
JMART กางแผนรุก Mobile Finance Ecosystem ดันกำไรโตยกกลุ่ม
JMART เปิดกลยุทธ์ "Mobile Finance Ecosystem" ชู Lock Phone เป็นแกนหลักผนึกกำลังบริษัทในเครือสเกลพอร์ตสินเชื่อครบวงจร มั่นใจไตรมาส 1/2569 ทิศทางสดใส
KEY
POINTS
- เจมาร์ทตั้งเป้าปี 2569 เป็นปีแห่งการเติบโต โดยเร่งเครื่องรุกธุรกิจ "Mobile Finance Ecosystem" อย่างเต็มรูปแบบ
- ใช้โมเดลธุรกิจ "Lock Phone" เป็นกลยุทธ์หลักในการขยายพอร์ตสินเชื่อ โดยอาศัยพลัง Synergy ของบริษัทในเครือ (Jaymart Mobile, SINGER, SGC, KBJ)
- ขยายฐานสินเชื่อ Lock Phone ไปยังตลาด iPhone เพิ่มเติม พร้อมตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายและพอร์ตสินเชื่อในบริษัทลูกเพื่อผลักดันกำไรทั้งกลุ่ม
- กำไรของกลุ่มยังได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจบริหารหนี้ของ JMT และการลงทุนใน "สุกี้ตี๋น้อย" ที่สร้างกระแสเงินสดอย่างแข็งแกร่ง
นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยว่า ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการ “สเกล” และ “เร่งเครื่อง” อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากปี 2568 เป็นช่วงเวลาแห่งการวางรากฐาน ปรับโครงสร้างและทดสอบโมเดลธุรกิจใหม่
โดยเฉพาะธุรกิจ Lock Phone ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างพอร์ตสินเชื่อได้รวดเร็ว ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพลูกหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นจุดเริ่มต้นของแพลตฟอร์มสินเชื่อมือถือครบวงจร
การเติบโตของ Lock Device ยังสะท้อนพลัง Synergy ของกลุ่มบริษัทชัดเจนมากขึ้น โดย Jaymart Mobile ทำหน้าที่เป็นหน้าร้านและแพลตฟอร์มขาย
ขณะที่ SINGER มีช่องทางการขายทั่วประเทศ และ SGC ให้บริการสินเชื่อภายใต้SG Finance+ โฟกัสตลาด China Brand ส่วน KBJ Capital ขับเคลื่อน Samsung Finance+ ซึ่งเติบโตโดดเด่น ทำกำไรสุทธิสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้ง สนับสนุนให้เครือข่ายขยายตัวและพอร์ตสินเชื่อเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต
สำหรับตลาด iPhone ที่ก่อนหน้านี้อยู่ในลักษณะ Sandbox ภายใต้ร้าน Jaymart จากนี้ SGC จะเข้ามาขยายพอร์ตอย่างจริงจัง การเพิ่มอีกหนึ่งแบรนด์ในโมเดล Lock Phone จะช่วยขยายฐานการปล่อยสินเชื่อให้กว้างขึ้น โดยยังคงยึดหลักคุณภาพเป็นสำคัญส่งผลให้ระดับ NPL อยู่ในกรอบที่ควบคุมได้
อย่างไรก็ดีในภาพรวมปีนี้ จึงมั่นใจว่า JMART จะมีกำไรสุทธิเติบโตแข็งแกร่งตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยแรงหนุนหลักมาจากการฟื้นตัวของบริษัทในเครือการทำงานแบบ Synergy เต็มระบบ โดยมี JMT ยังคงเป็นเสาหลักด้านกำไรของกลุ่ม ขณะเดียวกัน การลงทุนใน “สุกี้ตี๋น้อย” ซึ่ง JMART ถือหุ้น 30% ยังคงสร้างกระแสเงินสดแข็งแกร่ง โดยปี 2568 รับรู้ส่วนแบ่งกำไร 258 ล้านบาท และมีผู้ใช้บริการกว่า 30 ล้านรายทั่วประเทศ ปัจจุบันมี 107สาขา และยังเดินหน้าขยายต่อเนื่องในปี 2569 เพื่อรองรับกำลังซื้อในประเทศที่ทยอยฟื้นตัว
สำหรับ บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด หรือ Jaymart Mobile แนวโน้มไตรมาส 1 ปีนี้ ยอดขายและกำไรยังเติบโตแข็งแกร่ง ปี 2569 ตั้งเป้ายอดขายเติบโตไม่ต่ำกว่า 50% จากปีก่อน จากการเปิดตัวสินค้าใหม่แบรนด์ชั้นนำ ล่าสุด ซัมซุงเปิดตัวสมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่ประจำปีอย่างเป็นทางการได้แก่ Galaxy S26, Galaxy S26+ และ Galaxy S26 Ultra สร้างความตื่นเต้นและความสนใจจากลูกค้า และรอบการเปลี่ยนมือถือ AI Upgrade Cycle รวมทั้ง โฟกัสการขยายสาขาในทำเลศักยภาพอีกราว 100 สาขา จากสิ้นปี 2568 มีสาขาราว 300 สาขา และมีดีลเลอร์ในเครือข่าย 1,637 ราย ครอบคลุม 77 จังหวัด
ประกอบกับการขยาย Omni-Channel ด้วยกลยุทธ์หลักคือ เพิ่ม Conversion สินเชื่อหน้าร้านผ่อนออนไลน์แบบ Fully Digital การ Cross-Sell ประกันและบริการหลังการขาย เป้าหมายคือ เพิ่ม Lifetime Value ของลูกค้าในระยะยาว เพิ่มรายได้ต่อหัวลูกค้า และเปลี่ยนจาก Retail Margin สู่ Financial Margin มากขึ้นให้กับกลุ่มบริษัท
ด้านนายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ผู้นำธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ (AMC) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ากำไรเติบโต30% มองโอกาสสำคัญมาจาก ยอดจัดเก็บเงินสดทั้งปี (Cash Collection) คาดการณ์เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 9,000 ล้านบาท ส่งผลมาที่ การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) คาดจะปรับตัวลดลง แต่ยังคงควบคุม ECL อย่างเข้มข้นต่อเนื่องตามสถานการณ์เศรษฐกิจ รวมทั้ง การเพิ่มรายได้จากการเดินหน้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหาร วางงบลงทุน 2,000 ล้านบาท โดยเน้นขยายพอร์ตหนี้ไม่มีหลักประกันซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญหลักของบริษัทประมาณ 90% และอีก 10% เป็นหนี้ที่มีหลักประกัน พร้อมมุ่งสู่การเป็น AI Driven AMC มาช่วยในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และตั้งศูนย์ประนอมหนี้ เพื่อช่วยเหลือและจัดการแก้หนี้ให้แก่ลูกค้า สำหรับแนวโน้มไตรมาส1 ปีนี้ ยังคงใกล้เคียงไตรมาส 4/2568
ส่วนนายสุพจน์ สิริกุลภัสสร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J เปิดเผยว่า ในปี 2568 แม้ได้รับผลกระทบจากการบันทึกขาดทุน Fair Value ทางบัญชี แต่เชื่อว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ปี 2569 บริษัทเดินหน้าแผนฟื้นตัวธุรกิจอย่างชัดเจน ตั้งเป้ารายได้ 810 ล้านบาท เติบโต 18% พร้อมลดค่าใช้จ่ายในการบริหาร (SG&A) ลง 30%เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านกำไร โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์การค้าชุมชน (Community Mall) ทั้ง 8 แห่ง บริหารพื้นที่เชิงรุก และรับรู้รายได้เต็มปีจาก 3 โครงการใหม่ล่าสุด ตั้งเป้าเพิ่มอัตราการเช่า (Occupancy Rate) สู่ระดับ 94–95%พร้อมขยายพื้นที่เช่าเพิ่มอีก 3,800 ตารางเมตร ไตรมาส 1 ปีนี้ปิดได้แล้วกว่า 1,000 ตารางเมตร เป็นสัญญาณเชิงบวก
ขณะที่นายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทยจำกัด (มหาชน) หรือ SINGER ระบุว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจโทรศัพท์มือถืออย่างเข้มข้น และเครื่องใช้ไฟฟ้า หลังปี 2568 พอร์ตเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเทรนด์การเปิดสินค้าแฟลกชิปสมาร์ตโฟนแบรนด์ชั้นนำ หนุนโมเมนตัมยอดขายเติบโตขึ้น คาดปีนี้รายได้แตะ 1,700 ล้านบาท ปรับลดค่าใช้จ่ายในการบริหารลง 30% ขยายช่องทาง 146 สาขา และขยายเครือข่ายพนักงานขายของ SINGER ที่ Activeจาก 300 ราย เป็น 1,000 ราย รวมทั้ง ดีลเลอร์จาก 1,200 เป็น 2,000 ดีลเลอร์ทั่วประเทศ นอกจากนี้ การรุกผ่านช่องทาง SG Finance+ Online โดยใช้เทคโนโลยีติดตามและควบคุมความเสี่ยง
ส่วนนายอโณทัย ศรีเตียเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสจี แคปปิตอลจำกัด (มหาชน) หรือ SGC บริษัทย่อยของ SINGER และเป็นแกนหลักด้านสินเชื่อของกลุ่ม เปิดเผยว่าในปี 2569 เน้น 3 แกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจได้แก่ การเติบโตของสินเชื่อใหม่ (New Loan Growth) ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อรวม12,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 30% จากปีก่อนโดยมี Lock Phone เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก หลังปี 2568 ปล่อยสินเชื่อ Lock Phone ไปกว่า 9,310 ล้านบาท ควบคู่กับสินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่น ๆ ที่เติบโตต่อเนื่องด้วยความรัดกุม





