ยงที่ผู้ประกอบการต้องจับตาคืองานเบเกอรี่ยังเป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะฝีมือและใช้ระยะเวลาในการฝึกฝนค่อนข้างนาน แต่แรงงานมีอัตราการเข้าออกสูง เมื่อพนักงานเริ่มมีความชำนาญกลับตัดสินใจลาออก ทำให้ผู้ประกอบการต้องเริ่มต้นฝึกใหม่ซ้ำๆ ส่งผลให้การควบคุมต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิตทำได้ยาก
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญในยุคที่ความนิยมถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสออนไลน์ คือความขี้เบื่อของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่สินค้าที่ดังจากโซเชียลมีเดียมักมาเร็วและไปเร็ว เช่น กรณี “ช็อกโกแลตดูไบ” ที่แม้จะสร้างยอดขายได้อย่างถล่มทลายในช่วงสั้นๆ แต่มีวงจรชีวิตสินค้าที่สั้นลงอย่างชัดเจน