
จีนแผ่นดินใหญ่ยังไม่กลับ! CPN ปรับพอร์ตรับฮ่องกง-ไต้หวัน ดันยอดปีใหม่พุ่ง
CPN ปรับพอร์ตรับนักท่องเที่ยวจีนยังไม่กลับ ชู 'Experience Marketing' ทุ่ม 500 ล้าน เนรมิตแลนด์มาร์คเคาท์ดาวน์ดึงต่างชาติ 30% หวังกระตุ้นจับจ่ายโค้งสุดท้ายสิ้นปี
KEY
POINTS
- CPN ปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อรับนักท่องเที่ยวจากฮ่องกงและไต้หวันเป็นหลัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนแผ่นดินใหญ่ยังกลับมาไม่เต็มที่
- ทุ่มงบประมาณ 500 ล้านบาทจัดงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อกระตุ้นยอดการใช้จ่ายให้เพิ่มขึ้น 20-25%
- คาดการณ์ว่าภาพรวมการใช้จ่ายในเดือนธันวาคมจะเพิ่มขึ้น 20% โดยเฉพาะที่เซ็นทรัลเวิลด์มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 20-25% เมื่อเทียบกับปีก่อน
- นอกจากการปรับกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวแล้ว ยังใช้กลยุทธ์ Experience Marketing และการตลาดตามไลฟ์สไตล์เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มอื่นๆ
ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า สถานการณ์ของตลาดนักท่องเที่ยวจีนในปีนี้นักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมาบ้าง แต่จำนวนยังไม่มากเท่ากับปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นชาวจีนจากไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์
ขณะที่ตลาดจากจีนแผ่นดินใหญ่ยังคงไม่กลับมาครบทั้งหมด เนื่องจากรัฐบาลจีนยังคงผลักดันให้คนจีนท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตามเซ็นทรัลยังคงมีแผนการที่ชัดเจนในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกกลุ่ม รวมถึงการปรับตัวและสร้างสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าและใช้บริการในศูนย์ของบริษัท
หนึ่งในกลยุทธ์หลักของเซ็นทรัล คือการปรับปรุงและสร้างความแปลกใหม่ให้เร็วกว่าและดีกว่าคู่แข่ง โดยมีการปรับปรุงใหญ่ในทุกๆ 10 ปี พร้อมกับปรับปรุงแผนทุกๆ 5 ปี ในส่วนคอมมูนิตี้มอลล์ เช่น สาขาทองหล่อ ซึ่งการปรับปรุงในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดแค่การตกแต่งภายในศูนย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับโครงสร้างการจัดโซนการสร้างจุดดึงดูดใหม่ๆ และการเปิดร้านค้าใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่อง
ในปีนี้กำลังดำเนินโครงการปรับปรุงใหญ่ที่ศูนย์การค้า ในพื้นที่แจ้งวัฒนะ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในอนาคตอันใกล้ และมีแผนการปรับปรุงใหญ่ที่บางนาและเชียงใหม่แอร์พอร์ตในรอบ 10 ปีที่ต่อไป สำหรับแผนการขยายสาขาในปีหน้า เซ็นทรัลพัฒนาจะเปิดสาขาใหม่ที่จังหวัดขอนแก่นในรูปแบบ Open Air ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใหม่และแตกต่าง พร้อมกับการปรับปรุงศูนย์ที่รัตนาธิเบศร์
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่เซ็นทรัลพัฒนานำมาใช้คือ Experience Marketing ซึ่งช่วยดึงลูกค้าจากโลกออนไลน์มาใช้บริการในศูนย์จริงๆ โดยการสร้างประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร เช่น การนำคอนเซ็ปต์ธีมดิสนีย์ (Disney Concept) มาใช้ ซึ่งสามารถดึงดูดทราฟฟิกได้ถึง 10-15% ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ประสบการณ์สำหรับเด็กและครอบครัว ซึ่งช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้าครอบครัว และยังเป็นการสร้างความบันเทิงให้กับลูกค้าในทุกช่วงวัย
ในด้านการตลาดเซ็นทรัลใช้กลยุทธ์การแบ่งกลุ่มลูกค้าตามไลฟ์สไตล์ ซึ่งเป็นวิธีการที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายกลุ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจัดอีเวนต์สำหรับกลุ่มที่มีความสนใจเฉพาะ เช่น การออกกำลังกาย การตั้งแคมป์ และกีฬาเฉพาะทาง เช่น กอล์ฟ กีฬาทางน้ำ หรือการตกปลา
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบกาแฟ ชา และช็อกโกแลต ซึ่งการจัดกิจกรรมเฉพาะกลุ่มเหล่านี้ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าในหลากหลายรูปแบบและสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์
ดร.ณัฐกิตติ์ ประเมินว่า แนวโน้มโดยรวมของเศรษฐกิจในปีหน้าคาดว่าจะยังคงทรงตัวเนื่องจากประเทศไทยยังติดกับดักเรื่องหนี้ครัวเรือนที่สูงมาก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการบริโภคภายในประเทศ การเติบโตของ GDP ที่ระดับ 1-2% ถือเป็นเรื่องที่ยังไม่น่าจะง่าย
เนื่องจากประเทศไทยยังขาด S-Curve ใหม่ๆ ในการทำอุตสาหกรรมใหม่ และการส่งออกยังคงมีปัญหา อย่างไรก็ตาม คาดว่าหากรัฐบาลใหม่มีความชัดเจนแล้ว จะทำให้เกิดความหวังใหม่ในการผลักดันเศรษฐกิจ
ส่วนข้อเสนอแนะ อยากให้ภาครัฐสนับสนุนอันดับแรกคือ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเนื่องจากหนี้ครัวเรือนที่สูงเกินไปส่งผลให้ภาระหนี้เยอะเกินไป และกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนนอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น "เที่ยวดีมีคืน" และ "คนละครึ่ง" เป็นมาตรการที่ดีอยู่แล้ว
ส่วนด้านการท่องเที่ยวเริ่มมีสัญญาณที่ดีจากการที่โรงแรมและการบินเต็มในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา แต่ประเทศไทยยังคงต้องใช้พอร์ตโฟลิโอการท่องเที่ยวที่หลากหลาย โดยมีสัญญาณบวกที่สำคัญคือ นักท่องเที่ยวจากอังกฤษและอเมริกาเดินทางเข้าประเทศเกิน 1 ล้านคนแล้วในปีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยังมีการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวจากอินเดียและตะวันออกกลาง รวมถึงยุโรป เช่น เยอรมนีและสแกนดิเนเวีย
สำหรับการจัดงาน ‘centralwOrld Bangkok Countdown 2026’ ที่จัดขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ งานนี้มีงบลงทุนราว 500 ล้านบาท ซึ่งลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1.5 ล้านคน งานนี้จัดขึ้นที่ใจกลางเมือง พร้อมกับเวทีขนาดใหญ่ ระบบแสง สี เสียง และจอมอนิเตอร์แบบพาโนรามิก
การจัดกิจกรรมนี้คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลเคาท์ดาวน์เพิ่มขึ้นประมาณ 20-25% และในเดือนธันวาคมนี้ภาพรวมการใช้จ่ายคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 20% โดยเฉพาะที่เซ็นทรัลเวิลด์ที่มีจำนวนผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง 20-25% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในปีนี้คาดว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติในงานเคานต์ดาวน์จะอยู่ที่ประมาณ 20-30% ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากปีที่แล้วที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าร่วมงานเกือบ 40%






