thansettakij
thansettakij
ชงวุฒิสภา-ครม.เคาะร่างศึกษาอัพเกรดระบบรางเชื่อม 3 ประเทศ

ชงวุฒิสภา-ครม.เคาะร่างศึกษาอัพเกรดระบบรางเชื่อม 3 ประเทศ

08 มี.ค. 66 | 05:57 น.
อัปเดตล่าสุด :08 มี.ค. 66 | 06:18 น.

“คมนาคม” เดินหน้าจัดทำร่างการศึกษาพัฒนาระบบขนส่งทางรางเชื่อม 3 ประเทศ ลุ้นวุฒิสภา-ครม.ไฟเขียว หวังเพิ่มประสิทธิภาพขนส่งสินค้าระบบราง

รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้จัดทำร่างรายงานการพิจารณาการศึกษา เรื่อง แนวทางการพัฒนาการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางระหว่างไทย,สปป.ลาวและจีน เพื่อเสนอต่อคณะกรรมาธิการคมนาคม พิจารณา ปัจจุบันคณะกรรมมาธิการฯเห็นชอบแล้วเสร็จ หลังจากนี้จะเสนอรายงานฉบับดังกล่าวเพื่อให้วุฒิสภาพิจารณาเห็นชอบและเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป


ในปี 2563 การขนส่งสินค้าทางรางของประเทศไทย มีสินค้าที่ขนส่งด้วยทางราง จำนวน 11.57 ล้านตัน คิดเป็น 1.40% เปรียบเทียบกับปริมาณการขนส่งสินค้าทั้งประเทศ และในปี 2564 จำนวน 11.45 ล้านตัน คิดเป็น 1.44% จากแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย 2558-2565 กระทรวงคมนาคม มีเป้าหมายสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางราง ปี 2565 อยู่ที่ 4% แต่ปัจจุบันพบว่าการขนส่งสินค้าด้วยระบบรางของประเทศไทย ยังมีสัดส่วนที่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการขนส่งทางถนนและทางน้ำ ซึ่งยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายตามยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งและคมนาคมของประเทศ
 

คณะกรรมาธิการการคมนาคมได้เห็นถึงการเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าทางรางและให้ความสำคัญกับโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายทางรถไฟไทย - สปป.ลาว – จีนเพื่อรองรับการเดินทางและขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่จะสร้างโอกาสให้ไทย รวมทั้งส่งเสริมการขยายตัวด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การค้า การลงทุนและบริการ และช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีการค้าโลก


สำหรับแนวทางการพัฒนาการเชื่อมโยงการขนส่งทางรางระหว่างประเทศไทย สปป.ลาว และจีน ในระยะเร่งด่วน ดังนี้ 
1.รัฐบาลไทยจะต้องมีการเจรจากับ สปป.ลาว และประเทศจีนเพื่อทำข้อตกลงในการเชื่อมโยงระบบการขนส่งทางรางระหว่าง 3 ประเทศที่ชัดเจน เพื่อให้การเชื่อมโยงระบบรางระหว่างจีน สปป.ลาว และไทย เกิดขึ้นได้จริงโดยไม่มีความเสี่ยงในภายหลัง

2. การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่เพื่อเชื่อมต่อระบบรางระหว่างประเทศไทย และ สปป.ลาว ใช้ระยะเวลานานถึง 7 ปี อาจทำให้บริบทการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปมาก ประเทศไทยอาจเสียโอกาสทางการค้าและเศรษฐกิจ รัฐบาลจำเป็นต้องจัดทำแผนการพัฒนาการเชื่อมโยงการขนส่งทางรางระหว่าง 3 ประเทศเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติหรือ Fast track โดยควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3-4 ปี 
 

 3.กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวง จะต้องเร่งการศึกษารูปแบบสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่และการใช้ประโยชน์ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ซึ่งการศึกษาระยะที่ 1 ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (FS) และรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) จะแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2566  และระยะที่ 2 การออกแบบรายละเอียด (DD) และจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)จะใช้เวลาศึกษา 1 ปีและเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2568 ทั้งนี้รัฐบาลควรลดระยะเวลาในการศึกษา นอกจากนั้นยังต้องให้ สปป.ลาว เห็นชอบร่วมกันก่อนดำเนินการก่อสร้าง 


4. การพัฒนาย่านสถานีหนองคายเป็นพื้นที่เปลี่ยนถ่ายสินค้า ให้รองรับการขนส่งผ่านสะพานเดิม โดยพัฒนาบริเวณสถานีที่มีพื้นที่ประมาณ 80 ไร่ ให้เป็นพื้นที่ตรวจปล่อยสินค้าระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนถ่ายจากถนนสู่ราง โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยจะต้องเร่งรัดปรับปรุงพื้นที่บริเวณลานยกขนสินค้าและเปิดให้บริการเพื่อรองรับการเปลี่ยนถ่ายสินค้าซึ่งมีปริมาณที่เพิ่มขึ้น

 

5. การพัฒนาสถานีรถไฟนาทา ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยอนุมัติให้ว่าจ้างสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษาโครงการศึกษาและวิเคราะห์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าและย่านกองเก็บตู้สินค้าเพื่อรองรับการขนส่งทางรางจังหวัดหนองคาย เมื่อผลการศึกษาเสร็จแล้วควรเร่งดำเนินการพัฒนาให้สอดคล้องกับระยะเวลาการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่เพื่อเชื่อมโยงและเป็นศูนย์กระจายสินค้า