
สศช.ชี้ทิศทางลงทุนไทย 2567 เร่งดันเงิน 1 ล้านล้าน ประคองเศรษฐกิจ
สศช. ประเมินทิศทางการลงทุนไทย 2567 ยังมีโอกาสช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แนะภาครัฐเร่งดันโครงการลงทุนเอกชนที่ขอรับสิทธิบีโอไอแล้ว ให้เกิดการลงทุนจริง หลังจากพบยอดตัวเลขสะสมแล้วอย่างน้อย 1 ล้านล้านบาท
รายงานข่าวจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยทิศทางการลงทุนภายในประเทศ ปี 2567 ว่า ภาครัฐควรเร่งรัดโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนที่มีอยู่ในขณะนี้ ให้สามารถเกิดการลงทุนจริงได้โดยเร็ว เพื่อจะช่วยสนับสนุนการลงทุนภายในประเทศในปี 2567 ได้ ซึ่งปัจจุบันมียอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสะสมรวมกันคิดเป็นมูลค่าอย่างน้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ที่ผ่านมาหลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นต้นมา พบว่า การขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนอยู่ที่ 4.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 5.9 แสนล้านบาท ในปี 2565 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี
ขณะที่ตัวเลขในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 มีมูลค่ารวม 5.2 แสนล้านบาท คิดเป็นการขยายตัวในเกณฑ์สูง 21.9% โดยคำขอรับการส่งเสริมตามกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายมีสัดส่วนเฉลี่ย 70% ของมูลค่าลงทุนรวม
สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายสูงสุด 5 อันดับแรก ซึ่งมีมูลค่ารวมกันประมาณ 1 ล้านล้านบาทมีดังนี้
- เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่ารวมตั้งแต่ปี 2564 - 9 เดือนแรกของปี 2566 อยู่ที่ 4.1 แสนล้านบาท สัดส่วน 25.8%
- การเกษตร และแปรรูปอาหาร มูลค่า 1.8 แสนล้านบาท สัดส่วน 11.2%
- ยานยนต์และชิ้นส่วน มูลค่า 1.7 แสนล้านบาท สัดส่วน 10.6%
- ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ มูลค่า 1.2 แสนล้านบาท สัดส่วน 7.9%
- การแพทย์ มูลค่า 9 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 5.6%
ทั้งนี้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 มีบริษัทต่างชาติที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้วที่สำคัญในแต่ละอุตสาหกรรม ดังนี้
- อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อาทิ บริษัท ฉางอัน ออโตโมบิล จำกัด บริษัท โฟตอน ซีพี มอเตอร์ จ่ากัด และบริษัท GAC AION New Energy Automobile Company Limited
- ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ บริษัท มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท โตชิบา เซมิคอนดัคเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
- ไฟฟ้าจากชีวมวล อาทิ บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด
- อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อาทิ บริษัท น้ำตาลนิวกว้างสุ้นหลี จำกัด เป็นต้น
สศช. ระบุว่า ภาครัฐควรเร่งดำเนินมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่สำคัญ นอกจากกรอบมาตรการภายใต้ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุน 5 ปี (2566-2570) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ โดยในช่วงปลายปี 2566 บีโอไอ ได้มีการออกมาตรการการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติม ดังนี้
1.มาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ กระตุ้นและสนับสนุนให้อุตสาหกรรมยานยนต์นำระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์มาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต
2.อนุมัติจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มเติม 3 แห่ง ทั้งกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย, นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน และ ประเทศสิงคโปร์
3.การประสานความร่วมมือปรับปรุงหลักเกณฑ์ เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคในการลงทุน (Ease of Investment) ประกอบด้วย
- การปลดล็อกธุรกิจบริการของคนต่างชาติในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ
- การขยายขอบเขตและอ่านวยความสะดวกในการทำงานของชาวต่างชาติ
- การแก้ปัญหาผังเมืองในพื้นที่อุตสาหกรรม
- การจัดหาพลังงานสะอาด
- การลดขั้นตอนในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของอุตสาหกรรมเป้าหมาย
4.มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 (ปี 2567 -2570) หรือ มาตรการ EV 3.5 (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566) โดยจะมีการลดอากรนำเข้าไม่เกิน 40% สำหรับการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) ในช่วง 2 ปีแรก (ปี 2567 - 2568)
กรณีเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ราคา ไม่เกิน 2 ล้านบาท และลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท โดยได้ตั้งเงื่อนไขกระตุ้นการลงทุนในประเทศ ให้ผู้ได้รับการสนับสนุนผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้าภายในปี 2569 ในอัตราส่วน 1 : 2 (นำเข้า 1 คัน ผลิตชดเชย 2 คัน) และจะ เพิ่มอัตราส่วนเป็น 1 : 3 ภายในปี 2570
ทั้งนี้คาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้นักลงทุน ทั้งต่างชาติและภายในประเทศพิจารณาขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้การลงทุนภาคเอกชนในปี 2567 ขยายตัวได้ดีขึ้นต่อเนื่อง












