
รถกระบะดัดแปลง PPV ปี 2559 …มีทิศทางที่ดีกว่าตลาดรวมทั้งในและต่างประเทศ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์เรื่อง รถกระบะดัดแปลง PPV ปี 2559 …มีทิศทางที่ดีกว่าตลาดรวมทั้งในและต่างประเทศ
ประเด็นสำคัญ
•ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปี 2559 นี้ ตลาดรถยนต์ในประเทศโดยรวมของไทย คาดว่าจะหดตัวลงกว่าร้อยละ 4 ถึง 7 หรือคิดเป็นยอดขายรถยนต์ทั้งปี 740,000 ถึง 770,000 คัน โดยในช่วงครึ่งหลังของปีจะเริ่มเห็นทิศทางตลาดที่ดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งแรก แต่อาจยังหดตัวอยู่จากฐานที่สูงในปีก่อน ส่วนตลาดส่งออกน่าจะทรงตัวถึงขยายตัวร้อยละ 4 หรือคิดเป็นปริมาณการส่งออก 1,210,000 ถึง 1,250,000 คัน โดยในช่วงครึ่งหลังมีความเสี่ยงที่เข้ามากระทบมากขึ้น โดยเฉพาะ ตลาดตะวันออกกลาง รวมถึงฐานที่สูงในปีที่แล้ว ทำให้โดยรวมตลาดขยายตัวได้ไม่มาก
•แม้ทิศทางตลาดรวมในปีนี้จะยังไม่เป็นบวกต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ ทว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สำหรับรถกระบะดัดแปลง PPV กลับมีทิศทางที่ตรงข้าม จากปัจจัยบวกเรื่องการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ รสนิยมของผู้ซื้อที่เปลี่ยนไป รวมถึงราคาน้ำมันที่ลดลง ทั้งนี้คาดว่ายอดขายรถกระบะดัดแปลง PPV จะมีโอกาสทรงตัวจากปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่รถหลายรุ่นได้ปรับราคาขึ้นค่อนข้างมากจากการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตก็ตาม โดยจุดแข็งหลักของค่ายรถที่ทำตลาดได้ดี คือ ความน่าเชื่อถือของรถผ่านความพร้อมในการให้บริการหลังการขาย ส่วนการส่งออกรถกระบะดัดแปลง PPV เองก็คาดว่าจะโตสวนทางตลาดกว่าร้อยละ 92 โดยตลาดส่งออกหลัก คือ ตลาดโอเชียเนีย และตลาดเอเชีย
ปี 2559 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า อาจจะยังเป็นอีกปีที่ยากลำบากสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรถยนต์ ทั้งในส่วนของตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยตลาดในประเทศนั้น แม้ว่าปัญหาภัยแล้งจะผ่านพ้นไปแล้ว ทว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนยังคงมีความไม่แน่นอนสูง จากสภาพเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงมีความเสี่ยง ขณะที่ตลาดต่างประเทศ นอกจากจะเผชิญกับทิศทางเศรษฐกิจต่างประเทศโดยรวมที่มีทิศทางชะลอตัวอยู่แล้ว ยังมีความเสี่ยงใหม่ๆ เช่น ผลกระทบจาก Brexit และการก่อการร้ายในต่างประเทศ เป็นต้น เข้ามากระทบด้วย ทำให้ยังเป็นอีกช่วงเวลาที่ค่ายรถยนต์น่าจะต้องดำเนินกลยุทธ์อย่างหนักหน่วงเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดต่อไป ซึ่งก็น่าจะเป็นจังหวะที่ดีของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อรถยนต์ในปีนี้ ทั้งนี้ รถยนต์ประเภทหนึ่งที่ได้รับการตอบรับจากตลาดทั้งในและต่างประเทศอย่างดีมากในปี 2559 นี้ ได้แก่ รถกระบะดัดแปลง PPV หรือ รถอเนกประสงค์ที่มีพื้นฐานจากรถกระบะ
ตลาดรถยนต์ในประเทศ
รถกระบะดัดแปลง PPV นับว่าเป็นรถประเภทที่มีการเติบโตในตลาดไทยสูงที่สุด ณ ขณะนี้ หลังการทยอยเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆของหลายค่ายตั้งแต่ปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงปีนี้ และเมื่อผนวกกับความนิยมในกลุ่มรถอเนกประสงค์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากรูปแบบและสภาพถนน ทั้งเพื่อการใช้งานและท่องเที่ยวที่มากขึ้น รวมถึงรุ่นที่ออกมาใหม่เหล่านี้ยังเป็นรุ่นปรับโฉมใหม่ ซึ่งเป็นโอกาสให้กลุ่มผู้ซื้อหลักที่มีกำลังซื้อและชื่นชอบรถประเภทนี้อยู่เดิมได้หามาครอบครองหลังจากรั้งรอมาหลายปี ส่งผลให้ช่วงครึ่งแรกของปี 2559 รถกระบะดัดแปลง PPV มียอดจำหน่าย 32,130 คัน และขยายตัวกว่าร้อยละ 109 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน รวมทั้งมีการขยายตัวรายเดือนอย่างต่อเนื่องถึง 1 ปี ทำให้สัดส่วนของตลาดรถกระบะดัดแปลง PPV ขยับขึ้นจากร้อยละ 5 ในช่วงครึ่งแรกปี 2558 มาสู่ระดับร้อยละ 10 ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งยอดขายรถกระบะดัดแปลงที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้ รายงานสถิติยอดขายรถยนต์ในประเทศช่วงครึ่งแรกของปีนี้ของสถาบันยานยนต์ แสดงผลยอดขายรถยนต์รวม 368,630 คัน หดตัวลงกว่าร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว
ส่วนแนวโน้มตลอดทั้งปี 2559 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ยอดขายรถกระบะดัดแปลง PPV จะมีโอกาสทรงตัวจากปีที่แล้วที่มียอดขาย 69,062 คัน ซึ่งดีกว่าทิศทางตลาดรถโดยรวมที่คาดว่าจะหดตัวลงกว่าร้อยละ 4 ถึง 7 หรือคิดเป็นยอดขายรถยนต์ทั้งปี 740,000 ถึง 770,000 คัน โดยฐานที่สูงมากในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 ซึ่งเป็นช่วงก่อนมีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ เป็นปัจจัยหลักที่จะฉุดดึงให้ยอดขายรถกระบะดัดแปลง PPV หดตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
สำหรับการแข่งขันปัจจุบันในตลาดรถกระบะดัดแปลง PPV นั้น เนื่องจากปี 2559 นี้ บรรยากาศการซื้อรถโดยรวมซบเซากว่าปีก่อนๆ ประกอบกับรถกระบะดัดแปลง PPV เป็นรถรุ่นที่ได้รับผลกระทบพอสมควรจากการปรับอัตราภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคารถบางค่ายต้องปรับขึ้นถึงประมาณกว่า 100,000 บาท การแข่งขันกันระหว่างค่ายจึงยังคงมีความรุนแรง โดยปัจจุบันค่ายรถที่ทำตลาดรถกระบะดัดแปลง PPV ประกอบไปด้วยค่ายรถญี่ปุ่น 3 ค่าย (วงกลมสีน้ำเงินในแผนภูมิ) และค่ายรถอเมริกัน 2 ค่าย (วงกลมสีเหลืองในแผนภูมิ) ซึ่งจากยอดขายในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ พบว่าค่ายรถญี่ปุ่นนั้นมีสัดส่วนยอดขายเมื่อเทียบกับค่ายรถอเมริกันที่ระดับ 89:11
อนึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าจุดแข็งหลักของค่ายรถญี่ปุ่น คือ ความพร้อมด้านการบริการ สะท้อนจากจำนวนศูนย์บริการที่มีอยู่มากทั่วทั้งประเทศ นอกจากนี้ พบว่าราคาขายรถประเภทนี้อาจมีผลบ้างต่อการตัดสินใจซื้อรถ แต่ไม่มากเท่าความเชื่อถือของลูกค้าที่มีต่อยี่ห้อรถ ซึ่งผูกพันกับชื่อเสียงที่มีมาอย่างยาวนานด้านการให้บริการหลังการขาย เช่น ความรวดเร็วในการหาอะไหล่ และการซ่อมบำรุง ซึ่งผู้นำตลาดก็ยังเป็นค่ายเดิม แม้ว่าระดับราคาขายเฉลี่ยโดยเปรียบเทียบจะสูงกว่าค่ายอื่นพอสมควรก็ตาม ส่วนค่ายรถญี่ปุ่นรายอื่นเน้นใช้จุดแข็งด้านราคาโดยเปรียบเทียบกับคุณสมบัติต่างๆ ที่ลูกค้าจะได้รับ ร่วมกับความพร้อมของศูนย์บริการ ด้านค่ายรถอเมริกันที่สามารถทำตลาดแข่งขันกับค่ายญี่ปุ่น โดยมีส่วนแบ่งตลาดขยับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 0.4 ในปี 2557 มาเป็นร้อยละ 9 ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ คาดว่ามาจากการให้ภาพลักษณ์ที่โดดเด่น ทั้งด้านรูปลักษณ์ที่บึกบึนและคุณสมบัติต่างๆ ภายในรถที่ทันสมัยโดดเด่น
จากข้อมูลดังกล่าว นำมาสู่การปรับใช้กลยุทธ์ของค่ายรถ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ สำหรับกระตุ้นความต้องการซื้อของลูกค้าศักยภาพที่มีกำลังซื้อ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ควรเน้นที่การสร้างความน่าเชื่อถือของรถยนต์ ผ่านการบริการหลังการขายที่น่าประทับใจ รวมถึงเน้นแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงความคุ้มค่าของรถยนต์ต่อราคาที่จ่ายไป เป็นหลัก
การส่งออกรถยนต์ของไทย
สำหรับตลาดส่งออกรถยนต์ในปีนี้ของไทยนั้นพบว่า เริ่มมีแนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ตลอดทั้งปี 2559 ยอดส่งออกรถยนต์ของไทยน่าจะทรงตัวถึงขยายตัวร้อยละ 4 หรือคิดเป็นส่งออก 1,210,000 ถึง 1,250,000 คัน โดยในจำนวนนี้คาดว่าจะเป็นการส่งออกรถปิกอัพ 1 ตัน (1 ton P/U) ที่อาจทำได้ไม่เกิน 637,500 คัน หรือหดตัวกว่าร้อยละ 4 จากปีที่แล้ว ขณะที่รถยนต์นั่ง (PC) อาจทรงตัวจากปีที่แล้ว โดยส่งออกได้ไม่เกิน 462,500 คัน ส่วนรถกระบะดัดแปลง PPV คาดโตสวนทางตลาดกว่าร้อยละ 92 หรือคิดเป็นจำนวนรถที่ส่งออกไปสูงถึงกว่า 150,000 คัน
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าตลาดส่งออกที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ คือ ตลาดตะวันออกกลาง ตลาดแอฟริกา ตลาดอเมริกากลางและใต้ ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา การส่งออกรถยนต์จากไทยไปยังภูมิภาคดังกล่าวหดตัวสูงถึงกว่าร้อยละ 12.8 ร้อยละ 27.0 และร้อยละ 21.7 ตามลำดับ โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลางที่เป็นตลาดส่งออกหลักเป็นอันดับ 3 ของไทย และในอดีตเคยเป็นตลาดนำเข้าที่มีสัดส่วนเฉลี่ยสูงถึงกว่าร้อยละ 23 ของรถยนต์ที่ไทยส่งออกทั้งหมด แต่ล่าสุดในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ไทยกลับส่งออกรถยนต์ไปตะวันออกกลางเหลือเพียงร้อยละ 15 ของรถยนต์ที่ส่งออกทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่ลดลงมากต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว ทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดตะวันออกกลางโดยรวมจะหดตัว แต่มีเพียงการส่งออกรถกระบะดัดแปลง PPV เท่านั้น ที่สวนทางตลาดขยายตัวได้สูงมากถึงร้อยละ 1,123 ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ คิดเป็นจำนวน 12,245 คัน
นอกจากตลาดตะวันออกกลาง การส่งออกรถกระบะดัดแปลง PPV ยังทำสถิติส่งออกโดดเด่นในช่วงครึ่งปีแรกในอีกหลายๆ ตลาด ทั้งตลาดโอเชียเนีย (ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์) ที่ขยายตัวร้อยละ 160 คิดเป็นจำนวนรถกระบะดัดแปลง PPV 14,465 คัน และตลาดเอเชีย ที่ขยายตัวร้อยละ 69 คิดเป็นจำนวนรถ 37,175 คัน โดยประเทศในเอเชียที่นำเข้ารถดังกล่าวสูง ได้แก่ ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว อินโดนีเซีย จีน ตุรกี กัมพูชา และเวียดนาม เป็นต้น ซึ่งนอกจากรถกระบะดัดแปลง PPV แล้ว การส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะ 1 ตัน ทั้งตลาดโอเชียเนียและเอเชีย ก็มีการขยายตัวด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกันกับตลาดอเมริกาเหนือ ทว่าการส่งออกในตลาดต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวก็อาจจะยังไม่เพียงพอให้การส่งออกรถยนต์ของไทยขยายตัวได้อย่างชัดเจนมากนัก เนื่องจากการหดตัวของตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา และอเมริกาใต้ รวมถึงตลาดยุโรปที่ทรงตัว เป็นปัจจัยฉุดรั้งอยู่
สำหรับการส่งออกรถกระบะดัดแปลง PPV จากไทยที่สามารถส่งออกไปได้มากโดดเด่นสวนทางรถยนต์ประเภทอื่นในปีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า นอกเหนือจากการที่มีการเปลี่ยนรุ่นรถใหม่ตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งมักจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้คนเปลี่ยนรถใหม่แล้ว อีกปัจจัยที่คาดว่ามีส่วนสำคัญ คือ ความนิยมในรถประเภทนี้ที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความสามารถในการใช้งานที่อเนกประสงค์ สามารถขับขี่บนถนนหลายรูปแบบ ประกอบกับราคาน้ำมันที่ลดลงมาก ทำให้ประเด็นเรื่องอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่สูงกว่ารถประเภทอื่นไม่ถูกนำมาเป็นปัจจัยกดดันการตัดสินใจซื้อมากนักเหมือนในอดีต ซึ่งโอกาสของการส่งออกรถกระบะดัดแปลง PPV จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศต่างๆ ในตลาดโอเชียเนีย และเอเชียดังกล่าวข้างต้น
จากทิศทางการขยายตัวของตลาดรถกระบะดัดแปลง PPV ทั้งในและต่างประเทศในช่วง 1 ถึง 2 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าความนิยมนี้จะยังคงอยู่ในตลาดอีกช่วงหนึ่งอย่างน้อย 2 ถึง 3 ปีต่อจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการมีแนวโน้มจะปรับใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อสำหรับลูกค้าศักยภาพที่มีกำลังซื้อรถกระบะดัดแปลง PPV มากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องควรต้องปรับตัวตามสภาพตลาดด้วย เช่น การจัดการสต็อกรถในโชว์รูมให้เหมาะสม การดูแลเรื่องการปล่อยสินเชื่อ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่างๆ ส่วนร้านค้าอะไหล่ก็ควรมีการจัดหาอะไหล่และอุปกรณ์ตกแต่งรถประเภทดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น รวมถึงอู่ซ่อมต่างๆ อาจมีรถประเภทดังกล่าวมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อการส่งออก รวมถึงอู่ซ่อมรถที่มีการลงทุนในต่างประเทศ หรืออยู่ใกล้พื้นที่ชายแดน ต่างก็ควรมีการวางกลยุทธ์หลายรูปแบบ เช่น การบริหารจัดการสต็อก เพื่อรองรับภาวะตลาดดังกล่าว
ประเด็นสำคัญ
•ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปี 2559 นี้ ตลาดรถยนต์ในประเทศโดยรวมของไทย คาดว่าจะหดตัวลงกว่าร้อยละ 4 ถึง 7 หรือคิดเป็นยอดขายรถยนต์ทั้งปี 740,000 ถึง 770,000 คัน โดยในช่วงครึ่งหลังของปีจะเริ่มเห็นทิศทางตลาดที่ดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งแรก แต่อาจยังหดตัวอยู่จากฐานที่สูงในปีก่อน ส่วนตลาดส่งออกน่าจะทรงตัวถึงขยายตัวร้อยละ 4 หรือคิดเป็นปริมาณการส่งออก 1,210,000 ถึง 1,250,000 คัน โดยในช่วงครึ่งหลังมีความเสี่ยงที่เข้ามากระทบมากขึ้น โดยเฉพาะ ตลาดตะวันออกกลาง รวมถึงฐานที่สูงในปีที่แล้ว ทำให้โดยรวมตลาดขยายตัวได้ไม่มาก
•แม้ทิศทางตลาดรวมในปีนี้จะยังไม่เป็นบวกต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ ทว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สำหรับรถกระบะดัดแปลง PPV กลับมีทิศทางที่ตรงข้าม จากปัจจัยบวกเรื่องการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ รสนิยมของผู้ซื้อที่เปลี่ยนไป รวมถึงราคาน้ำมันที่ลดลง ทั้งนี้คาดว่ายอดขายรถกระบะดัดแปลง PPV จะมีโอกาสทรงตัวจากปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่รถหลายรุ่นได้ปรับราคาขึ้นค่อนข้างมากจากการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตก็ตาม โดยจุดแข็งหลักของค่ายรถที่ทำตลาดได้ดี คือ ความน่าเชื่อถือของรถผ่านความพร้อมในการให้บริการหลังการขาย ส่วนการส่งออกรถกระบะดัดแปลง PPV เองก็คาดว่าจะโตสวนทางตลาดกว่าร้อยละ 92 โดยตลาดส่งออกหลัก คือ ตลาดโอเชียเนีย และตลาดเอเชีย
ปี 2559 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า อาจจะยังเป็นอีกปีที่ยากลำบากสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรถยนต์ ทั้งในส่วนของตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยตลาดในประเทศนั้น แม้ว่าปัญหาภัยแล้งจะผ่านพ้นไปแล้ว ทว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนยังคงมีความไม่แน่นอนสูง จากสภาพเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงมีความเสี่ยง ขณะที่ตลาดต่างประเทศ นอกจากจะเผชิญกับทิศทางเศรษฐกิจต่างประเทศโดยรวมที่มีทิศทางชะลอตัวอยู่แล้ว ยังมีความเสี่ยงใหม่ๆ เช่น ผลกระทบจาก Brexit และการก่อการร้ายในต่างประเทศ เป็นต้น เข้ามากระทบด้วย ทำให้ยังเป็นอีกช่วงเวลาที่ค่ายรถยนต์น่าจะต้องดำเนินกลยุทธ์อย่างหนักหน่วงเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดต่อไป ซึ่งก็น่าจะเป็นจังหวะที่ดีของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อรถยนต์ในปีนี้ ทั้งนี้ รถยนต์ประเภทหนึ่งที่ได้รับการตอบรับจากตลาดทั้งในและต่างประเทศอย่างดีมากในปี 2559 นี้ ได้แก่ รถกระบะดัดแปลง PPV หรือ รถอเนกประสงค์ที่มีพื้นฐานจากรถกระบะ
ตลาดรถยนต์ในประเทศ
รถกระบะดัดแปลง PPV นับว่าเป็นรถประเภทที่มีการเติบโตในตลาดไทยสูงที่สุด ณ ขณะนี้ หลังการทยอยเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆของหลายค่ายตั้งแต่ปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงปีนี้ และเมื่อผนวกกับความนิยมในกลุ่มรถอเนกประสงค์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากรูปแบบและสภาพถนน ทั้งเพื่อการใช้งานและท่องเที่ยวที่มากขึ้น รวมถึงรุ่นที่ออกมาใหม่เหล่านี้ยังเป็นรุ่นปรับโฉมใหม่ ซึ่งเป็นโอกาสให้กลุ่มผู้ซื้อหลักที่มีกำลังซื้อและชื่นชอบรถประเภทนี้อยู่เดิมได้หามาครอบครองหลังจากรั้งรอมาหลายปี ส่งผลให้ช่วงครึ่งแรกของปี 2559 รถกระบะดัดแปลง PPV มียอดจำหน่าย 32,130 คัน และขยายตัวกว่าร้อยละ 109 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน รวมทั้งมีการขยายตัวรายเดือนอย่างต่อเนื่องถึง 1 ปี ทำให้สัดส่วนของตลาดรถกระบะดัดแปลง PPV ขยับขึ้นจากร้อยละ 5 ในช่วงครึ่งแรกปี 2558 มาสู่ระดับร้อยละ 10 ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งยอดขายรถกระบะดัดแปลงที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้ รายงานสถิติยอดขายรถยนต์ในประเทศช่วงครึ่งแรกของปีนี้ของสถาบันยานยนต์ แสดงผลยอดขายรถยนต์รวม 368,630 คัน หดตัวลงกว่าร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว
ส่วนแนวโน้มตลอดทั้งปี 2559 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ยอดขายรถกระบะดัดแปลง PPV จะมีโอกาสทรงตัวจากปีที่แล้วที่มียอดขาย 69,062 คัน ซึ่งดีกว่าทิศทางตลาดรถโดยรวมที่คาดว่าจะหดตัวลงกว่าร้อยละ 4 ถึง 7 หรือคิดเป็นยอดขายรถยนต์ทั้งปี 740,000 ถึง 770,000 คัน โดยฐานที่สูงมากในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 ซึ่งเป็นช่วงก่อนมีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ เป็นปัจจัยหลักที่จะฉุดดึงให้ยอดขายรถกระบะดัดแปลง PPV หดตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
สำหรับการแข่งขันปัจจุบันในตลาดรถกระบะดัดแปลง PPV นั้น เนื่องจากปี 2559 นี้ บรรยากาศการซื้อรถโดยรวมซบเซากว่าปีก่อนๆ ประกอบกับรถกระบะดัดแปลง PPV เป็นรถรุ่นที่ได้รับผลกระทบพอสมควรจากการปรับอัตราภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคารถบางค่ายต้องปรับขึ้นถึงประมาณกว่า 100,000 บาท การแข่งขันกันระหว่างค่ายจึงยังคงมีความรุนแรง โดยปัจจุบันค่ายรถที่ทำตลาดรถกระบะดัดแปลง PPV ประกอบไปด้วยค่ายรถญี่ปุ่น 3 ค่าย (วงกลมสีน้ำเงินในแผนภูมิ) และค่ายรถอเมริกัน 2 ค่าย (วงกลมสีเหลืองในแผนภูมิ) ซึ่งจากยอดขายในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ พบว่าค่ายรถญี่ปุ่นนั้นมีสัดส่วนยอดขายเมื่อเทียบกับค่ายรถอเมริกันที่ระดับ 89:11
อนึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าจุดแข็งหลักของค่ายรถญี่ปุ่น คือ ความพร้อมด้านการบริการ สะท้อนจากจำนวนศูนย์บริการที่มีอยู่มากทั่วทั้งประเทศ นอกจากนี้ พบว่าราคาขายรถประเภทนี้อาจมีผลบ้างต่อการตัดสินใจซื้อรถ แต่ไม่มากเท่าความเชื่อถือของลูกค้าที่มีต่อยี่ห้อรถ ซึ่งผูกพันกับชื่อเสียงที่มีมาอย่างยาวนานด้านการให้บริการหลังการขาย เช่น ความรวดเร็วในการหาอะไหล่ และการซ่อมบำรุง ซึ่งผู้นำตลาดก็ยังเป็นค่ายเดิม แม้ว่าระดับราคาขายเฉลี่ยโดยเปรียบเทียบจะสูงกว่าค่ายอื่นพอสมควรก็ตาม ส่วนค่ายรถญี่ปุ่นรายอื่นเน้นใช้จุดแข็งด้านราคาโดยเปรียบเทียบกับคุณสมบัติต่างๆ ที่ลูกค้าจะได้รับ ร่วมกับความพร้อมของศูนย์บริการ ด้านค่ายรถอเมริกันที่สามารถทำตลาดแข่งขันกับค่ายญี่ปุ่น โดยมีส่วนแบ่งตลาดขยับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 0.4 ในปี 2557 มาเป็นร้อยละ 9 ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ คาดว่ามาจากการให้ภาพลักษณ์ที่โดดเด่น ทั้งด้านรูปลักษณ์ที่บึกบึนและคุณสมบัติต่างๆ ภายในรถที่ทันสมัยโดดเด่น
จากข้อมูลดังกล่าว นำมาสู่การปรับใช้กลยุทธ์ของค่ายรถ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ สำหรับกระตุ้นความต้องการซื้อของลูกค้าศักยภาพที่มีกำลังซื้อ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ควรเน้นที่การสร้างความน่าเชื่อถือของรถยนต์ ผ่านการบริการหลังการขายที่น่าประทับใจ รวมถึงเน้นแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงความคุ้มค่าของรถยนต์ต่อราคาที่จ่ายไป เป็นหลัก
การส่งออกรถยนต์ของไทย
สำหรับตลาดส่งออกรถยนต์ในปีนี้ของไทยนั้นพบว่า เริ่มมีแนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ตลอดทั้งปี 2559 ยอดส่งออกรถยนต์ของไทยน่าจะทรงตัวถึงขยายตัวร้อยละ 4 หรือคิดเป็นส่งออก 1,210,000 ถึง 1,250,000 คัน โดยในจำนวนนี้คาดว่าจะเป็นการส่งออกรถปิกอัพ 1 ตัน (1 ton P/U) ที่อาจทำได้ไม่เกิน 637,500 คัน หรือหดตัวกว่าร้อยละ 4 จากปีที่แล้ว ขณะที่รถยนต์นั่ง (PC) อาจทรงตัวจากปีที่แล้ว โดยส่งออกได้ไม่เกิน 462,500 คัน ส่วนรถกระบะดัดแปลง PPV คาดโตสวนทางตลาดกว่าร้อยละ 92 หรือคิดเป็นจำนวนรถที่ส่งออกไปสูงถึงกว่า 150,000 คัน
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าตลาดส่งออกที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ คือ ตลาดตะวันออกกลาง ตลาดแอฟริกา ตลาดอเมริกากลางและใต้ ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา การส่งออกรถยนต์จากไทยไปยังภูมิภาคดังกล่าวหดตัวสูงถึงกว่าร้อยละ 12.8 ร้อยละ 27.0 และร้อยละ 21.7 ตามลำดับ โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลางที่เป็นตลาดส่งออกหลักเป็นอันดับ 3 ของไทย และในอดีตเคยเป็นตลาดนำเข้าที่มีสัดส่วนเฉลี่ยสูงถึงกว่าร้อยละ 23 ของรถยนต์ที่ไทยส่งออกทั้งหมด แต่ล่าสุดในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ไทยกลับส่งออกรถยนต์ไปตะวันออกกลางเหลือเพียงร้อยละ 15 ของรถยนต์ที่ส่งออกทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่ลดลงมากต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว ทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดตะวันออกกลางโดยรวมจะหดตัว แต่มีเพียงการส่งออกรถกระบะดัดแปลง PPV เท่านั้น ที่สวนทางตลาดขยายตัวได้สูงมากถึงร้อยละ 1,123 ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ คิดเป็นจำนวน 12,245 คัน
นอกจากตลาดตะวันออกกลาง การส่งออกรถกระบะดัดแปลง PPV ยังทำสถิติส่งออกโดดเด่นในช่วงครึ่งปีแรกในอีกหลายๆ ตลาด ทั้งตลาดโอเชียเนีย (ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์) ที่ขยายตัวร้อยละ 160 คิดเป็นจำนวนรถกระบะดัดแปลง PPV 14,465 คัน และตลาดเอเชีย ที่ขยายตัวร้อยละ 69 คิดเป็นจำนวนรถ 37,175 คัน โดยประเทศในเอเชียที่นำเข้ารถดังกล่าวสูง ได้แก่ ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว อินโดนีเซีย จีน ตุรกี กัมพูชา และเวียดนาม เป็นต้น ซึ่งนอกจากรถกระบะดัดแปลง PPV แล้ว การส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะ 1 ตัน ทั้งตลาดโอเชียเนียและเอเชีย ก็มีการขยายตัวด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกันกับตลาดอเมริกาเหนือ ทว่าการส่งออกในตลาดต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวก็อาจจะยังไม่เพียงพอให้การส่งออกรถยนต์ของไทยขยายตัวได้อย่างชัดเจนมากนัก เนื่องจากการหดตัวของตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา และอเมริกาใต้ รวมถึงตลาดยุโรปที่ทรงตัว เป็นปัจจัยฉุดรั้งอยู่
สำหรับการส่งออกรถกระบะดัดแปลง PPV จากไทยที่สามารถส่งออกไปได้มากโดดเด่นสวนทางรถยนต์ประเภทอื่นในปีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า นอกเหนือจากการที่มีการเปลี่ยนรุ่นรถใหม่ตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งมักจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้คนเปลี่ยนรถใหม่แล้ว อีกปัจจัยที่คาดว่ามีส่วนสำคัญ คือ ความนิยมในรถประเภทนี้ที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความสามารถในการใช้งานที่อเนกประสงค์ สามารถขับขี่บนถนนหลายรูปแบบ ประกอบกับราคาน้ำมันที่ลดลงมาก ทำให้ประเด็นเรื่องอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่สูงกว่ารถประเภทอื่นไม่ถูกนำมาเป็นปัจจัยกดดันการตัดสินใจซื้อมากนักเหมือนในอดีต ซึ่งโอกาสของการส่งออกรถกระบะดัดแปลง PPV จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศต่างๆ ในตลาดโอเชียเนีย และเอเชียดังกล่าวข้างต้น
จากทิศทางการขยายตัวของตลาดรถกระบะดัดแปลง PPV ทั้งในและต่างประเทศในช่วง 1 ถึง 2 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าความนิยมนี้จะยังคงอยู่ในตลาดอีกช่วงหนึ่งอย่างน้อย 2 ถึง 3 ปีต่อจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการมีแนวโน้มจะปรับใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อสำหรับลูกค้าศักยภาพที่มีกำลังซื้อรถกระบะดัดแปลง PPV มากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องควรต้องปรับตัวตามสภาพตลาดด้วย เช่น การจัดการสต็อกรถในโชว์รูมให้เหมาะสม การดูแลเรื่องการปล่อยสินเชื่อ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่างๆ ส่วนร้านค้าอะไหล่ก็ควรมีการจัดหาอะไหล่และอุปกรณ์ตกแต่งรถประเภทดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น รวมถึงอู่ซ่อมต่างๆ อาจมีรถประเภทดังกล่าวมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อการส่งออก รวมถึงอู่ซ่อมรถที่มีการลงทุนในต่างประเทศ หรืออยู่ใกล้พื้นที่ชายแดน ต่างก็ควรมีการวางกลยุทธ์หลายรูปแบบ เช่น การบริหารจัดการสต็อก เพื่อรองรับภาวะตลาดดังกล่าว






