
ฉบับเต็ม ความเห็นป.ป.ช.เบรกแจกเงินดิจิทัล 10,000 ไม่เข้าข่ายวิกฤต
เปิดข้อมูล ป.ป.ช. เสนอแนะนโยบายเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ทุกหน่วยงานยันชัดเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน “ไม่เข้าข่ายวิกฤต” ชี้ฝืนทำต่อมีความเสี่ยง กระทบภาระทางการคลัง ประเทศถูกลดเครดิต
รายละเอียดเอกสารข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ต่อ โครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet ของรัฐบาล มีเนื้อหาสำคัญนอกเหนือไปจากข้อเสนอแนะรวม 8 ข้อ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะปมปัญหาค้างคาใจเกี่ยวกับการเดินหน้าการออกพ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขสำคัญนั่นคือเศรษฐกิจต้องอยู่ใน “ภาวะวิกฤต” ซึ่งเอกสารฉบับนี้มีคำตอบสำหรับประเด็นร้อนนี้แจ้งไว้อย่างชัดเจน
โดยที่ผ่านมา คณะกรรมการเพื่อศึกษาและรับฟังความเห็นเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล กรณีการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ได้มีการพิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ของ ป.ป.ช.ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง 4 หน่วยงาน คือ กรมสรรพากร กรมบัญชีกลาง สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รวมทั้งยังมี สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย มาให้ความเห็น
พร้อมทั้งศึกษาวิเคราะห์ในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ตัวบ่งชี้วิกฤติทางเศรษฐกิจ ภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันและแนวโน้มในอีก 2 – 3 ปี ปัจจัยสำคัญทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น การบริโภคภาคเอกชน ตัวทวีคูณทางการคลัง และภาระทางการคลัง สรุปได้ดังนี้
ประสานเสียงเศรษฐกิจ “ไม่เข้าข่ายวิกฤต”
จากคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 และจากคำแถลงของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งได้กล่าวย้ำว่า นโยบายดังกล่าวมิใช่เป็นการสงเคราะห์ประชาชนผู้ยากไร้ แต่เป็นการเติมเงินลงในระบบเศรษฐกิจผ่านสิทธิการใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนมีบทบาทร่วมกับรัฐบาลในการผลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น จึงต้องมีการพิจารณาว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันมีความจำเป็นต้องกระตุ้นเพียงใด
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากข้อมูล ข้อเท็จจริง ตลอดจนตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจต่าง ๆ จะพบว่า ได้มีการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทย ในปี 2566 ไปในทิศทางเดียวกัน โดยข้อมูลของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดการณ์ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2566 จะขยายตัวอยู่ที่ 2.5% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย มีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 2.4% โดยในระยะปานกลางจะมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 3.3%
ข้อมูลจากหลายหน่วยงาน อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง รวมทั้งจากนักวิชาการเศรษฐศาสตร์อิสระ ตลอดจนอาจารย์มหาวิทยาลัย มีการวิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันว่า “ไม่เข้าข่ายวิกฤต” และยังไม่เห็นสัญญาณวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทย (ตามนิยามของธนาคารโลก)
แต่อาจมีการเจริญเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวหรือต่ำกว่าศักยภาพ และเมื่อเปรียบเทียบภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันกับภาวะวิกฤตตามนิยามของธนาคารโลก และ IMF เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 วิกฤต Global Financial Crisis (GFC) ปี 2551-2552 วิกฤตมหาอุทกภัยในช่วงปี 2555 วิกฤต COVID-19 ปี 2563 – 2564 พบว่า ยังไม่เข้าข่ายภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ
กางข้อมูลคุ้มแค่ไหนถ้าทำเงินดิจิทัล
หากพิจารณาข้อมูลจากผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 6/2566 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แถลงต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 และวันที่ 13 ธันวาคม 2566 พบว่า ส่วนต่างระหว่างการเติบโตของ GDP ในปี 2567 จากการไม่รวมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet กับการรวมโครงการฯ จะอยู่ที่ +0.6% (ไม่รวมโครงการ 3.2% / รวมโครงการฯ 3.8%)
ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์ GDP ในปี 2568 จะมีส่วนต่างการเติบโตของ GDP อยู่ที่ -0.3% (ไม่รวมโครงการ 3.1% / รวมโครงการฯ 2.8%)
โดย กนง. ประเมินว่า กระบวนการของ พ.ร.บ. กู้เงิน จะต้องใช้เวลาในการดำเนินการและคาดว่าผลดีของโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet จะลงสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของ ปี 2567 จากเดิมที่คาดว่าโครงการจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี
ทั้งนี้ ผลการศึกษาเชิงประจักษ์พบว่าตัวทวีคูณทางการคลัง (fiscal multiplier) ในกรณีมาตรการเงินโอนให้กับประชาชน (transfer) มักต่ำกว่าการใช้จ่ายหรือการลงทุนโดยตรงของรัฐบาล โดยขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับเงินโอน เงื่อนไขการใช้จ่าย และสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ใหม่ในระบบเศรษฐกิจ (new final demand)
นอกจากนี้ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ให้ข้อมูลว่าตัวทวีคูณทางการคลังในกรณีที่เป็นเงินโอนจะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.4% อยู่ที่การประเมินผลต่อเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับขนาดวงเงินของโครงการและเวลาที่เริ่มโครงการด้วย
โดยแรงกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีมากในช่วงเริ่มต้น (front-load) และมีผลชั่วคราว ทำให้ในปี พ.ศ. 2568 มีการคาดการณ์ตัวเลข GDP ในกรณีที่รวมผลจากโครงการฯ น้อยกว่าไม่รวมโครงการฯ ดังนั้น ในการดำเนินโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet จะต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าของการใช้จ่ายงบประมาณ เปรียบเทียบกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นด้วย
เปิดผลกระทบภาระทางการคลังประเทศ
ขณะเดียวกันจากข้อมูลของสำนักงบประมาณของรัฐสภา (สงร.) ได้มีการประเมินผลกระทบทางการคลัง ที่สำคัญของโครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ดังนี้
- ภาระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 15,800 ล้านบาท/ปี (คำนวณ จาก Government Bond Yield อายุ 10 ปี วันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 เท่ากับ 3.16%)
- สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้น 2.65%
- การประมาณการรายได้สุทธิ หลังหักจัดสรร เพิ่มขึ้นภายใน 5 ปี ประมาณ 145,000 ล้านบาท
- คาดว่าจะชำระต้นเงินกู้เพิ่มจากเดิมปีละ 125,000 ล้านบาท
ฝืนดันเสี่ยงกระทบลงทุนอื่น-ถูกลดเครดิต
อย่างไรก็ตาม สำนักงบประมาณได้มีความเห็นเพิ่มเติมว่า หากต้องใช้งบประมาณสำหรับโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet อาจจะต้องปรับลดงบประมาณหรืองบลงทุนของหน่วยงาน ซึ่งย่อมกระทบต่อหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะเรื่องระยะเวลาการดำเนินการที่อาจต้องเลื่อนออกไป อาทิ งานก่อสร้างที่อาจจะต้องมีการขยายระยะเวลา ซึ่งกระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐ
อีกทั้งเมื่อพิจารณาบทวิเคราะห์ของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่าง ๆ ต่อเศรษฐกิจไทย อาทิ Moody’s S&P Global Ratings และ Fitch Ratings พบว่าส่วนใหญ่มีความกังวลเกี่ยวกับสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ที่อาจเพิ่มสูงขึ้น และหากเศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าที่มีการประมาณการไว้
ประกอบกับรัฐบาลตัดสินใจดำเนินนโยบายที่มีความเสี่ยงทางการเงินการคลัง ก็อาจส่งผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือได้ (Credit Rating) ซึ่งหาก Credit Rating ลดลง ย่อมมีผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมภาคเอกชนในประเทศ
ดังนั้น การดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะสมดุลจะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและมีความจำเป็นเพียงใด ตลอดจนผลกระทบ และภาระทางการเงิน การคลังในอนาคต
โดยในกรณีที่มีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายที่มีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือประชาชนภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เข้าขั้นวิกฤต ตามนิยามวิกฤตเศรษฐกิจของธนาคารโลก
ด้วยเหตุนี้จึงควรจัดลำดับความสำคัญ รวมถึงการพิจารณากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง อาทิ กลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน จึงอาจเป็นทางเลือกที่จะไม่ส่งผลกระทบทางการคลัง โดยเฉพาะดอกเบี้ยและสัดส่วนของหนี้สาธารณะได้มากกว่า






