
รัฐบาลเปิดแผนใช้หนี้ ดิจิทัลวอลเล็ต-ธ.ก.ส.งบปี 67 มากสุด 6.5 หมื่นล้าน
เปิดแผนใช้หนี้ ธ.ก.ส. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 67 มากสุด 65,595 ล้านบาท บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม อันดับสอง 6,443 ล้านบาท ธนาคารออมสิน อันดับสาม 5,891 ล้านบาท
หลังจากการแถลงข่าวของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ถึงแหล่งที่มาของเงิน 500,000 ล้านบาท จบแบบขาดๆเกิน ๆ
หนึ่งในแหล่งที่มาของเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท คือ การ "ยืมเงิน" ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทำได้หรือไม่ได้-ผิดวัตถุประสงค์ของการใช้เงินตาม พ.ร.บ..ธ.ก.ส. พ.ศ.2509 มาตรา 9 (3) หรือไม่ จนมีเสียงทักท้วงให้รัฐบาลโชว์แผนชำระหนี้
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2567 ที่อยู่ระหว่างประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ ในส่วนของการใช้หนี้คืนตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ปี 2561 มาตรา 28 วงเงินรวมทั้งสิ้น 81,481 ล้านบาท แบ่งออกเป็น
สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) ภายใต้กระทรวงการคลัง จำนวน 79,106 ล้านบาท ประกอบด้วย
- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 65,595 ล้านบาท (แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส. 40,279 ล้านบาท แหล่งเงินกู้กระทรวงการคลังจัดหา (แผนหนี้) 25,316 ล้านบาท)
- ธนาคารออมสิน จำนวน 5,891 ล้านบาท
- ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) จำนวน 340 ล้านบาท
- บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จำนวน 6,443 ล้านบาท
- ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จำนวน 725 ล้านบาท
- ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) จำนวน 108 ล้านบาท
เงินอดหนุนเพื่อบริการสาธารณะ (POS) ภายใต้กระทรวงคมนาคม วงเงิน 2,375 ล้านบาท แบ่งออกเป็น
- การรถไฟแห่งประเทศไทย จำนวน 1,738 ล้านบาท
- องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำนวน 637 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแผนการใช้หนี้โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นแนวทางของการออกเป็น พ.ร.บ.กู้เงิน ว่า ตั้งงบประมาณปีเดียวไม่ทัน รัฐบาลต้องรักษาระเบียบวินัยการเงินการคลัง คือ ทำให้หนี้สาธารณะไม่เกิน 70 % ขณะนี้อยู่ที่ 62 %
“รัฐบาลใช้เพดานเก่า สมมุติเป็นหนี้ คือ เพิ่มอีก 2-3 % ไม่เกิน 4 % เมื่อฐานของจีดีพีโตหรือคืนหนี้ เพดานที่เกินมาก็จะลดลงเรื่อย ๆ ที่สำคัญยังมีที่ที่เรากำลังจะหา asset ของรัฐมาอีก”นพ.พรหมินทร์กล่าว
นพ.พรหมินทร์เล่าทิ้งท้ายในวันที่เปิดตึกไทยคู่ฟ้าให้ “นักข่าวเศรษฐกิจทำเนียบ” ฟังว่า เราตั้งงบประมาณใช้คืนหนี้ 3 ปีติดต่อกัน สมมุติ กู้ 5 แสนล้านบาท 3 ปีคิดเป็นปีละประมาณ 1.7 แสนล้านบาท เทียบกับเงินงบประมาณทั้งก้อน คือ 3.4 ล้านล้าน ประมาณปีละ 2.5 % เท่ากับรัฐบาลใช้งบประมาณ เพียงแต่เป็นงบประมาณหลายปี






