
ซีอีโอใหม่บาจาเปิด3กลยุทธ์ เป้าผู้นำสินค้าแฟชั่นนานาชาติ
เปิดแผนธุรกิจ ซีอีโอใหม่ กลุ่มบาจาในไทย “อเล็กซิส นาซาร์ด” ชู 3 กลยุทธ์ลุยตลาด ทั้งสินค้าคุณภาพ สร้างประสบการณ์ที่ดี และความสนุกสนานในการเลือกซื้อสินค้า ตั้งเป้าผู้นำด้านผู้จำหน่ายสินค้าแฟชั่นระดับนานาชาติในไทย พร้อมประกาศเชื่อมั่นรัฐบาลไทย ยังวางแผนเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง
นายอเล็กซิส นาซาร์ด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท บาจา ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแฟชั่น รองเท้า อาทิ บาจา,แมรี่แคลร์ และฟุตอิน เป็นต้น เปิดเผยว่า กลยุทธ์ภายหลังจากเข้ามารับตำแหน่งช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาจะให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตให้แก่บริษัทอย่างมีศักยภาพ ภายใต้กลยุทธ์ 3 ส่วนหลักได้แก่ 1.ส่วนของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ผ่านการดีไซน์ที่ทันสมัย ราคาเหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคอยากสวมใส่ 2.การสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าในทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้บริโภคให้มากที่สุด และ3.การสร้างความสนุกสนานให้แก่ลูกค้า ผ่านสินค้าการได้ลองเลือก และการบริการลูกค้าเพื่อให้เกิดความประทับใจ
ขณะที่ในส่วนของโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังนั้น ยังคงมีแผนในการลงทุนส่วนของการผลิตต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานให้ทันสมัย และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนากลยุทธ์ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ เพื่อเป็นช่องทางในการจัดจำหน่ายบาจา เฮอร์ริเทจ คอลเลคชั่น เพื่อเป็นการกระตุ้นการรับรู้และการสร้างแบรนด์บาจา นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างเตรียมเปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษ ที่ประกอบด้วยรองเท้าบาจาในรุ่น “บาจา บุลเล็ต” และ “บาจา เทนนิส” ซึ่งส่วนของบาจาเทนนิสมี รุ่น บาจา เทนนิส เอ็กซ์ พีนัทส์ ที่บาจาได้นำการ์ตูนของชาร์ลส์ ชูทส์นักเขียนการ์ตูนชื่อดัง เพื่อใช้เป็นลวดลาย และทำให้รุ่นนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนี้จะมีบาจารุ่นอื่นๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในประเทศไทยช่วงเดือนตุลาคมนี้
“หากพูดถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อภาครัฐในเมืองไทยปัจจุบัน เรายังคงมีความเชื่อมั่นในการลงทุน ซึ่งความมีเสถียรภาพคือสิ่งสำคัญ โดยเชื่อว่านักลงทุนต้องการเสถียรภาพ และหากเสถียรภาพคือการลงทุนนั่นคือสิ่งที่ดี เพราะการลงทุนจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้”
ทั้งนี้เป้าหมายนับจากนี้คือ ต้องการเป็นผู้นำด้านผู้จำหน่ายสินค้าแฟชั่นระดับนานาชาติในประเทศไทย โดยการนำเสนอรองเท้าแฟชั่น คุณภาพดี ราคาเหมาะสม ดีไซน์นำสมัยและสวมใส่สบาย ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทย มีร้านบาจา 251 ร้าน และร้าน FOOTIN 25 ร้าน ทั้งนี้ตลาดเมืองไทยถือได้ว่าเป็นตลาดแฟชั่น และเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลก ขณะเดียวกันมองว่ายังมีช่องทางในการขยายตลาดบาจาในเมืองไทยอีกมาก ซึ่งปัจจุบันบาจามีส่วนแบ่งการตลาดในไทยอยู่ที่ 3.7% โดยตั้งเป้าว่าจะขยายเป็น 5% ในอีก 4 ปีนับจากนี้ หรือภายในปี พ.ศ. 2563 และมีผลกำไรเพิ่มเป็น 2 เท่าต่อปี โดยในส่วนของบาจาประเทศไทยสามารถสร้างยอดขาติด 1 ใน 10 จากยอดขาย 70 ประเทศทั่วโลก และเป็น 1 ใน 15 ประเทศหลักที่บริษัทให้ความสำคัญในการทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน
“พวกเราพร้อมที่จะร่วมงานกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำในการวางจำหน่าย เฮอร์ริเทจ คอลเลคชั่น ให้มากขึ้นในประเทศไทย ผมมองว่าผู้บริโภคในประเทศไทยมีความเป็นแฟชั่นนิยม ซึ่งนั่นเองที่ทำให้เราตั้งเป้าแนวโน้มยอดขายที่จะเติบโตกว่า 110% ในครึ่งปีหลัง 2559 เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว และภายในปีพ.ศ. 2563 ได้ตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขายสูงถึง 35% และนั่นหมายถึงเป็นสองเท่าของกำไรในปัจจุบัน ซึ่งบาจา เฮอร์ริเทจและคอลเลคชั่นใหม่ของบาจาที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เรากลายเป็นมือหนึ่งในตลาดผู้นำแฟชั่นและผู้เชี่ยวชาญด้านรองเท้า” นายอเล็กซิสกล่าวทิ้งท้าย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,187 วันที่ 4 - 7 กันยายน พ.ศ. 2559
นายอเล็กซิส นาซาร์ด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท บาจา ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแฟชั่น รองเท้า อาทิ บาจา,แมรี่แคลร์ และฟุตอิน เป็นต้น เปิดเผยว่า กลยุทธ์ภายหลังจากเข้ามารับตำแหน่งช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาจะให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตให้แก่บริษัทอย่างมีศักยภาพ ภายใต้กลยุทธ์ 3 ส่วนหลักได้แก่ 1.ส่วนของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ผ่านการดีไซน์ที่ทันสมัย ราคาเหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคอยากสวมใส่ 2.การสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าในทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้บริโภคให้มากที่สุด และ3.การสร้างความสนุกสนานให้แก่ลูกค้า ผ่านสินค้าการได้ลองเลือก และการบริการลูกค้าเพื่อให้เกิดความประทับใจ
ขณะที่ในส่วนของโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังนั้น ยังคงมีแผนในการลงทุนส่วนของการผลิตต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานให้ทันสมัย และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนากลยุทธ์ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ เพื่อเป็นช่องทางในการจัดจำหน่ายบาจา เฮอร์ริเทจ คอลเลคชั่น เพื่อเป็นการกระตุ้นการรับรู้และการสร้างแบรนด์บาจา นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างเตรียมเปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษ ที่ประกอบด้วยรองเท้าบาจาในรุ่น “บาจา บุลเล็ต” และ “บาจา เทนนิส” ซึ่งส่วนของบาจาเทนนิสมี รุ่น บาจา เทนนิส เอ็กซ์ พีนัทส์ ที่บาจาได้นำการ์ตูนของชาร์ลส์ ชูทส์นักเขียนการ์ตูนชื่อดัง เพื่อใช้เป็นลวดลาย และทำให้รุ่นนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนี้จะมีบาจารุ่นอื่นๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในประเทศไทยช่วงเดือนตุลาคมนี้
“หากพูดถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อภาครัฐในเมืองไทยปัจจุบัน เรายังคงมีความเชื่อมั่นในการลงทุน ซึ่งความมีเสถียรภาพคือสิ่งสำคัญ โดยเชื่อว่านักลงทุนต้องการเสถียรภาพ และหากเสถียรภาพคือการลงทุนนั่นคือสิ่งที่ดี เพราะการลงทุนจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้”
ทั้งนี้เป้าหมายนับจากนี้คือ ต้องการเป็นผู้นำด้านผู้จำหน่ายสินค้าแฟชั่นระดับนานาชาติในประเทศไทย โดยการนำเสนอรองเท้าแฟชั่น คุณภาพดี ราคาเหมาะสม ดีไซน์นำสมัยและสวมใส่สบาย ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทย มีร้านบาจา 251 ร้าน และร้าน FOOTIN 25 ร้าน ทั้งนี้ตลาดเมืองไทยถือได้ว่าเป็นตลาดแฟชั่น และเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลก ขณะเดียวกันมองว่ายังมีช่องทางในการขยายตลาดบาจาในเมืองไทยอีกมาก ซึ่งปัจจุบันบาจามีส่วนแบ่งการตลาดในไทยอยู่ที่ 3.7% โดยตั้งเป้าว่าจะขยายเป็น 5% ในอีก 4 ปีนับจากนี้ หรือภายในปี พ.ศ. 2563 และมีผลกำไรเพิ่มเป็น 2 เท่าต่อปี โดยในส่วนของบาจาประเทศไทยสามารถสร้างยอดขาติด 1 ใน 10 จากยอดขาย 70 ประเทศทั่วโลก และเป็น 1 ใน 15 ประเทศหลักที่บริษัทให้ความสำคัญในการทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน
“พวกเราพร้อมที่จะร่วมงานกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำในการวางจำหน่าย เฮอร์ริเทจ คอลเลคชั่น ให้มากขึ้นในประเทศไทย ผมมองว่าผู้บริโภคในประเทศไทยมีความเป็นแฟชั่นนิยม ซึ่งนั่นเองที่ทำให้เราตั้งเป้าแนวโน้มยอดขายที่จะเติบโตกว่า 110% ในครึ่งปีหลัง 2559 เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว และภายในปีพ.ศ. 2563 ได้ตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขายสูงถึง 35% และนั่นหมายถึงเป็นสองเท่าของกำไรในปัจจุบัน ซึ่งบาจา เฮอร์ริเทจและคอลเลคชั่นใหม่ของบาจาที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เรากลายเป็นมือหนึ่งในตลาดผู้นำแฟชั่นและผู้เชี่ยวชาญด้านรองเท้า” นายอเล็กซิสกล่าวทิ้งท้าย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,187 วันที่ 4 - 7 กันยายน พ.ศ. 2559






