
หวั่นประกันสังคมเก็บเงินสมทบเพิ่มกระทบ SME เสี่ยงปิดกิจการ
เอกชน เผยปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจสร้างภาระหนักให้กับผู้ประกอบการ SME เสี่ยงต่อการลดจ้างงานหรือปิดกิจการ
KEY
POINTS
- การปรับขึ้นเบี้ยประกันสังคมเป็น 875 บาทต่อเดือน ได้สร้างภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นให้กับผู้ประกอบการ SME ขนาดเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจร้านอาหารและบริการ
- ภาระต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ธุรกิจ SME ที่มีทุนน้อยมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้หรืออาจต้องปิดตัวลง
- มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยการชำระหนี้ที่รัฐบาลค้างจ่ายกองทุนประกันสังคมกว่า 6 หมื่นล้านบาท เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กองทุน
ประกันสังคมมีบทบาทสำคัญในการดูแลสวัสดิการของประชาชน เช่น การคุ้มครองกรณีเจ็บป่วย อุบัติเหตุ และการเกษียณอายุ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ระบบนี้เผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งการบริหารจัดการกองทุนและการขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้เกิดความไม่มั่นใจจากผู้ประกันตน การเก็บเงินสมทบประกันสังคมเพิ่ม จากเดิม 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน ทำให้เกิดเสียงสะท้อนหลายด้าน
ล่าสุด นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า ภาคธุรกิจ SME ขนาดเล็ก โดยเฉพาะร้านอาหารและธุรกิจที่ต้องจ้างพนักงานหลายสิบคน ขณะนี้เริ่มรับมือกับปัญหาภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งเป็นภาระที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวจากวิกฤตที่ผ่านมา ผู้ประกอบการเหล่านี้ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากทั้งค่าแรงและการจ่ายประกันสังคมให้กับพนักงาน
ปัญหาคือ ในช่วงเวลาที่ภาคธุรกิจต่างๆ ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพื่อประคับประคองกิจการ การปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมกลับมาเพิ่มภาระให้กับธุรกิจ SME ที่มีทุนต่ำ และในบางกรณีอาจทำให้ไม่สามารถขยายกิจการหรือลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจได้
ซึ่งความไว้วางใจในระบบประกันสังคม ที่กำลังถูกทดสอบอยู่ในขณะนี้โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารจัดการเงินในกองทุนประกันสังคม หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดีและโปร่งใส จะทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นจากผู้ประกันตนว่าเงินที่จ่ายไปจะสามารถนำมาใช้ได้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการ
ปัญหาการขาดความเชื่อมั่นนี้เกิดขึ้นจากการบริหารที่ไม่เป็นระบบ ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงการใช้งบประมาณในกองทุนประกันสังคม และบางครั้งก็พบว่าเงินในกองทุนอาจไม่เพียงพอในอนาคต ดังนั้นการสร้างความมั่นใจในผู้ประกันตนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องได้รับการพิจารณาและปรับปรุงอย่างเร่งด่วน
นอกจากการปรับเพิ่มเบี้ยประกันสังคมแล้วการขาดการสนับสนุนจากรัฐสำหรับผู้ประกอบการ SME ขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในด้านการจ้างงาน และการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ SME ขนาดเล็กเหล่านี้จึงต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งในเรื่องของการลดภาษี การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือการสนับสนุนในด้านอื่นๆ ที่จะช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
นายสรเทพเสนอแนะว่า รัฐบาลควรพิจารณาการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME โดยการจ่ายหนี้ที่ค้างอยู่ในกองทุนประกันสังคม ซึ่งมีจำนวนกว่า 6 หมื่นล้านบาท เพื่อให้กองทุนมีความมั่นคงและสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนในระยะยาวอาจจะขยายอายุเกษียณจาก 55 ปีเป็น 60 ปี สำหรับบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจในภาคบริการ ซึ่งมีความต้องการแรงงานสูงเนื่องจากสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคต
การขยายอายุเกษียณสามารถช่วยให้ผู้สูงวัยที่ยังมีความสามารถในการทำงานสามารถทำงานต่อไปได้ จึงช่วยเสริมสร้างแรงงานในตลาด และช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถหาพนักงานได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มรายได้จากภาษีให้กับรัฐบาล ซึ่งสามารถนำมาใช้สนับสนุนระบบประกันสังคมได้






