สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดโจทย์ใหญ่ นโยบายเศรษฐกิจที่ SME ‘อยากได้จริง’

14 ม.ค. 2569 | 06:01 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ม.ค. 2569 | 06:16 น.

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สะท้อนเสียงผู้ประกอบการ เสนอ 4 กรอบนโยบายเศรษฐกิจ หวังรัฐแก้โครงสร้าง ลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ สร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมให้ธุรกิจไทยอยู่รอดและเติบโตได้จริง

KEY

POINTS

  • เรียกร้องให้ภาครัฐเพิ่มประสิทธิภาพ โปร่งใส ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน และปราบปรามเศรษฐกิจนอกระบบเพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
  • เสนอให้เปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิต
  • ต้องการนโยบายแก้ปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบอย่างเท่าเทียม และลดความเหลื่อมล้ำ
  • ผลักดันการยกระดับทักษะแรงงานและผู้ประกอบการให้สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ในวันที่เศรษฐกิจไทยยังเดินอยู่บนความเปราะบาง นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจถูกพูดถึงแทบทุกเวที แต่สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ คำถามสำคัญไม่ใช่ “จะมีมาตรการอะไรออกมาอีก” หากแต่เป็นนโยบายแบบไหนที่ช่วยให้ธุรกิจรายเล็กรอดและโตได้จริง

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ในฐานะองค์กรที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ประกอบการฐานราก มองว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถฟื้นตัวอย่างยั่งยืนได้ หากเอสเอ็มอียังติดอยู่ในวงจรเดิม รายได้ลด กำไรบาง ต้นทุนสูง และเข้าถึงโอกาสได้ยากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า วันนี้เอสเอ็มอีไม่ได้ต้องการ “ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า” แต่ต้องการ นโยบายเศรษฐกิจที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และออกแบบระบบนิเวศใหม่ให้เอสเอ็มอีสามารถยืนอยู่ในระบบได้อย่างเป็นธรรม

“เอสเอ็มอีไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจชะลอ กำลังซื้อหด รายได้ลด แต่ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และโลจิสติกส์กลับสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องแข่งขันกับทุนเทา เศรษฐกิจนอกระบบ และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม”

โดยมองว่า หากรัฐบาลยังคงใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบเดิมที่ไม่แตะโครงสร้างปัญหา เอสเอ็มอีจะยิ่งอ่อนแรง และกลายเป็นจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

SME ไม่ได้ขออภิสิทธิ์ แต่ขอ “ระบบที่เป็นธรรม”

นายแสงชัยย้ำว่า สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษเหนือใคร แต่ต้องการระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม ทั้งแหล่งทุนในระบบ เทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และตลาด ปัจจุบัน SME จำนวนมากยังเข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบ ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบในอัตราดอกเบี้ยสูง ขณะที่ทักษะแรงงานและเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI และนวัตกรรม ยังเป็นเรื่องไกลตัว ส่งผลให้ผลิตภาพต่ำและแข่งขันได้ยากในตลาดที่เปลี่ยนเร็ว

 

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช

 

“ถ้าไม่ยกระดับผลิตภาพ เอสเอ็มอีจะไม่มีทางแข่งได้ ไม่ว่าจะในประเทศหรือตลาดโลก”

จากการรวบรวมเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยได้สรุปภาพนโยบายเศรษฐกิจที่พี่น้องเอสเอ็มอี “อยากเห็น” ออกมาเป็น 4 แกนหลัก ซึ่งไม่ใช่เพียงข้อเสนอเชิงแนวคิด แต่เป็นโจทย์เชิงปฏิบัติที่รัฐต้องตัดสินใจ

1. เศรษฐกิจผลิตภาพภาครัฐรัฐต้องเร็ว โปร่งใส และลดต้นทุนที่มองไม่เห็น

แกนแรกคือ “เศรษฐกิจผลิตภาพภาครัฐ” แสงชัยมองว่าการยกระดับประสิทธิภาพของภาครัฐ คือจุดเริ่มต้นของการลดต้นทุนให้เอสเอ็มอี ทั้งต้นทุนเวลา ต้นทุนกฎระเบียบ และต้นทุนความไม่แน่นอน

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอให้รัฐนำเทคโนโลยี AI ระบบลีน (LEAN) และการบริหารจัดการข้อมูลมาใช้ในการออกแบบบริการภาครัฐ พร้อมปฏิรูปกฎหมายและระเบียบที่ซ้ำซ้อน เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ

ขณะเดียวกัน การนำบล็อกเชนมาใช้ในกระบวนการของรัฐ จะช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดคอร์รัปชัน และสร้างความเชื่อมั่นให้ระบบเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าปราบปรามทุนเทา เศรษฐกิจนอกระบบ นอมินี และอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่บิดเบือนการแข่งขัน

“การแข่งขันต้องเป็นธรรม ถ้ายังปล่อยให้เศรษฐกิจนอกระบบทำลายระบบใน เอสเอ็มอีในระบบจะไปต่อไม่ได้”

2. เศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มเลิกขายถูก แข่งด้วยคุณค่า

แกนที่สองคือ “เศรษฐกิจมูลค่าเพิ่ม” ซึ่งสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมองว่ารัฐต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นระยะสั้น

นายแสงชัยเสนอให้ปรับโครงสร้างการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตร จากสินค้ามูลค่าต่ำ สู่สินค้ามูลค่าสูง ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมใช้กลไกการร่วมลงทุนรัฐ–เอกชน (PPP) ในโครงการที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ลดการนำเข้า และพึ่งพาตนเองมากขึ้น

นอกจากนี้ การเร่งพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4+1 ภูมิภาค จะช่วยกระจายการค้า การลงทุน และรายได้สู่ท้องถิ่น พร้อมสร้างความแข็งแรงจากฐานราก

“เราต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ ‘ไทยแลนด์แบรนด์’ ไม่ใช่แค่ขายของ แต่ขายคุณค่า” แสงชัยกล่าว

3. เศรษฐกิจแต้มต่อแก้หนี้ สร้างโอกาส ลดเหลื่อมล้ำ

แกนที่สามคือ “เศรษฐกิจแต้มต่อ” ซึ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้ทั้งในและนอกระบบ ดึงหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ เพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรมให้เอสเอ็มอี แรงงาน และครัวเรือน

นายชัยมองว่า การแก้หนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่คือการคืนโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถลุกขึ้นใหม่ได้ พร้อมกับการปรับโครงสร้างระบบการศึกษา เพื่อ “ลงทุนในปัญญา” และลดความยากจนข้ามรุ่น

“ถ้าไม่สร้างแต้มต่อ คนจะเริ่มเกมเศรษฐกิจด้วยความเสียเปรียบตลอดชีวิต” เขากล่าว

4. เศรษฐกิจผลิตภาพกำลังคนทักษะสูงคนต้องเก่ง ธุรกิจต้องฉลาด

แกนสุดท้ายคือ “เศรษฐกิจผลิตภาพกำลังคนทักษะสูง” ซึ่งมุ่งยกระดับเกษตรกร แรงงาน และเอสเอ็มอี ให้สามารถใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล AI และนวัตกรรมได้จริง

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอให้พลิกบทบาทเกษตรกรเป็น “ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร” และยกระดับเอสเอ็มอีสู่ธุรกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเน้นว่านวัตกรรมต้อง “มีไว้ใช้ ไม่ใช่มีไว้โชว์” ควบคู่ไปกับการส่งเสริม ESG และเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน ความพอประมาณ และภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในระยะยาว

เอสเอ็มอีพร้อมเดิน แต่รัฐต้องเปิดทาง นายแสงชัยทิ้งท้ายว่า เอสเอ็มอีไทยพร้อมปรับตัว พร้อมเรียนรู้ และพร้อมลงทุน หากมีนโยบายที่ชัดและต่อเนื่อง

“ถ้ารัฐออกแบบระบบถูก SME จะไม่ใช่ภาระ แต่จะกลายเป็นพลังหลักของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง”