มูหมื่นล้าน แบรนด์ดังแห่ใช้กลยุทธ์ Muketing ปลุกยอดขาย 

22 ม.ค. 2569 | 22:15 น.

“ธุรกิจสายมู” สะพัดหมื่นล้าน ดาวรุ่งปี 69 ฉุดแบรนด์ยักษ์ยัน SME แห่ใช้กลยุทธ์ Muketing สร้างโอกาสทอง ชูจุดขายที่พึ่งทางใจ มัดใจ Gen Z กูรูแนะรัฐควรยกระดับสู่ซอฟต์พาวเวอร์ ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ

KEY

POINTS

  • กลยุทธ์การตลาดสายมู (Muketing) ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มแบรนด์ดัง โดยคาดว่าตลาดนี้มีมูลค่าสูงถึง 1-1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่ต้องการที่พึ่งทางใจ
  • สาเหตุที่ Muketing เติบโตมาจากความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้แบรนด์ใช้ความเชื่อเป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าทางอารมณ์และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ
  • แบรนด์ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น โทรคมนาคม (เบอร์มงคล), เครื่องสำอาง (ลิปสติกปลุกเสก), อาหาร (ชุดไก่เสริมดวง) และห้างสรรพสินค้า (ตั้งองค์เทพ) ต่างนำกลยุทธ์นี้มาปรับใช้เพื่อเพิ่มยอดขาย

กลยุทธ์การตลาดสายมู หรือ “Muketing” ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตทางเศรษฐกิจ การนำความเชื่อทางศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่พึ่งทางใจ มาประยุกต์ใช้กับสินค้าและบริการ จึงกลายเป็นเทรนด์ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายและเชื่อมโยงกับลูกค้าในเชิงอารมณ์

จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในปี 2567 พบว่า ธุรกิจสายมู อาทิ หมอดู ฮวงจุ้ย และเครื่องรางมงคล จะเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่เติบโตโดดเด่น มีมูลค่าตลาดราว 1–1.5 หมื่นล้านบาท

โดย “ฐานเศรษฐกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ผศ.ดร.บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์และการสื่อสารการตลาด ถึงการกลับมาของกระแสมูในปัจจุบันว่า เป็นภาพสะท้อนของสถานการณ์ทางสังคมที่ผู้คนกำลังเผชิญกับปัญหาและความเครียด จนต้องการที่พึ่งทางใจ

แบรนด์ต่าง ๆ จึงสามารถนำ Pain Point เหล่านี้มาพัฒนาเป็นกลยุทธ์การตลาด โดยเน้นการสร้าง “คุณค่าทางใจ” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านอารมณ์ของผู้บริโภค ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับลูกค้า แต่ยังส่งผลต่อการเพิ่มยอดขายในระยะยาว

ตัวอย่างของธุรกิจที่นำกลยุทธ์ Muketing มาใช้ เริ่มตั้งแต่กลุ่มโทรคมนาคมที่เปลี่ยนซิมการ์ดทั่วไปให้กลายเป็นเบอร์มงคลเสริมดวงชะตา ขณะที่กลุ่มเครื่องสำอาง เช่น ศรีจันทร์ ออกลิปบาล์มผ่านพิธีปลุกเสก และเมย์เบลลีนที่ส่งคอลเลกชันเครื่องสำอางตาม 12 ราศีออกสู่ตลาด

ผศ.ดร.บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์

ด้านกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และแพลตฟอร์มดิจิทัลก็มีการปรับตัวอย่างน่าสนใจ เช่น การทำบัตร Rabbit ลายมงคล หรือ Tinder ที่จัดกิจกรรมพาผู้ใช้งานไปขอพรเรื่องความรักเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ และล่าสุดในช่วงต้นปี 2569 แม้แต่แบรนด์อาหารรายใหญ่อย่าง KFC ก็ยังปรับชุดไก่ทอดให้เป็นไอเทมเสริมดวง เพื่อสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับลูกค้า

นอกจากแบรนด์ขนาดใหญ่แล้ว ธุรกิจ SME ก็เริ่มนำกลยุทธ์ Muketing มาปรับใช้เช่นกัน อาทิ ธุรกิจขายธูปที่ออกแบบสินค้าให้มีตัวเลขเสี่ยงโชคซ่อนอยู่ภายใน เพื่อดึงดูดความสนใจของกลุ่มลูกค้าที่มีความเชื่อด้านโชคลาภ สะท้อนให้เห็นว่า Muketing ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ แต่สามารถปรับใช้ได้กับธุรกิจท้องถิ่นที่มองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคผ่านความเชื่อ

ด้าน นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า เทรนด์ Muketing มีต้นทางมาจากประเทศจีน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น Gen Z ที่หันมาให้ความสนใจกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและต้องการที่พึ่งทางใจ

สำหรับประเทศไทย ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในช่วงปี 2567–2568 โดยภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางทำให้ประชาชนจำนวนมากหันมาพึ่งพาความเชื่อ เพื่อสร้างความหวังและความมั่นใจในการดำเนินชีวิต

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

กระแสดังกล่าวได้ดึงดูดความสนใจจากแบรนด์ในแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโทรคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยี หรือเครื่องสำอาง ที่ต่างหันมาใช้กิจกรรมเกี่ยวกับความเชื่อและการเสริมสิริมงคลเป็นเครื่องมือทางการตลาด ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ Pain Point ของผู้บริโภค แต่ยังช่วยเพิ่มการรับรู้และการเข้าถึงแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐยกระดับ “สายมู” สู่มิติเชิงพาณิชย์ ผ่านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ด้วยการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสายมู เพื่อดึงดูดกลุ่ม Gen Z จากประเทศจีนที่มีความเชื่อในลักษณะเดียวกัน เช่น การจัดกิจกรรมขอพรด้านการศึกษาที่วัดมังกรเขียว หรือขอพรด้านสุขภาพที่วัดเล่งเน่ยยี่

การวางกลยุทธ์ Believer Marketing อย่างเป็นระบบในระดับนโยบาย จะช่วยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้

นายสุภัค หมื่นนิกร

ขณะที่ นายสุภัค หมื่นนิกร ผู้ก่อตั้งสถาบันธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีซี่ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล แฟรนไชส์ จำกัด กล่าวว่า ความเชื่อได้กลายเป็นกิมมิกสำคัญที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้ธุรกิจอาหาร โดยมีการปรับภาพลักษณ์จากความขลังมาเป็นความน่ารัก เช่น อาร์ตทอยพระพิฆเนศ เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนพฤติกรรมของคนไทยที่ใช้ความเชื่อเป็นที่พึ่งทางใจในทุกสภาวะเศรษฐกิจในระดับองค์กร แบรนด์ชั้นนำหลายแห่งได้ยกระดับความเชื่อมาใช้ในเชิงกลยุทธ์ เช่น คอปเปอร์ บุฟเฟต์ ที่สร้างวัฒนธรรมองค์กรผ่านการสวดมนต์และการเจิมร้านเพื่อเสริมขวัญกำลังใจพนักงาน เอส แอนด์ พี ที่นำการปฏิบัติธรรมมาใช้พัฒนาทักษะบุคลากร รวมถึงบิ๊กซีและเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ติดตั้งองค์เทพขนาดใหญ่เพื่อดึงดูดทราฟฟิก จนกลายเป็นแลนด์มาร์คสายมูที่สร้างรายได้จำนวนมาก

มูหมื่นล้าน แบรนด์ดังแห่ใช้กลยุทธ์ Muketing ปลุกยอดขาย 

สำหรับนักการตลาด ความมูถือเป็นทางลัดที่ช่วยให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในใจลูกค้าได้ง่ายขึ้น ผ่าน 3 เหตุผลหลัก ได้แก่

  1. ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น เพราะรู้สึกอุ่นใจและคุ้มค่าทางใจในช่วงเศรษฐกิจที่ต้องประหยัด
  2. ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี จากการเป็นผู้ขายสินค้าไปสู่การเป็น “เพื่อนที่หวังดี”
  3. สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ตรงความสนใจเฉพาะด้าน เช่น การงานหรือความรัก

ทั้งนี้ มองว่าปีนี้คนไทยยังคงให้ความสำคัญกับความเชื่อและสิ่งมงคล โดยเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรมีความเชื่อในระดับต่าง ๆ ซึ่งจะยังคงเป็นแรงผลักดันให้ตลาด Muketing เติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต