
ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังได้รับแรงกดดันจากภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาด
ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังได้รับแรงกดดันจากภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดที่ยังไม่คลี่คลายในเร็วๆ นี้
หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน บมจ.ไทยออยล์ วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมันประจำวันที่ 14 กันยายน 2559
- ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงกว่าร้อยละ 3 จากวันก่อนหน้า หลังรายงานประจำเดือน ก.ย. ของสำนักงานพลังงานสากล (IEA) มีการคาดการณ์ว่าตลาดจะยังคงเผชิญกับภาวะอุปทานล้นตลาดจนถึงกลางปีหน้า จากเดิมที่คาดการณ์ว่าในครึ่งหลังของปีนี้ตลาดจะเริ่มเข้าสู่สมดุล ซึ่งสอดคล้องกับรายงานประจำเดือนของโอเปก โดยสาเหตุหลักมาจาก อุปสงค์มีแนวโน้มชะลอตัวลงในครึ่งปีหลังนี้ ส่งผลให้ IEA ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของอุปสงค์ในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ในปี 2560 อุปสงค์มีแนวโน้มเติบโตลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน สำหรับอุปทานน้ำมันดิบนอกกลุ่มโอเปกปีนี้ IEA ยังคงคาดการณ์ว่าจะปรับลดลง 0.84 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ดี อุปทานจะกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งที่ประมาณ 0.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น หลังนักลงทุนเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่งคาดว่าจะเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ โดย Goldman Sach คาดมีโอกาสถึงร้อยละ 50 ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับตลาดคาด BOJ อาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 20 -21 ก.ย. นี้
- ราคายังคงได้รับแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยจากผลสำรวจของ Reuters คาดปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ สิ้นสุด ณ วันที่ 9 ก.ย. 59 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 3.8 ล้านบาร์เรลจากสัปดาห์ก่อนหน้า หลังการขนส่งน้ำมันดิบกลับมาเป็นปกติ
+ ภายหลังจากตลาดปิดการซื้อขาย สถาบันปิโตรเลียมสหรัฐฯ (API) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 1.4 ล้านบาร์เรล น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตาการรายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (EIA) ที่จะประกาศในคืนนี้
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงกดดันจากอินเดียที่เพิ่มการส่งออกสูงขึ้น เนื่องจากโรงกลั่นเริ่มเปิดดำเนินการหน่วยผลิตน้ำมันเบนซิน อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงได้รับแรงหนุนจากไต้หวันที่จะมีการปิดซ่อมบำรุงหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันในเดือน ก.ย. - ต.ค.
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อจากเวียดนามที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และปริมาณการส่งออกจากไต้หวันที่มีแนวโน้มปรับลดลง เนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุง เป็นระยะเวลา 40 วัน นับตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.
ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 43-48 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 45-50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
โอกาสความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกโอเปกและนอกกลุ่มโอเปกในการประชุมในวันที่ 26 –28 กันยายนมีแนวโน้มเชิงบวกมากขึ้น หลังรัสเซียและซาอุดิอาระเบียได้บรรลุข้อตกลงในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน อย่างไรก็ดี ซาอุดิอาระเบียกล่าวว่า การคงกำลังการผลิตในปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นเนื่องจากสภาวะตลาดจะเริ่มสมดุลมากขึ้นในอนาคต
ภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดมีแนวโน้มส่งผลกดดันต่อราคาต่อเนื่อง หลังปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ เนื่องจากการขนส่งน้ำมันดิบกลับมาเป็นปกติ ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้ามีแนวโน้มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ภาวะน้ำมันสำเร็จรูปล้นตลาดคลี่คลายลง หลังปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังปรับลดลงมากมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวเข้าใกล้ระดับต้นทุนการผลิตที่ 50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ บาร์เรล ปริมาณแท่นขุดเจาะสำหรับสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 9 ก.ย. จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น 7 แท่นมาอยู่ที่ 414 แท่น
หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน บมจ.ไทยออยล์ วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมันประจำวันที่ 14 กันยายน 2559
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น หลังนักลงทุนเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่งคาดว่าจะเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ โดย Goldman Sach คาดมีโอกาสถึงร้อยละ 50 ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับตลาดคาด BOJ อาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 20 -21 ก.ย. นี้
- ราคายังคงได้รับแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยจากผลสำรวจของ Reuters คาดปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ สิ้นสุด ณ วันที่ 9 ก.ย. 59 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 3.8 ล้านบาร์เรลจากสัปดาห์ก่อนหน้า หลังการขนส่งน้ำมันดิบกลับมาเป็นปกติ
+ ภายหลังจากตลาดปิดการซื้อขาย สถาบันปิโตรเลียมสหรัฐฯ (API) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 1.4 ล้านบาร์เรล น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตาการรายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (EIA) ที่จะประกาศในคืนนี้
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงกดดันจากอินเดียที่เพิ่มการส่งออกสูงขึ้น เนื่องจากโรงกลั่นเริ่มเปิดดำเนินการหน่วยผลิตน้ำมันเบนซิน อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงได้รับแรงหนุนจากไต้หวันที่จะมีการปิดซ่อมบำรุงหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันในเดือน ก.ย. - ต.ค.
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อจากเวียดนามที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และปริมาณการส่งออกจากไต้หวันที่มีแนวโน้มปรับลดลง เนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุง เป็นระยะเวลา 40 วัน นับตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 43-48 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 45-50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
โอกาสความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกโอเปกและนอกกลุ่มโอเปกในการประชุมในวันที่ 26 –28 กันยายนมีแนวโน้มเชิงบวกมากขึ้น หลังรัสเซียและซาอุดิอาระเบียได้บรรลุข้อตกลงในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน อย่างไรก็ดี ซาอุดิอาระเบียกล่าวว่า การคงกำลังการผลิตในปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นเนื่องจากสภาวะตลาดจะเริ่มสมดุลมากขึ้นในอนาคต
ภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดมีแนวโน้มส่งผลกดดันต่อราคาต่อเนื่อง หลังปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ เนื่องจากการขนส่งน้ำมันดิบกลับมาเป็นปกติ ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้ามีแนวโน้มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ภาวะน้ำมันสำเร็จรูปล้นตลาดคลี่คลายลง หลังปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังปรับลดลงมากมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวเข้าใกล้ระดับต้นทุนการผลิตที่ 50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ บาร์เรล ปริมาณแท่นขุดเจาะสำหรับสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 9 ก.ย. จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น 7 แท่นมาอยู่ที่ 414 แท่น






