6 รองผู้ว่าททท.ไขกลยุทธ ปั้มท่องเที่ยวปี 2569 ดันรายได้แตะ 3 ล้านล้าน

19 ม.ค. 2569 | 05:31 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ม.ค. 2569 | 05:57 น.

ททท.มุ่งเป้ากระตุ้นท่องเที่ยว ปี 2569 ขับเคลื่อนรายได้ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งกลยุทธการผลักดันเป้าหมายดังกล่าวจะเป็นมีทิศทางอย่างไร “ฐานเศรษฐกิจ”ได้มัดรวมแผนการทำงานของ 6 รองผู้ว่าททท.มานำเสนอ

การท่องเที่ยวปี 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายท้าทายขับเคลื่อนรายได้จากการท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท จากต่างชาติเที่ยวไทย 36.7 ล้านคน โดยเป็นนักท่องเที่ยวระยะใกล้ คิดเป็นสัดส่วน 70% และนักท่องเที่ยวระยะไกล 30% สร้างรายได้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งรายได้ 55% มาจากนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และ 45% มาจากนักท่องเที่ยวระยะไกล

รวมทั้งกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือ ไทยเที่ยวไทย 210 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท

ททท.ชู 4 กลยุทธฟื้นตลาดระยะใกล้

นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ (ททท.) กล่าวว่า นักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 22.1 ล้านคน แม้ปรับตัวลดลงราว 10% แต่ก็ยังมีสัญญาณบวกในหลายตลาดสำคัญ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เมียนมา ฟิลิปปินส์

เป้าหมายท่องเที่ยว ปี 2569

ส่วนในปีนี้ททท.พร้อมปรับตัวรับความท้าทายใหม่ โดยเน้นไปที่ความยั่งยืนและการปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยจะไม่ค่อยได้เห็นกลุ่มทัวร์ขนาดใหญ่ ที่มาพร้อมกันหลายรถบัสอีกต่อไป ยกเว้นกลุ่มที่เป็นรางวัลพนักงาน (Incentive) ดังนั้นในปีนี้ททท.จะเน้น ใน 4 กลยุทธ์ ได้แก่

1. การปรับกลยุทธ์เชิงพื้นที่ และเชิงยุทธศาสตร์ โดยททท.วางแผนขับเคลื่อนตลาด โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามศักยภาพของพื้นที่และพฤติกรรมเฉพาะ คือ “ตลาดหลัก” เช่น จีนและมาเลเซีย แม้จะมีช่วงที่ตัวเลขย่อตัวลง แต่ยังคงเป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่ที่ต้องรักษาฐานไว้ โดยเน้นการขยายไปยังเมืองรอง และ “ตลาดขนาดกลางและขนาดเล็ก” เช่น ออสเตรเลีย ซึ่งจะเน้นการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ส่วนฟิลิปปินส์จะเน้นการรักษาแรงส่งของการเติบโต

2. การเจาะกลุ่ม High Value และ Niche Market โดยให้ความสำคัญกับการดึงดูดกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการเฉพาะด้าน เช่น กลุ่ม “Active Senior” โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีไลฟ์สไตล์ชอบกิจกรรม เช่น การเต้นหรือเดินแฟชั่นโชว์ กลุ่ม “Solo Travel” เน้นกลุ่มผู้หญิงอินเดีย ที่เริ่มมีเทรนด์การเดินทางคนเดียวเพิ่มมากขึ้น

ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่

ไทยต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยและความสะดวกของกลุ่มนี้ กลุ่ม “Gen Z” และกลุ่มคนรุ่นใหม่ ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ในตลาดญี่ปุ่นจากเดิมที่เน้นผู้สูงอายุ มาเป็นกลุ่ม Young Generation และนักเรียนนักศึกษา

3. ยกระดับภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย และความยั่งยืนในการท่องเที่ยว ผ่านการขับเคลื่อนโครงการ Trusted Thailand เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว

4. การทำงานร่วมกันตลอดห่วงโซ่ด้านการท่องเที่ยว โดยจะประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น ตม. และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เพื่อแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนการเดินทางของนักท่องเที่ยว รวมถึงส่งเสริมการเพิ่มเส้นทางบินเข้าไทย ผ่านโครงการ Thailand Summer Blast และส่งเสริมการจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เช่น การเปิดเส้นทางจากจีนสู่อุดรธานี เพื่อชมทะเลบัวแดง ซึ่งเป็นจุดขายที่ได้รับความนิยมสูง

“เป้าหมายสูงสุดสำหรับตลาดระยะใกล้ คือ การสร้าง Balance Tourism หรือ การท่องเที่ยวที่สมดุล เพราะไม่ต้องการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปเพื่อลดความเสี่ยง ความสมดุลนี้รวมถึงการกระจายช่วงเวลาท่องเที่ยว (Day/Night, High/Low Season) การกระจายพื้นที่ และการสร้างความสมดุลระหว่างนักท่องเที่ยวใหม่ กับกลุ่มที่มาซ้ำ เพื่อให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยเติบโตยั่งยืน” นางสาวภัทรอนงค์ กล่าวทิ้งท้าย

ดันนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลเที่ยวไทย 11.6 ล้านคน

นางสาวจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (ททท.) เปิดเผยว่าในปีนี้ ททท. ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวระยะไกลเพิ่มเป็น 11.6 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 7.4 แสนล้านบาท เพิ่มจากปีที่ผ่านมา ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยว 10.8 ล้านคน เติบโตขึ้น 10.64% สร้างรายได้กว่า 6.8 แสนล้านบาท

จิระวดี คุณทรัพย์

โดยมีกลยุทธ์สำคัญ คือ “การเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึง” โดยจะร่วมกับพันธมิตรสายการบินเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ๆ เช่น ปารีส-ภูเก็ต โดย Air France และการกลับมาของ British Airways ในเส้นทางลอนดอน-กรุงเทพ/ภูเก็ต รวมถึงการเจาะตลาดสหรัฐฯ ผ่านฮับการบินในชิคาโกและดัลลัส

รวมถึง “การบุกตลาดดาวเด่น” (Rising Star) โดยเฉพาะประเทศโปแลนด์ ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่เติบโตกว่า 31% และกำลังจะมีเที่ยวบินตรงเข้าสู่ไทย และการเจาะเมืองรองในตลาดหลักอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส เช่น เมืองฮัมบูร์ก, สตุดการ์ด, นีซ และลียง การเน้น Soft Power และประสบการณ์ใหม่ โดยต่อยอดกระแสการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ ตามรอยซีรีส์ อย่างซีรีส์ The White Lotus ที่ทำให้เกาะสมุยได้รับความนิยมถล่มทลาย

 

การดึงกิจกรรมระดับโลก อาทิ คอนเสิร์ต เทศกาลดนตรี Tomorrowland 2026 การแข่งขัน MotoGP มาเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว ททท. มั่นใจว่าด้วยยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนจากเพียงจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว (Tourism Destination) สู่การเป็น “Inclusive Experience Destination” ที่เน้นบริการได้มาตรฐานสูงและความเป็นมิตรของคนไทย จะช่วยให้ประเทศไทยครองความเป็น Top of Mind ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้อย่างยั่งยืน

ดันเที่ยวไทย 365 วันบูมไทยเที่ยวไทย

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. ระบุว่า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วย 5 เทรนด์หลัก ได้แก่ การฟื้นฟูจิตใจและให้รางวัลชีวิต, การหนีความวุ่นวายสู่ความสงบ, การสร้างคอนเทนต์และเช็คอินอาหารถิ่น, การหาประสบการณ์ทางกายใจและอารมณ์ และการท่องเที่ยวหรูเชิงอนุรักษ์ ดังนั้นการขับเคลื่อนตลาดในประเทศ ททท.จะเน้นสร้างความสุขแก่นักท่องเที่ยวได้ทันทีที่ออกเดินทาง

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ

โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งร่างกายและจิตใจในรูปแบบ “Holistic Travel” หรือการท่องเที่ยวแบบองค์รวมที่เติมพลังทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ทั่วไป พร้อมกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านสินค้าท่องเที่ยวมูลค่าสูง ภายใต้ Thailand Premium ให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างสมดุล ส่วนกลยุทธ์ในปีนี้จะมุ่งเน้น 3 ธีมหลัก ได้แก่

1. ตามหาความยิ่งใหญ่ ส่งเสริมการเที่ยวเมืองยูเนสโก(UNESCO Creative Cities) ซึ่งไทยจะมีครบ 10 แห่งในปีหน้า โดยจะนำร่องที่ สุโขทัย (งานคราฟต์), สุพรรณบุรี (ดนตรี) และเพชรบุรี (อาหาร)

2. Memory การส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวกลับไปเยือนสถานที่ที่เคยมีความสุขในอดีตเพื่อสร้างความทรงจำใหม่ และ 3. Giving ส่งเสริมให้ออกเดินทางโดยการให้ เริ่มจาก “ให้ความสุขแก่ตัวเอง” เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “ให้ชุมชน” เช่น การส่งเสริมท่องเที่ยววิถีชุมชนผ่านวัฒนธรรมอาหาร และ “ให้สิ่งแวดล้อม” โดยเสนอขายสินค้าด้านท่องเที่ยวยั่งยืน เน้นกระจายรายได้จากเมืองหลักสู่ เมืองน่าเที่ยว เสนอกิจกรรมท่องเที่ยวและเทศกาลประเพณีสำคัญที่เป็นอัตลักษณ์แต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ ททท. ยังเดินหน้าโครงการ “เที่ยวได้ 365 วัน” กระตุ้นให้เกิดการเดินทางต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยททท.มีสำนักงานในประเทศถึง 45 แห่งที่พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน โดยแต่ละภาคมีจุดขายชัดเจน เช่น ภาคเหนือ สุขทันที ฤดูนี้ ฤดูเหนือ, ภาคกลาง เที่ยวกลาง เที่ยวใกล้ เที่ยวได้เลย, ภาคตะวันออก สีสันตะวันออก, ภาคใต้ สัมผัสเสน่ห์ใต้หลากวัฒนธรรม และภาคอีสาน ประเพณีสีอีสาน วิถีแห่งศรัทธา เพื่อกระจายการท่องเที่ยวในมิติของพื้นที่และเวลา

พร้อมกระตุ้นกลุ่มครอบครัว โดยร่วมมือกับสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ส่งเสริมการใช้ รถ EV ที่จะสร้างเส้นทางท่องเที่ยวที่มีจุดเช็กอินและจุดชาร์จไฟตามโรงแรมและคาเฟ่ต่างๆ เพื่อความกังวลในการเดินทางไกล สนับสนุนการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเตรียมจัดงานใหญ่อย่าง “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย” ในวันที่ 25-29 มี.ค.นี้

ดันดีมานต์ผ่านอีเว้นท์ ไทยฮับเฟสติวัล

นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่ากลยุทธ์สินค้าท่องเที่ยวปี 2569 ททท.จะสนับสนุนทั้งการสร้างดีมานด์ผ่านอีเวนต์ และการพัฒนาซัพพลายผ่านสินค้าที่มีมาตรฐาน เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยเดินหน้าไปสู่อนาคตอย่างมั่นคง โดยได้กำหนดปฏิทินกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 2569 โดยจะมี กิจกรรมเกิดขึ้นในทุกเดือน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยได้ตลอด 365 วัน

ณัฐ ครุฑสูตร

กลยุทธ์การกระจายนักท่องเที่ยวและรายได้ ไปยังภูมิภาคต่างๆ ผ่าน “เมืองน่าเที่ยว” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ โดยวางเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็น Hub ในด้าน Festival ระดับโลก

การนำเสนอสินค้าทางการท่องเที่ยว ที่เจาะกลุ่ม Sub-culture เพื่อเปิดพื้นที่ใหม่ให้การท่องเที่ยวไทยเติบโต และการออกแบบสินค้าตามความต้องการ (Tailor-made) ในส่วนของการพัฒนาสินค้า ททท. มุ่งเน้นการพัฒนา Supply Side ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเฉพาะทาง เจาะลึกความต้องการเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) มากยิ่งขึ้น

โดยมีไฮไลต์ อย่างการจัดกิจกรรม UFO วันที่ 13-15 ก.พ.นี้ ที่ขุนด่านปรากรชล จ.นครนายกเพื่อรวมกลุ่มคนที่มีความเชื่อเรื่องมนุษย์จากนอกโลก หรือกิจกรรมเกี่ยวกับความเชื่อทางวัฒนธรรม, สายศรัทธา, กลุ่มคนรักสัตว์, กลุ่มผู้ชื่นชอบกีฬาเซิร์ฟ Health and Wellness รวมถึงการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อให้รายได้ลงสู่ฐานรากโดยตรง

การเน้นเรื่องของ ความยั่งยืน เรายกระดับมาตรฐานจาก (STG/STAR) ไปสู่ STAR Plus และมุ่งสู่ระดับสากลมากขึ้น เช่น มาตรฐาน Green Destination อย่างปีที่ผ่านมา ททท.ประสบความสำเร็จกับ กระบี่โมเดล (Krabi Prototype) จนเกาะลันตาได้รับรางวัล Green Destinations Top 100 เป้าหมายต่อไปของเราคือ จังหวัดเชียงใหม่นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการ CF-Hotels เพื่อบริหารจัดการคาร์บอนด้วย

รวมทั้งททท.ตั้งเป้าดึงดูด นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง มากกว่าจำนวน ผ่านทาง Thailand Privilege Card ตอนนี้มีสมาชิกกว่า 40,000 คน จาก 147 สัญชาติ เพื่อดึงกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงมาพำนักระยะยาวในไทย และการรีโนเวท น้ำพุร้อนสันกำแพง ในโครงการพระราชดำริ ให้เป็น Wellness Destination ภายใน 1-2 ปีนี้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวสายสุขภาพ

ก้าวสู่ “Intelligent Hub” ดิจิทัล

นายกิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา ททท. เผยว่าก้าวต่อไปของ ททท.ในปีนี้จะมุ่งสู่การเป็น “Intelligent Hub” โดยยกระดับจากการเป็นเพียงผู้ทำการตลาดสู่การเป็น “ศูนย์กลางอัจฉริยะ”ที่ใช้ทั้ง “ข้อมูล” และ “องค์ความรู้” มาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาขับเคลื่อนให้ข้อมูลทำงาน เพื่อสนับสนุนทั้งคนใน ททท. และผู้ประกอบการ

กิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง

ททท.กำลังสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบ เพื่อสร้างเครื่องมือที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยว และพันธมิตร/ผู้ประกอบการ โดยใช้แนวคิด ปัญญาชี้นำตลาด (Market Guiding Wisdom) ที่จะพัฒนาผ่าน 2 แพลตฟอร์มหลัก คือ

1. Amazing Thailand Super App แพลตฟอร์มสำหรับฝั่ง Demand (นักท่องเที่ยว) ที่จะตอบโจทย์ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง และหลังเดินทาง

2. Stakeholder Portal Platform แพลตฟอร์มสำหรับฝั่ง Supply (ผู้ประกอบการ) ที่จะเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลและสินค้าทางการท่องเที่ยว ให้ผู้ประกอบการนำเสนอสินค้าได้โดยตรงตลอดเวลาผ่านออนไลน์ ททท.จะใช้ AI matching เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ตรงจุดที่สุด

โดย Stakeholder Portal นี้จะเปิดใช้อย่างเป็นทางการในงาน TTM เดือนมิ.ย.นี้ ซึ่งเป้าหมายของททท. คือ เปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นโอกาส และเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นเครื่องมือสร้างความสุข

ชู“ลิซ่า” โปรโมทท่องเที่ยวไทย สร้าง Impact ระดับ Global

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาดททท. เผยว่า การสื่อสารการตลาดของ ททท.ในปีนี้จะไม่เพียงบอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทย แต่จะใช้พลังการสื่อสารสร้างแรงบันดาลใจ นำไปสู่การเดินทางจริง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

นิธี สีแพร

ททท.มีโปรเจกต์ที่น่าตื่นเต้นมากมาย เช่น การได้ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล มาเป็น Amazing Thailand Ambassador คนแรกของไทย ซึ่งจะสร้าง Impact ระดับ Global ลิซ่า จะทำหน้าที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ เรื่องราวความสวยงาม และวัฒนธรรมของประเทศไทย เชิญชวนคนไทยทุกคนให้เป็นเจ้าบ้านที่ดีเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ลิซ่า

ทั้งนี้จะมีการเปิดตัว TVC ตัวเต็มในวันที่ 28 ม.ค.นี้ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของ Healing Thailand ให้ทุกคนทั่วโลกได้สัมผัส

รวมไปถึงการสื่อสารเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น รายการ Testiland สำหรับตลาดจีนที่มียอดชมก่อนเปิดตัวถึง 10 ล้านครั้ง หรือรายการ Forever by Your Side สำหรับกลุ่มคู่รักฮันนีมูนที่มียอดรับรู้เป็นร้อยล้านครั้งแล้ว

การเข้าถึง Gen Z เราได้ศิลปินอย่าง Henry Moody มาทำ Content ร่วมกับท้องถิ่นในเรื่องแฟชั่นและผ้าไทย ซึ่งมียอดวิวสูงถึง 70 ล้านครั้ง การสื่อสาร Amazing Film Location การส่งเสริมการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่จะมาถ่ายทำในไทย