
นักวิชาการ ชี้ 'เงินฝืด’ คุกคามเศรษฐกิจไทย แนะ เติม-กระตุ้น กำลังซื้อรากหญ้า
นักวิชาการชี้ ภาวะเงินฝืดไตรมาส 4 กระทบความเชื่อมั่น ทั้งระดับมหภาค ธุรกิจและครัวเรือน แนะเติมเงินในกระเป๋า เพิ่มกำลังซื้อรากหญ้า
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนถึงความเสี่ยงภาวะเงินฝืดในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศ ธุรกิจ และครัวเรือน
- ผลกระทบหลักของเงินฝืดคือการทำลายความเชื่อมั่น ทำให้การลงทุนชะลอตัว ธุรกิจขายสินค้าได้ยากขึ้น และประชาชนเลือกเก็บออมแทนการใช้จ่าย
- ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาคือการใช้มาตรการ 2 ส่วนควบคู่กัน คือการ "เติมเงิน" และ "กระตุ้น" กำลังซื้อ
- การ "เติมเงิน" คือการลดค่าใช้จ่ายพื้นฐานให้ประชาชน และต้อง "กระตุ้น" ให้เกิดการใช้จ่ายจริงทั้งในฝั่งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ เพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบ
ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรม การสื่อสารและการตลาดยั่งยืน สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และหัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงความกังวลต่อสถานการณ์ "ภาวะเงินฝืด" ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 (Q4) ของปีนี้ โดยเตือนว่า หากเกิดภาวะดังกล่าวจริง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างถึง 3 ระดับ และทางออกที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือการ "อัดฉีดความมั่นใจ" เข้าสู่ระบบอย่างเร่งด่วน
ภาวะเงินฝืดจะสร้างผลกระทบหลักคือการ ขาดความเชื่อมั่น (Confidence) ในทุกภาคส่วน โดยแบ่งผลกระทบได้ดังนี้
- ระดับมหภาค ส่งผลกระทบต่อ ภาพลักษณ์ของประเทศ ทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนลดลง นักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการตัดสินใจ ทำให้การลงทุนใหม่ ๆ ไม่เกิดขึ้น
- ระดับธุรกิจ ผู้บริหารจะเกิดความไม่มั่นใจ เนื่องจากคาดการณ์ว่า ลูกค้าปลายทางจะลดการใช้จ่าย ทำให้สินค้าและบริการ ขายยากขึ้น ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจโดยตรง
- ระดับครัวเรือน ประชาชนจะ ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น รู้สึกว่า "ใช้ชีวิตได้ยากขึ้น" และพร้อมใจกันเก็บเงินแทนการใช้จ่าย ซึ่งจะยิ่งทำให้เงินในระบบหมุนเวียนช้าลง และเร่งให้เกิดภาวะเงินฝืดลึกขึ้น
ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวว่า ในมุมมองของ นักวิชาการมองว่าความเสี่ยงของ “เงินฝืด” (deflation) ในช่วงไตรมาส 4 ไม่ได้เป็นปัญหาเชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่จะกัดกร่อนความเชื่อมั่น (confidence) ในทุกระดับของเศรษฐกิจ พร้อมเสนอแนะว่า มาตรการของรัฐบาลที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาจะต้องทำควบคู่กัน 2 ส่วน เพื่อแก้ปัญหาการขาดความมั่นใจ
การเติมเงิน เป็นการลดค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนมีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มขึ้น เช่น นโยบายลดค่าไฟหรือค่าแก๊สที่กำลังดำเนินการ แต่มาตรการนี้ ไม่เพียงพอ
การกระตุ้น เป็นการกระตุ้นให้เงินที่ถูกเติมเข้าไป ไหลออกจากกระเป๋า ผ่านการใช้จ่าย โครงการอย่าง "คนละครึ่ง" หรือโครงการในลักษณะ Quick Big Win ที่รัฐบาลช่วยอุดหนุนการใช้จ่าย จึงถือเป็นการ ตีโจทย์ได้ดี เพราะกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย
“ธุรกิจต้องได้ กระตุ้น ไม่ใช่แค่ผู้บริโภค ในมุมของภาคธุรกิจ เน้นว่ารัฐไม่ควรมองแค่การอัดเงินเข้ากระเป๋าประชาชน เช่น ลดค่าไฟ ค่าน้ำ หรือคูปองส่วนลด แต่ต้องมีมาตรการที่กระตุ้นฝั่งธุรกิจให้พร้อมรับการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่น สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการออโตเมชั่น การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อปรับระบบดิจิทัล หรือมีโครงการร่วมโปรโมชันกับภาครัฐเพื่อเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคและขยายช่องทางจำหน่ายให้เอสเอ็มอีเข้าถึงได้จริง ถ้าเติมเงินแล้วคนเก็บ ไม่ใช้ เงินฝืดก็ยังอยู่ดี”





