
‘อินเตอร์บิวตี้’ปรับนโยบายใหม่ เน้นหาแบรนด์ถูกและดีทำตลาด
อินเตอร์บิวตี้ เลิกแบรนด์ไอเลิฟ หลังเจอสงครามราคา หันมาเน้นทำตลาดแบรนด์เฟท อิน เฟซ จากเกาหลี เตรียมลอนช์สินค้าใหม่ปลายปีนี้ พร้อมเดินหน้าหาแบรนด์ใหม่จากเกาหลีเข้าเสริมพอร์ต หลังได้อานิสงส์ภาษีนำเข้าลดลงเหลือ 3% ทั้งเพิ่มงบประมาณ 3 เท่าทำตลาดและสร้างแบรนด์ต่อเนื่อง
นางสาวพัทธ์ธีรา ธิติมาธัญญาวัทน์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท อินเตอร์บิวตี้ จำกัด ผู้นำเข้าและทำตลาดสินค้าเครื่องสำอางและของใช้ส่วนบุคคล เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หลังจากได้ยุติทำตลาดสินค้าส่วนบุคคลภายใต้แบรนด์ไอเลิฟ (I Love) จากประเทศอังกฤษ เนื่องจากประสบปัญหาการแข่งขันด้านราคาสินค้าและการเข้ามาทำตลาดของสินค้าในลักษณะที่ใกล้เคียงกันแต่มีราคาขายถูกกว่า จึงได้ตัดสินใจยุติการทำตลาด พร้อมกับหันมามุ่งเน้นการทำตลาดและสร้างแบรนด์ เฟท อิน เฟซ (Faith in Face) จากประเทศเกาหลีแทน ซึ่งปัจจุบันมีสินค้า มาสก์หน้าไฮโดรเจล โฟมล้างหน้า และคลีนซิ่งวอร์เตอร์
โดยวางแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ปลายปีนี้ เป็นผลิตภัณฑ์มาสก์หน้าไฮโดรเจลสูตรใหม่ ที่ให้ความชุ่มชื่น 72 ชั่วโมง ที่มากกว่าสูตรเดิมแต่ยังคงจำหน่ายในราคา 129 บาท ผ่านช่องทางร้านวัตสัน ซึ่งผลิตภัณฑ์มาสก์หน้าปัจจุบันถือว่ามีการแข่งขันที่รุนแรง ในแต่ละเดือนจะมีแบรนด์สินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นมาสก์หน้าประเภทกระดาษหรือผ้าเป็นหลัก ส่วนมาสก์หน้าที่เป็นไฮโดรเจลจะมีคู่แข่งไม่มากนัก ซึ่งที่ผ่านมาถือว่ายอดขายของบริษัทมีอัตราการเติบโตมากถึง 200% เป็นผลจากการยอมรับของผู้บริโภค ประกอบกับการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง และการบอกต่อของกลุ่มบล็อกเกอร์ในโลกออนไลน์ที่ชื่อชอบผลิตภัณฑ์
"ตอนนี้บริษัทเปลี่ยนนโยบายการดำเนินธุรกิจใหม่ การคัดเลือกแบรนด์สินค้าที่เข้ามาทำตลาดจะต้องพิจารณารายละเอียดรอบด้านจะเน้นคุณภาพของสินค้าอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะการแข่งขันในปัจจุบันรุนแรง โดยเฉพาะด้านราคาสินค้า และตลาดออนไลน์ที่มีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสินค้าที่นำเข้ามาทำตลาดจะต้องเป็นราคาที่ผู้บริโภคจับต้องได้ ซึ่งสินค้าที่วางแผนนำเข้ามาจำหน่ายยังคงเป็นสินค้ากลุ่มสกินแคร์ มาสก์ ครีมบำรุง และเส้นผม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาที่จะนำแบรนด์จากประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาด คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ในช่วงต้นปีหน้า"
การที่บริษัทยังคงนำสินค้าจากประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาด นอกเหนือจากคุณภาพสินค้าและความนิยมในแบรนด์สินค้าแล้ว เป็นผลจากสิทธิพิเศษทางภาษีระหว่างประเทศไทยกับเกาหลีและญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันมีอัตราลดลงจากในอดีต ซึ่งแบรนด์จากเกาหลีมีอัตราภาษีนำเข้า 3% จากก่อนหน้าที่มีอัตรา 30% ส่วนแบรนด์จากประเทศญี่ปุ่นมีอัตราภาษีนำเข้า 6-7% จากก่อนหน้ามีอัตรา 30% เช่นกันแต่มีความเป็นไปได้ในการนำเข้ามาทำตลาดน่าจะเป็นแบรนด์จากประเทศเกาหลี เนื่องจากมีความต้องการของตลาดสูง มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงราคาสินค้าถูกกว่าเมื่อเทียบกับแบรนด์จากประเทศญี่ปุ่น
นางสาวพัทธ์ธีรากล่าวอีกว่า ในปีนี้บริษัทยังคงเน้นการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มงบประมาณเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึง 3 เท่า ซึ่งจะเน้นการทำตลาด ณ จุดขาย การทำตลาดผ่านสื่อออนไลน์ รวมถึงการทำราคาสินค้าพิเศษลด 50% ในบางช่วงผ่านช่องทางออนไลน์ เนื่องจากราคามีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,190 วันที่ 8 - 10 กันยายน พ.ศ. 2559
นางสาวพัทธ์ธีรา ธิติมาธัญญาวัทน์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท อินเตอร์บิวตี้ จำกัด ผู้นำเข้าและทำตลาดสินค้าเครื่องสำอางและของใช้ส่วนบุคคล เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หลังจากได้ยุติทำตลาดสินค้าส่วนบุคคลภายใต้แบรนด์ไอเลิฟ (I Love) จากประเทศอังกฤษ เนื่องจากประสบปัญหาการแข่งขันด้านราคาสินค้าและการเข้ามาทำตลาดของสินค้าในลักษณะที่ใกล้เคียงกันแต่มีราคาขายถูกกว่า จึงได้ตัดสินใจยุติการทำตลาด พร้อมกับหันมามุ่งเน้นการทำตลาดและสร้างแบรนด์ เฟท อิน เฟซ (Faith in Face) จากประเทศเกาหลีแทน ซึ่งปัจจุบันมีสินค้า มาสก์หน้าไฮโดรเจล โฟมล้างหน้า และคลีนซิ่งวอร์เตอร์
โดยวางแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ปลายปีนี้ เป็นผลิตภัณฑ์มาสก์หน้าไฮโดรเจลสูตรใหม่ ที่ให้ความชุ่มชื่น 72 ชั่วโมง ที่มากกว่าสูตรเดิมแต่ยังคงจำหน่ายในราคา 129 บาท ผ่านช่องทางร้านวัตสัน ซึ่งผลิตภัณฑ์มาสก์หน้าปัจจุบันถือว่ามีการแข่งขันที่รุนแรง ในแต่ละเดือนจะมีแบรนด์สินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นมาสก์หน้าประเภทกระดาษหรือผ้าเป็นหลัก ส่วนมาสก์หน้าที่เป็นไฮโดรเจลจะมีคู่แข่งไม่มากนัก ซึ่งที่ผ่านมาถือว่ายอดขายของบริษัทมีอัตราการเติบโตมากถึง 200% เป็นผลจากการยอมรับของผู้บริโภค ประกอบกับการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง และการบอกต่อของกลุ่มบล็อกเกอร์ในโลกออนไลน์ที่ชื่อชอบผลิตภัณฑ์
"ตอนนี้บริษัทเปลี่ยนนโยบายการดำเนินธุรกิจใหม่ การคัดเลือกแบรนด์สินค้าที่เข้ามาทำตลาดจะต้องพิจารณารายละเอียดรอบด้านจะเน้นคุณภาพของสินค้าอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะการแข่งขันในปัจจุบันรุนแรง โดยเฉพาะด้านราคาสินค้า และตลาดออนไลน์ที่มีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสินค้าที่นำเข้ามาทำตลาดจะต้องเป็นราคาที่ผู้บริโภคจับต้องได้ ซึ่งสินค้าที่วางแผนนำเข้ามาจำหน่ายยังคงเป็นสินค้ากลุ่มสกินแคร์ มาสก์ ครีมบำรุง และเส้นผม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาที่จะนำแบรนด์จากประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาด คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ในช่วงต้นปีหน้า"
การที่บริษัทยังคงนำสินค้าจากประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาด นอกเหนือจากคุณภาพสินค้าและความนิยมในแบรนด์สินค้าแล้ว เป็นผลจากสิทธิพิเศษทางภาษีระหว่างประเทศไทยกับเกาหลีและญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันมีอัตราลดลงจากในอดีต ซึ่งแบรนด์จากเกาหลีมีอัตราภาษีนำเข้า 3% จากก่อนหน้าที่มีอัตรา 30% ส่วนแบรนด์จากประเทศญี่ปุ่นมีอัตราภาษีนำเข้า 6-7% จากก่อนหน้ามีอัตรา 30% เช่นกันแต่มีความเป็นไปได้ในการนำเข้ามาทำตลาดน่าจะเป็นแบรนด์จากประเทศเกาหลี เนื่องจากมีความต้องการของตลาดสูง มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงราคาสินค้าถูกกว่าเมื่อเทียบกับแบรนด์จากประเทศญี่ปุ่น
นางสาวพัทธ์ธีรากล่าวอีกว่า ในปีนี้บริษัทยังคงเน้นการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มงบประมาณเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึง 3 เท่า ซึ่งจะเน้นการทำตลาด ณ จุดขาย การทำตลาดผ่านสื่อออนไลน์ รวมถึงการทำราคาสินค้าพิเศษลด 50% ในบางช่วงผ่านช่องทางออนไลน์ เนื่องจากราคามีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,190 วันที่ 8 - 10 กันยายน พ.ศ. 2559






